การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 239 ความคิดประหลาดของเหยียนหลิ่งเจวี๋ย
- Home
- การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง
- ตอนที่ 239 ความคิดประหลาดของเหยียนหลิ่งเจวี๋ย
พระพันปีพูดจนเหนื่อยล้า องค์รัชทายาทที่อยู่ด้านข้างจึงรีบเข้าไปนวดหลังให้อย่างเบามือ “เสด็จย่าใจเย็นๆ พ่ะ
ย่ะค่ะ… เรื่องนี้จะโทษเสด็จแม่เสียทีเดียวก็ไม่ถูก หลานได้ยินมาว่ามีคนวางแผนให้จิ่นซิ่วต้องเสื่อมเสียชื่อเสียง อีกทั้งมหา
เสนาบดีหลิวก็ถือโอกาสนี้ไปขอพระราชทานงานอภิเษกให้กับองค์หญิงจิ่นซิ่วกับหนิวไปั๋ ที่สำคัญตอนนี้ฝั่าบาทมีพระ
ราชโองการลงไปแล้ว ดังนั้นสิ่งที่ทำได้ในตอนนี้มีเพียงดึงเสนาบดีหลิวมาเป็นพวกถึงจะถูกนะพ่ะย่ะค่ะ!”
ความโกรธของพระพันปีหลวงยังคงหลงเหลืออยู่ แต่เมื่อเห็นเหยียนหลิ่งเจวี๋ยเข้าใจและรู้ว่าต้องทำเช่นไร ความ
โกรธนั้นกลับกลายเป็นความสงบใจลงแทน “หลานเอ๋ย เจ้ามีเสด็จแม่ที่สติเลอะเลือน อีกหน่อยเจ้าอย่าได้เลียนแบบนาง
ล่ะ!”
เหยีนหลิ่งเจวี๋ยได้ฟังก็รับคำ จากนั้นหันไปขยิบตาให้แม่นมสี่ แม่นมสี่จึงรีบยกนํ้าชามาให้พระพันปีหลวง เอ่ยเสียง
เบา “พระพันปี พระองค์ทอดพระเนตรดูฮองเฮาคุกเข่าที่พื้นเช่นนี้ หากมีผู้ใดมาเห็นเข้าจะเอาไปพูดต่าง ๆ นานาในทาง
เสียหายได้… พระองค์อยากจะทรงสั่งสอนและทรงลงโทษฮองเฮานั้นเป็นสิ่งที่ทรงกระทำได้ แต่พระองค์ควรคิดถึงความ
รู้สึกขององค์รัชทายาทด้วยนะเพคะ!”
เหยียนหลิ่งเจวี๋ยได้ฟังจึงรีบเดินเข้าไปพูดอย่างออดอ้อน “เสด็จย่าดูท่านแม่คุกเข่าอยู่ที่พื้นเช่นนี้ ทำให้หลานรู้สึก
ไม่สบายใจเลยพ่ะย่ะค่ะ!”
นางได้ฟังก็พยักหน้าน้อยๆ พลางใช้มือแตะไปที่หลังมือของเหยียนหลิ่งเจวี๋ยอย่างเบามือหลายครั้งหลายครา
กล่าวอย่างชื่นชม “หลานย่าโตจนรู้ประสา ท่านแม่ของเจ้ายังไม่รู้ความเท่ากับเจ้าเลย!”
เหยียนหลิ่งเจวี๋ยหัวเราะเบาๆ “เสด็จย่าคงไม่ทราบว่าปกติแล้วท่านแม่มักจะสอนให้หลานดูเสด็จย่าเป็นตัวอย่าง
หลานจึงมีนิสัยคล้ายเสด็จย่ามากที่สุดเลย!”
พระพันปีหัวเราะด้วยความชอบอกชอบใจ “เจ้านี่ช่างปากหวานเสียจริง รีบไปประคองเสด็จแม่เจ้าลุกขึ้นมา
เถอะ!”
เหยียนหลิ่งเจวี๋ยรีบเข้าไปประคองฮองเฮาขึ้น จากนั้นก็ขยิบตาส่งสัญญาณให้
ฮองเฮาลนลานลุกขึ้น รีบไปขอโทษพระพันปี “พระองค์ได้โปรดอย่าทรงกริ้วอีกเลยเพคะ ทุกอย่างเป็นความผิด
ของหม่อมฉันเพียงผู้เดียว หม่อมฉันทำผิดไปแล้ว ขอเสด็จแม่โปรดยกโทษให้หม่อมฉันด้วยเพคะ!”
พระพันปีเอ่ยขึ้นอย่างรำคาญใจ “ผิดไปแล้ว ผิดไปแล้ว ขอโทษด้วย ยกโทษให้ด้วย… ฮองเฮาโจวยังจะมีคำพูดอื่น
ให้อายเจีย[1] ฟังอีกหรือไม่?”
ครั้งนี้ใบหน้าของฮองเฮาซีดขาวเป็นคำรบที่สอง ทว่าไม่ได้เอื้อนเอ่ยคำใด! หลายปีมานี้คำพูดที่ว่า “เจ้าทำให้ข้า
ผิดหวัง” นางฟังมาแล้วไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง
ปกติพระพันปีมักจะตำหนิฮองเฮาที่ไม่รู้จักต่อสู้แย่งชิง แต่ทุกอย่างเห็นได้ชัดว่าวิธีการของพระพันปีล้วนแล้วแต่
ล้าสมัยไปจนสิ้น พระพันปียังกุมอำนาจไว้ในมือเพียงผู้เดียวในวังหลังแห่งนี้โดยไม่ยอมให้ใครมีอำนาจ เห็นทีตอนนี้นาง
จะมีก็เพียงตำแหน่งที่คอยคุ้มหัว ส่วนอำนาจในมือนั้นบัดนี้คงไม่เหลืออีกแล้ว!
พูดโดยสรุปแล้ว ขอเพียงพระพันปียังมีชีวิตอยู่ ฮองเฮาในสายตาตระกูลโจวก็เป็นเพียงแค่หมากตัวหนึ่งก็เท่านั้น
พระพันปีหันหน้ามามองเหยียนหลิ่งเจวี๋ยที่มีใบหน้าสง่างามและแววตาที่งดงาม ไม่กล่าวสิ่งใด ทว่ากลับถอน
หายใจแผ่วเบา พูดด้วยนํ้าเสียงอ่อนโยนและเนิบช้า “อาตี๋[2] เจ้าอย่าโทษข้าที่เข้มงวดกับเจ้าเลย ในตระกูลโจวนั้นยังมี
หญิงสาวที่สูงศักดิ์ไม่รู้เท่าไรต่อเท่าไรที่อยากจะเข้ามาอยู่วังหลังแห่งนี้ เจ้ารู้หรือไม่ว่าขอเพียงตำแหน่งองค์รัชทายาทยัง
อยู่ พวกเราที่อยู่ในวังหลังแห่งนี้ถึงจะมีโอกาสสืบทอดตระกูลโจวให้รุ่งเรืองต่อไปได้ อีกอย่างเจ้ารู้หรือไม่สิบกว่าปีมานี้ ข้า
ต้องแบกรับภาระแทนเจ้ามามากเพียงใด?”
ฮองเฮาฟังแล้วก็ได้แต่พยักหน้าตอบรับคำ ไม่เอื้อนเอ่ยวาจา
หลายปีที่นางเห็นฮองเฮาดูแลจัดการเรื่องในวังหลังอย่างอ่อนแอก็ยิ่งทำให้รู้สึกผิดหวัง แม้ยังมีสิ่งที่ค้างคาอยาก
จะเอื้อนเอ่ยออกมามากเพียงใด กลับพูดไม่ออกพลันมลายหายสิ้นไปจนหมด ถอนหายใจออกมาอีกคราแล้วผายมือออก
“พวกเจ้ากลับกันได้แล้ว อายเจียอยากจะพักผ่อนแล้ว!”
ฮองเฮากับเหยียนหลิ่งเจวี๋ยได้ยินก็รีบขอตัวลากลับ
เมื่อเดินออกจากตำหนักพระพันปีได้ไม่ไกลนัก เหยียนหลิ่งเจวี๋ยขมวดคิ้วขึ้น “เสด็จแม่… พระพันปีทำเกินไปแล้ว
ต่อหน้าลูกยังให้ท่านคุกเข่าอยู่นานสองนาน!”
ฮองเฮาฝืนยิ้ม “องค์รัชทายาทไม่รู้หรือว่าพระพันปีเป็นตัวแทนของตระกูลโจว ไม่ว่าลูกจะชอบหรือไม่ ก็ทำได้แต่
ก้มหน้าก้มตายอมรับไป เพราะมีเพียงการสนับสนุนจากตระกูลโจวที่จะทำให้ลูกได้ขึ้นตำแหน่งเป็นฮ่องเต้องค์ต่อไป!”
เหยียนหลิ่งเจวี๋ยพูดด้วยสายตาที่กลัดกลุ้ม “ถ้าได้เป็นฮ่องเต้แล้วยังต้องคอยดูหน้าตาของคนที่เคยสนับสนุน ชีวิต
แบบนี้ลูกคงเบื่อหน่ายเต็มที!”
ฮองเฮามองดูโดยรอบเมื่อเห็นว่าไม่มีใคร รีบเอ่ยเตือนเสียงเบา “องค์รัชทายาทจะพูดแบบไร้มารยาทเช่นนี้ไม่ได้…
รู้หรือไม่ว่าแม่ก็เป็นคนตระกูลโจวเหมือนกัน!”
เขาพูดต่ออย่างไม่เกรงใจ “แต่ว่าพวกเขาไม่เคยปฏิบัติต่อเสด็จแม่เช่นคนในตระกูลโจวสักนิด หลายปีมานี้หากไม่
ต่อว่าก็มาหาเรื่อง ลูกทนไม่ไหวมานานแล้ว!”
นางส่ายหน้าอย่างจนปัญญา เอื้อมมือไปตบฝั่ามือของเขาเบาๆ กระซิบกระซาบให้ได้ยินเพียงสองคน “ตอนนี้
หวังเพียงให้เจ้าได้ขึ้นบัลลังก์เสียก่อน ถึงตอนนั้นทั้งใต้หล้าก็เป็นของเจ้าแต่เพียงผู้เดียว!”
แม่ลูกคู่นี้เดินอย่างเนิบช้าภายใต้ลมโชยกับหิมะโปรยปราย สาวใช้ในวังที่เดินตามมาห่างๆ ได้ยินเพียงเสียงที่พวก
เขาพูดกันดังมาจากข้างหน้า “องค์รัชทายาท… หลิวจื๋อผู้นี้เล่ห์เหลี่ยมแพรวพราว เขาลงมือไปขอให้ฝั่าบาทพระราชทาน
งานอภิเษกให้จิ่นซิ่วก่อน เรื่องนี้พวกเราจะก้มหน้ายอมรับอย่างนั้นหรือ?”
เหตุการณ์ที่เกิดในตำหนักพระพันปีเมื่อครู่นี้ทำให้ฮองเฮารู้สึกเหนื่อยล้าทั้งกายและใจ จนทำให้ไม่อยากสนใจตระ
เตรียมงานมงคลขององค์หญิงที่จะเกิดขึ้น!
เหยียนหลิ่งเจวี๋ยบ่นพึมพำ “ทำอย่างนั้นไม่ได้นะเสด็จแม่ หลิวจื๋อไม่อยากให้จิ่นซิ่วแต่งกับลูกชายของเขา จึงให้
หนิวไปั๋แต่งและแยกจวนออกมา ครั้งนี้ลูกจะไม่ให้หลิวจื๋อได้สมใจอย่างแน่นอน!”
ฮองเฮาโจวพูดอย่างกังวลใจ “องค์รัชทายาทจะต่อต้านฝั่าบาทไม่ได้เป็นอันขาด!”
เหยียนหลิ่งเจวี๋ยได้ฟังก็ตบเบาๆ ไปที่มือของฮองเฮา “เสด็จแม่วางใจได้! หนิวไปั๋ไม่ใช่ว่าจะแยกจวนออกมาอยู่
เองมิใช่หรือ? ท่านแม่ลองคิดดู หากหนิวไปั๋หายตัวไปก่อนจะถึงงานอภิเษกหรือพิกลพิการขึ้นมาก่อน เช่นนั้นงานอภิเษก
จะยังจัดต่อได้หรือไม่?”
ฮองเฮาตาเปล่งประกายออกมา “เป็นความคิดที่ไม่เลวเลย!”
“ถึงแม้หลิวยวนจะไม่ชอบพอจิ่นซิ่ว แต่ถ้าจิ่นซิ่วไปมาหาสู่กับเขาบ่อยครั้ง ไม่แน่อาจจะมีความรู้สึกรักใคร่ขึ้นมาก็
เป็นได้! ถึงตอนนั้นงานอภิเษกยังต้องดำเนินการต่อไปเพียงแต่เปลี่ยนเจ้าบ่าวเท่านั้นเอง ต่อให้ฝั่าบาทไม่ทรงเห็นด้วยก็
คงจะไม่มีทางเลือกอื่นอีกแล้ว!”
ฮองเฮาพยักหน้าเข้าใจ แต่พอฉุกคิดเรื่องหนึ่งได้ก็ทำหน้าหนักอกอีกครา “องค์รัชทายาทแต่ว่าเรื่องนี้ต้องทำให้
เป็นความลับที่สุด เพราะหลิวจื๋อจอมเจ้าเล่ห์ผู้นี้คงจะคิดเรื่องนี้เหมือนกับเรา!”
เหยียนหลิ่งเจวี๋ยพูดอย่างโมโหออกมา “เหอะ! ต่อให้หลิวจื๋อคิดเรื่องนี้ได้เหมือนกัน ข้าไม่เชื่อหรอกว่าเขาจะ
สามารถปกปั้องหนิวไปั๋ได้ตลอดเวลา!”
หนิวไปั๋ผู้นี้ชอบใช้ชีวิตเกลือกกลั้วอยู่ในหอนางโลมเป็นที่สุด เรื่องนี้หลิวจื๋อคงจะไม่รู้กระมัง ต่อให้เขาอยากจะปก
ปั้องหนิวไปั๋ก็ไม่รู้ว่าจะปกปั้องได้ถึงเมื่อไร ดังนั้นหากจะจัดการหนิวไปั๋คงไม่ต้องให้ถึงองค์รัชทายาทลงมือเองหรอก แค่
หาคนที่ไว้ใจได้จากนั้นหาโอกาสเหมาะๆ ลงมือก็เพียงพอแล้ว!
ฮองเฮาได้ฟังก็ไม่ได้ถามอะไรขึ้นอีกได้แต่ซบลงไปที่ไหล่ของลูกชายและเดินต่อไป ในใจของนางตอนนี้คิดถึงเรื่อง
การคัดเลือกนางสนมที่จะจัดขึ้นในปีหน้า ถ้าผ่านปีนี้ไปก็คงจะเริ่มคัดสรรกันแล้ว ถึงตอนนั้นนางจะต้องหาวิธีเอาคนของ
นางผสมโรงเข้ามาด้วย
ในเมื่อไม่อาจเป็นปฏิปักษ์ต่อตระกูลโจว แต่ถ้าสามารถเอานางสนมเหล่านี้มาสร้างปัญหาให้เสิ่นกุ้ยเฟยได้ก็ถือว่า
คุ้มค่าไม่น้อย!
อีกอย่างนางควรจะครุ่นคิดและควานหาพระชายาที่จะสามารถส่งเสริมองค์รัชทายาทด้วยเลย!
ไม่ได้การ……จะรอให้ถึงปีหน้าแล้วค่อยเริ่มหาคงไม่ทันเวลา เห็นทีจะต้องเริ่มตั้งแต่บัดนี้แล้ว!
นางนิ่งคิดเพียงครู่เดียวก็หันหน้าไปพูดกับเหยียนหลิ่งเจวี๋ย “องค์รัชทายาท ปีหน้าจะครบเวลาสามปี ที่จะต้องคัด
เลือกนางสนมเข้าวัง ไม่รู้ว่าองค์รัชทายาทมีว่าที่พระชายาในดวงใจแล้วหรือยัง?”
เหยียนหลิ่งเจวี๋ยยังไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้มาก่อนเลย ตอนนี้ฮองเฮาเอ่ยเรื่องนี้ขึ้นทำให้เขามึนหัวจนไปต่อไม่ถูก เขา
หันหน้าไปพูดอย่างไม่ค่อยมีสุขสักเท่าไร “ท่านแม่ ลูกยังอายุน้อยอยู่จึงไม่เคยได้คิดเรื่องพระชายา รอให้งานอภิเษกของ
จิ่นซิ่วเรียบร้อยเสียก่อนแล้วค่อยว่ากันได้หรือไม่เสด็จแม่!”
ฮองเฮาพูดจริงจังขึงขังขึ้นว่า “รัชทายาทเคยคิดหรือไม่ว่า ปีหน้าจะครบสามปีในการคัดเลือกนางสนม หญิงสาว
จากทุกหนทุกแห่งที่มีอายุสิบสองถึงสิบหกปีจะถูกคัดเลือกชื่อเข้ามายังวังหลวง หากรัชทายาทยังไม่เคยคิดวางแผนหา
พระชายาที่มาช่วยส่งเสริมผลักดันละก็ แล้วอย่างนี้จะให้แม่วางใจได้อย่างไรกัน?”
…
[1] อายเจีย เป็นคำสรรพนามที่พระพันปีเรียกแทนตนเอง
[2] อาตี๋ คำเรียก น้องสะใภ้