การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 242 เหยียนหลิ่งอวี๋ไล่ยังไงก็ไม่ไป
เหยียนหลิ่งอวี๋ยังคงพยักหน้าตอบรับอย่างหน้าตาเฉย ต้วนชิงหมิงก็โมโหจนตัวสั่น สายตาจ้องเขม็งไปที่เขา “เช่น
นั้นองค์ชายสามก็กลับออกไปได้แล้วเพคะ ขออภัยที่ข้าไม่อาจไปส่งได้!”
นางไม่ลืมที่จะพูดประโยคสุดท้ายเน้นเข้าไป “ต่อไปอย่าได้เจอหน้ากันอีกเลย!”
เด็กหนุ่มมองนางตาละห้อย พลางเม้มปากจนแน่นสนิท ไม่เปล่งวาจาใดหลังจากนั้น ได้ยินเพียงเสียงหายใจเข้า
เฮือกใหญ่ เขาขยับตัวลุกพรวดขึ้นจากเตียงมานั่งใส่รองเท้า แล้วลุกขึ้นยืนกำลังจะเดินออกจากประตูไป
ต้วนชิงหมิงเห็นเช่นนั้นก็ตกใจจนสะดุ้ง นางรีบวิ่งเข้าไปจับแขนของเขาที่เดินไปถึงหน้าประตูเอาไว้ พูดขึงขังว่า
“เหยียนหลิ่งอวี๋ ท่านจะทำอะไรเนี่ย?”
ต้วนชิงหมิงใช้แรงจับเหยียนหลิ่งอวี๋ที่ไม่ทันได้ตั้งตัวทำให้เขาซวนเซเกือบจะล้ม ด้วยแรงดึงของสาวน้อยผนวกกับ
ที่เด็กหนุ่มไม่ทันได้ตั้งตัว ทำให้เขาพลิกตัวกลับมาอย่างไร้เรี่ยวแรงโดนต้วนชิงหมิง เด็กสาวรับนํ้าหนักเขาไม่ไหวจึงล้มลง
ไปตรงขอบประตูทางออก
ศีรษะของต้วนชิงหมิงกำลังจะโขกกับขอบประตู ด้วยความไวเหยียนหลิ่งอวี๋จึงเอามือเข้าไปรองศีรษะนางไว้ก่อน
จะกระแทกกับขอบประตูไม้ ทำให้นางไม่รู้สึกถึงความเจ็บปวด รู้สึกแค่เพียงที่ศีรษะมีบางอย่างอ่อนนุ่มมารองเอาไว้ ทว่า
เมื่อสติกลับคืนพลันรู้สึกได้ถึงร่างกายของเหยียนหลิ่งอวี๋ที่อยู่ใกล้ชิดนางจนสัมผัสได้ถึงลมหายใจเฮือกใหญ่รินรดบน
ใบหน้าของนาง วินาทีนั้นใจกลับเต้นไม่เป็นจังหวะ ลืมสิ้นแม้กระทั่งวิธีหายใจ สติไม่อยู่กับเนื้อกับตัว! พริบตาเดียวต้วน
ชิงหมิงก็ยื่นมือออกไปผลักอย่างเต็มแรง ทำให้เหยียนหลิ่งอวี๋ที่ยังไม่ทันตั้งตัวก็ล้มควํ่าลงไปบนร่างกายของนางอีกครา
ทว่าครั้งนี้ช่างบังเอิญเสียนี่กระไร ริมฝีปากของเขาประกบลงบนริมฝีปากของนางอย่างพอดิบพอดี!
สาวน้อยงดงามมีสัมผัสที่อ่อนนุ่มทั้งลมหายใจที่หวานหอม ทำให้เหยียนหลิ่งอวี๋ทั้งตกตะลึงและตราตรึงไม่อยาก
จากสัมผัสนี้ จนอยากให้การสัมผัสนี้แนบแน่นลุ่มลึกขึ้นไปอีก!
ส่วนต้วนชิงหมิงนั้นตกตะลึงพรึงเพริด ดวงตาเบิกโตทำอะไรไม่ถูกตั้งนานแล้ว
นางกะพริบตาปริบๆ ตรงหน้าเห็นเพียงใบหน้าที่งดงามมาอยู่ใกล้กับสายตาจนหูตาพร่ามัวไปหมด! แต่เมื่อเหยียน
หลิ่งอวี๋ใช้แรงขยับมือที่รองหัวนางอยู่ขึ้นมา ต้วนชิงหมิงก็ได้สติกลับมาในทันที นางจึงใช้มือทั้งสองข้างผลักไปที่หน้าอก
ของเหยียนหลิ่งอวี๋สุดแรง เขาถอยไปด้านหลังอย่างรวดเร็วคล้ายกับแมวที่โยนเหยียบหาง!
เหยียนหลิ่งอวี๋โดนต้วนชิงหมิงผลักออกไปไกลจนหัวกระแทกกับขอบประตูอีกฝังก็ยังไม่รู้สึกตัว! เขาอดรู้สึก
เสียดายเวลาที่สั้นเพียงน้อยนิดเมื่อครู่ไม่ได้ พลางยกมือขึ้นแตะไปที่ริมฝีปาก หน้าอกกระเพื่อมขึ้นลงใจเต้นระสํ่า ในหัว
ยังปรากฏภาพรอยจูบวนเวียนชัดไม่คลาย!
ดวงหน้างามละไมของต้วนชิงหมิงซับสีแดงระเรื่อ อย่างเปียมไปด้วยความโกรธ นางยกมือขึ้นเช็ดริมฝีปากไปมา
อย่างสุดแรง พลันเหลือบตามองอีกฝั่ายกลับเห็นใบหน้าที่มีรอยยิ้มเป็นสุขกับมือที่ยังแตะริมฝีปากค้างนั้น ยิ่งทำให้นาง
โกรธขึ้นเป็นเท่าตัว หน้าดำหน้าแดง มองอีกฝั่ายด้วยสายตาเคียดแค้น กัดฟันกรอดๆ พูดตะกุกตะกัก “เหยียนหลิ่งอวี๋
ท่าน……ท่านตั้งใจใช่หรือไม่?”
เขาขยับตัวลุกขึ้นเดินเข้ามาช้าๆ และจับมือต้วนชิงหมิงอย่างแผ่วเบา มืออันอ่อนนุ่มนุ่มนวลของสาวน้อยอยู่ในอุ้ม
มือของเขาเรียบร้อย จึงทำให้เหยียนหลิ่งอวี๋อดคิดภาพริมฝีปากที่ประกบกันในระยะเวลาอันสั้นเมื่อครู่มิได้เลย ภายในใจ
มีแต่ภาพนั้นวนเวียนและความคิดที่ไม่ดี… ไม่รู้ว่าเมื่อไรเขาจะได้มีโอกาสที่หอมหวานเช่นนี้อีก?
ส่วนเรื่องกลับวังหลวงเหมือนถูกพักลงไว้ก่อนแล้ว เมื่อเขาได้เห็นสายตากินเลือดกินเนื้อของจิ้งจอกน้อย เขากุม
มือของนางแนบแน่นขึ้นไปอีก เม้มปากแล้วขึ้นพูดโดยไม่สนใจสายตานั้น “ข้าไม่ได้ตั้งใจแม้แต่น้อย……”
ใบหน้าที่หล่อเหลาเอาการของเหยียนหลิ่งอวี๋พลันเผยรอยยิ้มและความเขินอายที่ออกมาอย่างจริงใจ “หากเจ้าจะ
ให้ข้ารับผิดชอบ ข้ายอมหมดทุกอย่างเลย!”
เรื่องของชายหญิงเช่นนี้ คนที่มีชีวิตถึงสองชาติภพอย่างนางมีหรือจะไม่เข้าใจ เมื่อต้วนชิงหมิงมองเห็นใบหน้า
ขวยเขินและท่าทางที่จริงจังของเขา บนหัวของนางเหมือนมีฝูงนกกามาบินร้องด้วยความงงงวย
รับผิดชอบ? รับผิดชอบเรื่องอะไรกัน?
หรือว่าเพราะนางล้มลงพื้น เขาก็ล้มลงทับร่างนาง ทั้งสองคนริมฝีปากประกบกัน สุดท้ายเขาต้องรับผิดชอบหรือ
ในใจของต้วนชิงหมิงมองบนด้วยความเอือมระอา… เชอะ! ถ้าเขาเต็มใจหายวับจากตรงนี้ไป นางคงดีใจเป็นที่สุด!
ชั่วพริบตาเดียวต้วนชิงหมิงตอบอย่างเลือดเย็นคล้ายกับไม่รู้สึกสะทกสะท้าน “เรื่องรับผิดชอบนั้นไม่จำเป็น ขอให้
องค์ชายสามไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุด ก็ถือว่าเป็นการตอบแทนที่ดีที่สุดสำหรับชิงหมิงแล้ว!”
อ๋า! มาถึงตอนนี้ยังไม่ลืมที่จะไล่เขาออกจากจวนอีกหรือ?
ขณะเดียวกัน ต้วนชิงหมิงเหมือนเพิ่งรู้สึกตัวว่ามือของนางไปอยู่ในอุ้งมือใหญ่ของเหยียนหลิ่งอวี๋เข้าแล้ว นางรีบ
ชักมือกลับแล้วผลักอกเขาไปอีกที พลางค้อนขวับไปที่อีกฝั่าย กล่าววาจาเด็ดขาดทีละคำ “เพียงแต่จะออกจากประตู
ใหญ่ไม่ได้ จะต้องออกไปทางหน้าต่างและห้ามไม่ให้ใครพบเข้า!”
ถ้าถูกคนพบเข้าละก็องค์ชายท่านนี้คงไม่ได้รับความเสียหายแต่อย่างใด ในทางกลับกันชื่อเสียงที่ดีงามของนางจะ
ต้องถูกทำลายจนหมดสิ้นเป็นแน่!
เหยียนหลิ่งอวี๋โดนผลักออกคราวนี้ เขาไม่ได้ขยับเขยื้อนตามแรงแม้แต่น้อย! ต้วนชิงหมิงผู้นี้ช่างโหดเหี้ยมเหลือ
เกิน ไม่ว่าจะเมื่อไรก็ไม่ลืมที่จะขับไล่เขาออกไป และยังบอกให้ไปอย่างลับๆ อย่าให้ใครพบเห็นเข้าอีกแหนะ?
เขากะพริบตาปริบๆ แววตาวาววับเหมือนดวงอาทิตย์ในฤดูใบไม้ร่วงด้วยความรู้สึกไม่เป็นธรรม… คนที่อยากจะ
ให้เขาไปก็คือต้วนชิงหมิง และคนที่อยากให้เขาแอบออกไปก็เป็นต้วนชิงหมิง! หรือว่าเขาจะเป็นเหมือนงูอสรพิษที่ทำให้
นางต้องคอยหลบหนี ไม่อยากเข้าใกล้ เด็กหนุ่มไปที่ต้วนชิงหมิงด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยคำถามที่ยังไม่ถูกไขข้อสงสัย
เขาชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะพูดเสียงอ่อย “เรื่องนี้… อย่าเพิ่งให้ข้าแอบออกไปได้หรือไม่?”
ต่อให้จะต้องแอบออกไป ตอนนี้ก็คงไม่ใช่เวลา?
เด็กสาวมองสีหน้าที่เหมือนไม่ได้รับความเป็นธรรมของเขา จนนางโกรธลมออกหูจนพูดไม่ถูก… ทำไมกันตอน
มายังแอบลักลอบเข้ามาได้ ทีตอนไปจะแอบออกไปไม่ได้เชียวหรือ
ในตอนกลางวันในจวนต้วนเต็มไปด้วยผู้คน หากเขาจะเลือกออกจากเรือนของนางในช่วงนั้น ไม่ช้านานคนทั้งใต้
หล้าก็เอาไปเล่ากันว่านางเอาเหยียนหลิ่งอวี๋เก็บไว้ในห้อง! เขาเชื่อว่าหากคนที่ประสงค์ร้ายต่อนาง ย่อมต้องใช้ระยะเวลา
อันสั้นแต่งเรื่องมากมายที่แตกต่างกันออกไป!
ต้วนชิงหมิงจ้องมองด้วยสายตาเคียดแค้น หากสายตาสามารถสังหารคนได้ละก็ เชื่อว่าเหยียนหลิ่งอวี๋คงจะต้อง
ถูกปลิดชีพไปหลายต่อหลายครั้งแล้ว… ทำไมเขาไม่ยอมกลับวังหลวง หรือตั้งใจจะมาทำลายชื่อเสียงของนางกันแน่?
เดิมทีต้วนชิงหมิงใบหน้าก็ซีดขาวอยู่แล้ว ทว่าต้องมาเจอกับเรื่องที่ทำให้นางโกรธจนลมออกหู คิ้วทั้งสองกลับผูก
ขมวดกันแน่น ท่าทางของนางในตอนนี้ช่างไม่เหมือนกับในตอนกลางวันอย่างลิบลับ เป็นคนละคนกันอย่างสิ้นเชิง
สายตาของเขายังคงเพ่งพิศอยู่ที่ต้วนชิงหมิง… นางค่อยๆ เม้มปากอย่างเชื่องช้า เลิกคิ้วอย่างไม่รีบร้อน เสื้อผ้าถูก
ปัดอย่างเรียบร้อย ดูแล้วช่างสดใสมีชีวิตชีวาขึ้นมา!
หัวใจของเหยียนหลิ่งอวี๋เต้นรัวขึ้นมาอย่างควบคุมไม่ได้ เขาจึงก้าวเดินไปด้านหน้ากุมมือต้วนชิงหมิงแนบแน่นอีก
ครั้งหนึ่ง เขาลองคิดเล่น ๆ ว่าหากได้มีโอกาสล้มลงพื้นอีกสักครั้งเขาจะได้มีโอกาสสัมผัสกับรอยจูบนั้นอีกหรือไม่
พอต้วนชิงหมิงถูกเขาจับมืออีกครั้ง นางจึงสะบัดมือออกและชี้ไปที่หน้าต่างด้วยความโกรธจัด “ทำไมกันองค์ชาย
สามตอนมายังแอบมาที่นี่ได้ แต่ตอนกลับจะกลับไปอย่างแอบ ๆ เหมือนตอนที่มาไม่ได้หรือ…”
มาทางไหนก็กลับไปทางนั้น? เหยียนหลิ่งอวี๋อดหัวเราะขึ้นมาไม่ได้… เห็นได้ชัดว่านางกำลังโกรธจัด หากบุกเข้ามา
หน้าต่างในตอนกลางวัน นางก็อย่าคิดว่าจะรอดขี้ปากของคนไปได้
เหยียนหลิ่งอวี๋มองออกไปข้างนอกหน้าต่างและหันกลับมา หายใจเข้าเฮือกหนึ่งแล้วหันมาพูดกับนางอย่างจน
ปัญญา “อย่างนั้น… ถ้าจะให้มาทางไหนกลับไปทางนั้นก็ย่อมได้ แต่เมื่อครู่ข้าพูดไปแล้ว บาดแผลในตอนนี้ดีขึ้นเพียงเล็ก
น้อยเท่านั้น หากเจ้าไม่กลัวว่าข้าจะข้ามหน้าต่างไปแล้วโดนจับได้ ข้าก็ยินดีที่จะลองดู!”
แววตาของเขาจริงจังและพูดอย่างไม่อ้อมค้อม พูดจบเขาก็จับชายเสื้อกระโดดหน้าต่างออกไป!