การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 243 เหยียนหลิ่งอวี๋ทำบัดสี
ตอนนี้ต้วนชิงหมิงโมโหเหยียนหลิ่งอวี๋จนพูดอะไรไม่ออกแล้ว
เขาคงไม่ได้จะมาเป็นแขกเพียงอย่างเดียว เห็นทีคงจะมาสร้างความวุ่นวายให้กับนางด้วย… เขาไม่รู้หรืออย่างไรว่า
ถ้าเขาออกประตูใหญ่หรือทางหน้าต่างตอนกลางวันแสกๆ จะสร้างความวุ่นวายและปัญหาให้นางมากเพียงใด แล้วอีก
หน่อยนางจะเอาหน้าไปพบใครได้
ชิวหนิงที่เพิ่งเดินเข้ามาเห็นเหยียนหลิ่งอวี๋กำลังจะกระโดดออกไปทางหน้าต่าง พลันตกใจสะดุ้งโหยง รีบโผตัว
เข้าไปดักทางด้านหน้าของหน้าต่างพลางยกมือสองข้างดันไว้ เพื่อไม่ให้เหยียนหลิ่งอวี๋ออกมา จากนั้นจึงกดเสียงตํ่าพู
ดกับต้วนชิงหมิง “ไม่ได้นะเจ้าคะคุณหนู บ่าวเพิ่งเดินมาเมื่อครู่เห็นนายท่านกำลังเดินมาทางนี้เจ้าค่ะ!”
ต้วนเจิ้งกำลังมาทางนี้หรือ? หากเขาปีนกำแพงออกไปละก็ คงไม่รอดนํ้ามือของต้วนเจิ้งอย่างแน่นอน
เขาไม่ได้หวาดกลัวต้วนเจิ้งแม้แต่น้อยนิด เพียงแต่ถ้าเขาทำเช่นนั้นไป จิ้งจอกน้อยคงจะไม่สนใจเขาอีกต่อไป!
สีหน้าเหยียนหลิ่งอวี๋ขรึมขึ้นในทันใด หยุดชะงักเท้าที่กำลังก้าวอย่างรีบร้อนออกไปทันที หันกลับมามองต้วนชิงห
มิงพลันส่ายหน้าพูดขึ้น “เห้อ! ข้าว่าหน้าต่างตรงนี้กระโดดออกไปไม่ค่อยง่ายเท่าไร ถ้าข้าออกไปแล้วพบท่านพ่อของเจ้า
เข้าพอดี เจ้าคงจะได้รับโทษ!”
สีหน้าของต้วนชิงหมิงกลายเป็นเลิ่กลั่กทำอะไรไม่ถูกเช่นเดียวกัน
ท่าทางขึงขังที่แฝงไปด้วยความกวนประสาทของเหยียนหลิ่งอวี๋ ทำให้ความโกรธที่เริ่มทุเลาลงกลับปะทุขึ้นอีกครั้ง
นางหันไปจ้องเหยียนหลิ่งอวี๋เขม็งเหมือนอยากจะกินเลือดกินเนื้อ
ทว่าเวลานี้เขากลับมีสายตาที่น่าสงสาร ถ้าคนอื่นเห็นเข้าคงคิดว่านางโหดร้ายทารุณกับเขาเป็นแน่!
นางพูดขึ้นอย่างกระฟัดกระเฟียดว่า “เชอะ! ในเมื่อท่านพ่อมาแล้ว ข้าจะออกไปดูเสียหน่อย ท่านรออยู่ที่นี่นิ่งๆ
อย่าขยับตัวไปไหน!”
ก่อนจะไปก็พูดเสริมขึ้นมาอีกประโยค “ถ้าไม่ฟังก็ระวังตัวไว้ให้ดี!” แล้วหันตัวกลับไปพร้อมกับจ้องเขม็งไปทีหนึ่ง
เด็กหนุ่มทำหน้าตาล้อเลียนยู่ปากระหว่างที่ต้วนชิงหมิงเดินออกไป… เหอะ เหอะ! เขาจะอยู่ที่นี่ไม่ยอมไปไหน
แน่นอน……แม้จะมาไล่ให้ไปก็ตาม!
ชิวหนิงมองดูต้วนชิงหมิงเดินออกไปแล้ว นางก็เอาแต่ส่ายหน้าด้วยความไม่เข้าใจ องค์ชายสามนี่อย่างไรกันแน่นะ
ทำไมโดนดุด่ายังจะยิ้มออกมาอย่างมีความสุขได้อีก!
เพียงแต่เรื่องบางเรื่องบ่าวรับใช้อย่างนางก็ไม่ควรสอดรู้ ขอเพียงสามารถรับใช้องค์ชายสามที่ชอบใช้แต่อารมณ์ได้
ก็ถือว่าเป็นบุญอันใหญ่หลวงแล้ว!
ชิวหนิงได้วางแผนการในใจเป็นที่เรียบร้อยก่อนแล้ว จึงยื่นมือไปปิดหน้าต่างให้สนิทดังเดิม แล้วใช้มือทั้งสองข้าง
ประคองนํ้าชาที่เพิ่งจะรินใส่แก้วส่งให้กับเหยียนหลิ่งอวี๋ “คุณหนูของบ่าวนั้นเป็นคนที่ปากร้ายใจดี ยิ่งปากคอเราะราย
เพียงใดจิตใจก็ยิ่งดีเพียงนั้น… คำพูดที่พูดด้วยอารมณ์เมื่อครู่ คุณหนูก็พูดไปอย่างนั้นเอง องค์ชายสามอย่าได้เอามาใส่ใจ
เลยนะเพคะ!”
สีหน้าของเหยียนหลิ่งอวี๋ยังคงไม่ได้คลายความเคร่งขรึมลง เขามองไปที่บ่าวรับใช้ที่ช่างพูดช่างจำนรรจาคนนี้พลัน
หัวเราะขึ้นอย่างไม่ปกปิดอารมณ์ของเขาเองแม้แต่น้อย “ข้าไม่ถือสาหรอก!”
แน่นอนว่าเขาไม่ถือสาอยู่แล้ว อย่างน้อยเขาก็สามารถเห็นต้วนชิงหมิงมองค้อนเขาและรังแกเขาในทุกวันได้ แค่
คิดเขาก็รู้สึกมีความสุขอย่างมากมายแล้ว
ระหว่างนั้นที่ต้วนชิงหมิงกำลังจะก้าวเท้าเดินออกไปก็ได้ยินที่สิ่งที่ชิวหนิงพูดออกมาทั้งหมด ยิ่งโมโหโกรธาละม้าย
โดนคนหักหลัง นางหมุนตัวกลับมามองค้อนขวับไปที่ชิวหนิงอย่างแรงหนึ่งที “ชิวหนิง เจ้ามาตรงนี้สิ!”
ชิวหนิงตกใจสะดุ้งที่ได้ยินผู้เป็นนายเรียกชื่อ รีบวางของที่อยู่ในมือทั้งหมดลง เร่งฝีเท้าเดินตามหลังต้วนชิงหมิงไป
อย่างว่าง่าย
ต้วนชิงหมิงก้าวด้วยฝีเท้าที่เร่งรีบบนทางเดินยาว แล้วหันหลังกลับมาตำหนินางไปด้วยความโกรธ “ชิวหนิง! ไหน
เจ้าลองพูดมาสิ สรุปแล้วเจ้าเป็นบ่าวของข้าหรือบ่าวของเขากันแน่ ทำไมเอาแต่ช่วยคนอื่นที่ไม่ใช่นายของเจ้า”
อีกฝั่ายฝืนหัวเราะออกมา… ที่จริงนายหญิงต้องการให้บ่าวรับใช้องค์ชายสามเพื่อไม่อยากให้เขามาวุ่นวาย แต่
ตอนนี้นางกลับไปช่วยคนนอกมากกว่า!
ต้วนชิงหมิงตำหนิด้วยความโกรธ นางให้ชิวหนิงไปรับใช้เหยียนหลิ่งอวี๋ แต่ไม่ได้บอกว่าให้กลายเป็นคนของเขาไป
ทว่านางรู้ดีว่านี่ไม่ใช่ความผิดของชิวหนิง ตอนนี้เป็นเพราะเหยียนหลิ่งอวี๋อยู่ในจวนต้วนจึงทำให้คนของนาง
วุ่นวายสับสนไปหมด! ต้วนชิงหมิงจึงหยุดฝีเท้าที่ก้าวเดินและหันไปบอกชิวหนิงว่า “ที่จริง……ข้าก็รู้ว่าจะโทษเจ้าก็ไม่
ถูก!”
ชิวหนิงยิ้มแย้มขึ้นมาเพื่อแสดงว่านางไม่ได้คิดเล็กคิดน้อยกับการตำหนิ
นายบ่าวเดินไปพูดไปจนสุดมุมทางเดินจึงเลี้ยวลับหายไป!
ขณะที่ต้วนชิงหมิงยิ้มแย้มพูดคุย เหยียนหลิ่งอวี๋ก็นอนอยู่บนเตียงฟังเสียงก้าวเท้าเดินของทั้งสองอย่างตั้งอกตั้งใจ
หลายปีมานี้ไม่ว่าใครจะโกรธ เกลียด ไม่พอใจเขาเช่นไร คนเหล่านั้นก็ทำได้เพียงแอบวางแผนจัดการเล่นงานและ
ใส่ร้ายเขาลับหลัง ทว่าไม่มีใครเคยปฏิเสธเขาต่อหน้าแม้สักครั้ง พูดง่ายๆ ก็คือตั้งแต่เขาอายุสิบปีเป็นต้นมาก็ไม่มีผู้ใดกล้า
พูดคำว่า ‘ไม่’ ต่อหน้าเขาแม้แต่คนเดียว
เขาคิดเสมอว่าคนที่กล้าพูดคำว่า “ไม่” กับเขาจะไม่ต้องปรากฏตัวอีก นอกจากท่านแม่เพียงคนเดียว คนอื่นคง
ไม่มีใครที่จริงใจต่อเขาเหมือนกัน
แต่ว่าตอนนี้เขาหาคนคนนั้นจนพบแล้ว!
คนคนนี้ไม่เพียงแต่กล้าพูดเสียงดังว่า ‘ไม่’ ต่อหน้าเขา ยิ่งไปกว่านั้นยังชี้นิ้วออกไปนอกหน้าต่าง สั่งให้เขา ‘ไสหัว
ออกไป’……คนที่กล้าบอกให้เขาไสหัวไปนั้นถ้าไม่ตายก็ต้องทรมานเจียนตาย
กลับมีเพียงต้วนชิงหมิงเพียงคนเดียวที่กล้าพูดในสิ่งที่ไม่มีผู้ใดใจกล้าพูดให้เหยียนหลิ่งอวี๋ ‘ไสหัวออกไป!!!’ แต่เขา
กลับไม่ได้ถือโทษโกรธเคืองนางแม้แต่น้อย
บนโลกใบนี้คงไม่มีใครเหมือนกันแม้แต่คนเดียว คงจะเป็นการเปลี่ยนแปลงทางความคิดและความรู้สึกที่เรามีต่อ
คนคนหนึ่งได้เปลี่ยนไป
ในใจของเหยียนหลิ่งอวี๋การที่ต้วนชิงหมิงเป็นตัวของตัวเองแบบนี้เป็นสิ่งที่จริงแท้ เขาไม่ถือสาที่นางด่าทอ หรือ
ขับไล่ให้เขาไป เพราะความจริงแล้ว นางไม่เคยที่จะวางแผนลับหลัง ใช้วิธีการใดที่จะใส่ร้ายหรือเล่นงานเขาเลย นี่คงเป็น
สิ่งที่ต้วนชิงหมิงแตกต่างจากคนอื่นมากที่สุด!
ในสายตาของเขา นางจึงแตกต่างและไม่เหมือนใคร!
ทำให้เขารู้สึกว่าการอยู่ที่ห้องของต้วนชิงหมิงเสมือนเขาได้อยู่ที่จวนของตัวเองอย่างไรอย่างนั้น!
อย่างน้อยการที่เขาได้มาอยู่ที่นี่ ก็ได้เห็นต้วนชิงหมิงในอีกหลายๆ อิริยาบถ ทั้งดีใจ โกรธ โมโหได้อย่างเต็มที่ การ
ได้อยู่เห็นทุกอย่างที่เป็นนาง มันช่างน่ารักเหลือเกิน
สรุปแล้วขอเพียงนึกถึงต้วนชิงหมิง เหยียนหลิ่งอวี๋จะรู้สึกสบายใจอย่างบอกไม่ถูก เขาไม่รู้เหมือนกันว่านี่เรียกว่า
ความรักได้หรือไม่ เพราะตัวเขายังไม่เคยรู้จักคำว่ารักมันมีหน้าตาอย่างไร แต่เขารู้เพียงว่าไม่อยากจากต้วนชิงหมิงไม่ไหน
แม้แต่นาทีเดียว! ขอเพียงได้อยู่เคียงข้างนาง ไม่ว่าจะถูกด่าทอหรือต่อว่า เขาก็ยอมอย่างศิโรราบ!
เพียงแต่ต้วนชิงหมิงเพิ่งจัดงานวันเกิดครบรอบสิบปีไป หากจะพูดเรื่องการใช้ชีวิตร่วมกัน เห็นทีจะเร็วเกินไป
หน่อย สำหรับสาวน้อยที่อายุยังน้อย การพูดเรื่องใช้ชีวิตด้วยกันดูเป็นเรื่องที่ยาวนานแสนนานและห่างไกลเหลือเกิน
หากเหยียนหลิ่งอวี๋ตัดสินใจเลือกสิ่งใดแล้วจะไม่เคยคิดเปลี่ยนแปลง… ตอนนี้ทั้งเวลากับอายุอาจยังไม่เหมาะสม
แต่เขาสามารถรอนางอยู่อย่างนั้นไม่ว่าจะนานแสนนานเพียงไรหรือแม้จะใช้ทั้งชีวิตของเขาเพื่อรอก็ย่อมได้!