การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 246 ไมตรีจิตของเชวียหนิงเชี่ยน
เมื่อเห็นต้วนชิงหมิงยกมือขึ้นปาดนํ้าตา เชวียหนิงหรานก็รู้สึกจนปัญญาไม่รู้จะทำอย่างไรดี! ทั้งต้วนชิงหมิงและ
เนี่ยไฉ่เยวี่ยล้วนเป็นเพื่อนของนาง ในฐานะเจ้าบ้านจึงไม่รู้ว่าจะช่วยใครดี แต่ถ้ามองในมุมมองความรู้สึก เชวียหนิงหราน
คงจะเอนเอียงมาที่ต้วนชิงหมิงเสียมากกว่า
เมื่อครู่เชวียหนิงหรานอยากจะบอกให้เนี่ยไฉ่เยวี่ยอย่าได้ถือสาต้วนชิงหมิงเลยแต่เมื่อหันหน้าไปมองกลับพบ
เนี่ยไฉ่เยวี่ยดวงตาแดงกํ่าขึ้นมาเช่นกัน
เป็นที่รู้กันว่าเนี่ยไฉ่เยวี่ยร่างกายบอบบางอีกทั้งสุขภาพก็ไม่ได้แข็งแรง นางได้รับการเลี้ยงดูอย่างทะนุถนอมจาก
ท่านแม่จึงไม่เคยได้รับความไม่เป็นธรรมมาก่อน แต่พอต้วนชิงหมิงมาถึงกลับพูดให้เนี่ยไฉ่เยวี่ยโมโหจนนางรับไม่ได้
คราวนี้พอเนี่ยไฉ่เยวี่ยจะอ้าปากพูดก็ดูเหมือนนํ้าเสียงจะแข็งกระด้างขึ้น นางหันหน้าไปพูดกับเชวียหนิงหราน
ด้วยเสียงที่เหมือนไม่ได้รับความเป็นธรรม “หนิงหราน ข้าเพิ่งนึกออกมาว่าท่านแม่มีธุระหาข้า ข้าขอตัวไปก่อนกลับก่อน
เจ้าอยู่เป็นเพื่อนต้วนชิงหมิงก็แล้วกัน!”
เนี่ยไฉเยวี่ยพูดจบก็ไม่แยแสชายตามองต้วนชิงหมิง และยังไม่รอให้เชวียหนิงหรานได้ตอบอะไรก็เดินออกไปเลย
ต้วนชิงหมิงมองเนี่ยไฉ่เยวี่ยจากด้านหลังเดิน นางเดินจากไปโดยทำเป็นไม่สนใจเงาดำที่ลับๆ ล่อๆ ตรงประตูฉุยฮ
วา พูดเสียงดังขึ้นว่า “เชอะ! ถ้ามีอะไรไม่ถูกใจก็พูดออกมาตรงๆ ดีกว่าทำท่าทำทางเสแสร้งแบบนี้!”
เมื่อพูดเสร็จต้วนชิงหมิงก็หันไปพูดด้วยอารมณ์โกรธกับเชวียหนิงหราน “พี่สาวเชวีย ข้าไม่รู้ว่าทำไมพี่ไฉ่เยวี่ยถึง
มาพูดเสียดสีข้าเช่นนี้ หรือจะเป็นเพราะงานวันเกิดของข้าในวันนั้น……”
พูดถึงตรงนี้ก็หยุดพูด ทางด้านเชวียหนิงหรานรู้สึกจนปัญญายกมือขึ้นกุมขมับ… เหมือนทุกอย่างจะดูวุ่นวายไป
หมด!
เสียงพูดของต้วนชิงหมิงลอยไปจนได้ยินถึงเนี่ยไฉ่เยวี่ยนางยังคงเดินต่อไป เมื่อไปถึงหัวมุมที่ไม่มีคนเห็นเนี่ยไฉ่เย
วี่ยได้ยกมือขึ้นมาปาดนํ้าตาอยู่สักประเดี๋ยว
ต้วนชิงหมิงผู้นี้ก็พิลึกคน……เนี่ยไฉ่เยวี่ยยังไม่ทันได้ทำอะไรเพียงแค่เดินตามเชวียหนิงหรานมาจากด้านหลังและ
พูดคำพูดบางอย่างที่ไม่ค่อยสมควรพูดก็เท่านั้น แต่นางต้องถึงกลับมาพูดดูหมิ่นเนี่ยไฉ่เยวี่ยอย่างแรงมากขนาดนี้เลยหรือ
ดูเชวียหนิงหรานที่เป็นเจ้าบ้านสิ ทุกคนต่างก็เป็นแขกของนางทำไมจึงช่วยต้วนชิงหมิงโดยไม่สนใจความรู้สึกของ
เนี่ยไฉ่เยวี่ยกัน
เมื่อเนี่ยไฉ่เยวี่ยคิดมาถึงตรงนี้นํ้าตาได้ไหลรินออกมาอย่างควบคุมไม่ได้! จากนั้นบ่าวรับใช้ชื่อเสี่ยวจิ้งที่ได้เดินตา
มหาเนี่ยไฉ่เยวี่ยก็พบว่านางมีหน้าตาเศร้าสร้อยจึงคิดขึ้นได้ว่าเมื่อครู่มีบ่าวรับใช้ในจวนเชวียซุบซิบนินทากันเรื่องนี้ เสี่ยว
จิ้งจึงพูดด้วยความโกรธขึ้น “เชอะ! ตามความเห็นของข้าแล้วคุณหนูใหญ่จวนต้วนนั่นตั้งใจมาหาเรื่องคุณหนูเนี่ยให้ต้อง
โมโห หากเรื่องนี้เกิดกับบ่าวละก็ คงต้องด่าสาดเสียเทเสียกันยกใหญ่ไปแล้ว!”
เสี่ยวจิ้งพูดไปพร้อมกับกำหมัดแน่นขึ้นมาดูท่านางแล้ว หากต้วนชิงหมิงมายืนต่อหน้า นางคงจะต้องด่าว่าสักยก
หนึ่ง!
เมื่อได้ยินที่เสี่ยวจิ้งพูดเนี่ยไฉ่เยวี่ยก็ยกมือขึ้นมาปาดนํ้าตาอีกคำรบหนึ่งแล้วพูดเสียงเบา “ช่างเถอะเสี่ยวจิ้ง พวก
เราเป็นเพียงแขก หากจะต้องทะเลาะวิวาทคงจะไม่ใช่เรื่องดีแน่… อีกอย่างคุณหนูใหญ่ต้วนก็อายุยังน้อย ถึงข้าเถียงชนะ
นางมันจะมีประโยชน์อันใด สู้ยอมถอยคนละก้าวหนึ่งแล้วกัน!”
แม้เนี่ยไฉ่เยวี่ยจะพูดอย่างเข้าอกเข้าใจแต่ในใจของนางก็ยังรู้สึกได้รับความไม่เป็นธรรมอยู่ดี ปกติแล้วนางเป็นคน
ที่อ่อนแอและอารมณ์หวั่นไหวง่าย ตั้งแต่เล็กจนโตเมื่อเจอกับเรื่องอะไรหากไม่ร้องไห้นิดหน่อยก็จะร้องไห้อย่างหนัก
เสี่ยวจิ้งเมื่อเห็นนายหญิงไม่ได้รับความเป็นธรรมก็ยิ่งโมโหโทโสมากยิ่งขึ้น นายบ่าวคู่นี้จึงเดินออกมานั่งที่ศาลาที่
อยู่ห่างออกมาไม่ไกล โดยที่ทั้งสองคนต่างรับรู้ถึงหัวอกของกันและกันในการไม่ได้รับความเป็นธรรมครั้งนี้
ในเวลานี้เป็นช่วงหลงตง[1] อากาศแห้งเย็น ไม่นานหิมะก็ตกโปรยปรายจนทั่วสวนดอกไม้ ทว่ามีเพียงดอกเหม
ยอันน้อยนิดที่กำลังแข่งขันกันผลิบาน และตามทางเดินที่ทอดยาวติดกับสวนดอกไม้นั้นก็มีต้นตงชิง[2] ที่ยังเขียวชอุ่มใน
ตอนนี้
เนี่ยไฉ่เยวี่ยตอนนี้ไม่มีกะจิตกะใจจะมานั่งชมต้นไม้และหิมะที่โปรยปรายสักนิดเดียว พอนั่งลงและคิดถึงเรื่องที่ไม่
ได้ความเป็นธรรม ก็อดไม่ได้ที่จะนํ้าตาไหลรินออกมาอีกครา!
เสี่ยวจิ้งบ่าวรับใช้ที่จงรักภักดีกลับรู้สึกโกรธจนต้องกระทืบเท้าเพื่อระบายความโกรธแทนนายหญิง นางอยากไป
คิดบัญชีกับต้วนชิงหมิงเสียประเดี๋ยวนี้ ทว่าไม่อยากปล่อยให้นายหญิงอยู่โดดเดี่ยวเพียงลำพัง
ไม่นานก็มีคนกลุ่มหนึ่งร้องเสียงใสชัดแจ๋วเดินผ่านมา “โอ้! นี่เป็นคุณหนูเนี่ยมิใช่หรือ เมื่อครู่ข้าเห็นเจ้าไปเดินกับ
คุณหนูรอง ไฉนตอนนี้ถึงมานั่งเช็ดนํ้าตาอยู่ที่นี่เพียงผู้เดียวเล่า?”
เนี่ยไฉ่เยวี่ยกำลังอยู่ในความรู้สึกเศร้าโศกเสียใจ แต่พอได้ยินเสียงคนพูดก็ถึงกับตกใจจนผงะ นางค่อยๆ เงยหน้า
ขึ้นเห็นสาวน้อยคนหนึ่งกำลังยืนอยู่ข้างโขดหินทำท่าทำทางจะเดินมาหานาง
สาวน้อยคนนั้นอายุประมาณสิบเอ็ดสิบสองปี ใบหน้ารูปไข่ ผิวพรรณเรียบเนียนสะท้อนแสงนางสวมชุดกระโปรง
สีม่วงเปลือกมังคุดปักลายโบตั๋นดอกใหญ่สีเขียวนํ้าทะเล บนตัวห่มด้วยเสื้อคลุมขนสุนัขจิ้งจอกสีชมพูอ่อน ช่วยขับให้
ตัวนางดูโดดเด่นขึ้นมา!
เนี่ยไฉ่เยวี่ยเงยหน้าขึ้นมามองอีกฝั่าย พลางเอ่ยถามขึ้นอย่างประหลาดใจ “เจ้าเป็นคุณหนูจวนไหน ทำไมถึงรู้จัก
ข้าได้?”
สาวน้อยยืนนิ่งที่โขดหินตรงศาลามองมายังเนี่ยไฉ่เยวี่ย หัวเราะออกมาว่า “ถ้าทายไม่ผิดละก็ ท่านคงจะเป็นคุณ
หนูจวนเนี่ย!”
เนี่ยไฉ่เยวี่ยมองอย่างแปลกใจไปยังสาวน้อยที่ส่งยิ้มมาให้ “เจ้าคือ…”
นางไม่เคยพบสาวน้อยผู้นี้มาก่อน ดูการแต่งตัวก็รู้ได้ว่าไม่ใช่สาวน้อยธรรมดาทั่วไป สีหน้าท่าทางดูยังไม่โตสัก
เท่าไร
อีกฝั่ายเดินเข้ามาใกล้เนี่ยไฉ่เยวี่ย เสี่ยวจิ้งก็รีบเข้าไปยกมือขวางเอาไว้พร้อมพูดเสียงดังว่า “ท่านเป็นคุณหนูจวน
ไหนกัน? หากไม่บอกชื่อเสียงเรียงนามมา บ่าวคงให้เข้าใกล้คุณหนูไม่ได้เด็ดขาด!”
สาวน้อยมองเสี่ยวจิ้งตั้งแต่หัวจรดเท้า จากนั้นสะบัดผ้าเช็ดหน้าที่ถืออยู่ในมือไปมาพร้อมกับหัวเราะลั่น “โอ้โห!
สาวใช้คนนี้ช่างจงรักภักดีรู้จักปกปั้องนายหญิงด้วย แต่เมื่อครู่ที่ต้วนชิงหมิงรังแกนายหญิงของเจ้า แล้วเจ้าไปอยู่ที่ใดมา
เล่า?”
พอพูดถึงเรื่องเมื่อครู่ท่าทางที่จริงจังของเสี่ยวจิ้งก็ห่อเหี่ยวไร้เรี่ยวแรงในบัดดล เพราะนางรู้ว่านายหญิงมีนิสัยโอบ
อ้อมอารีและยอมเป็นฝั่ายที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมจนต้องมาแอบร้องห่มร้องไห้เพียงคนเดียวอยู่เช่นนี้ เมื่อครู่นี้หากนาง
อยู่ในเหตุการณ์ คงช่วยพูดแทนนายหญิงได้ แต่สิ่งที่น่าเจ็บใจก็คือนางไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์นี่แหละ!
เมื่อเสี่ยวจิ้งเงียบไม่พูดสิ่งใด สาวน้อยจึงเดินเข้ามาจับแขนที่ขวางไว้ของเสี่ยวจิ้งออกอย่างเบามือพลางหัวเราะขึ้น
“เอาล่ะ ข้าล้อเล่นก็เท่านั้น ข้าทราบดีว่าเจ้าเป็นสาวใช้ที่ดี เพียงแต่เมื่อครู่นายหญิงของเจ้าโดนต้วนชิงหมิงเล่นงานไป
แล้วก็เท่านั้น!”
เสี่ยวจิ้งได้ฟังก็ขมวดคิ้วแน่นและพูดเห็นดีเห็นชอบกับสาวน้อย “ก็ใช่นะสิ… ต้องโทษต้วนชิงหมิงมาตอนไหนไม่
มา ดันมาตอนที่ข้าไปเติมถ่านในโส่วหลูให้นายหญิง… เชอะ! ครั้งหน้าข้าจะไม่ยอมให้นางมาเอาเปรียบนายหญิงได้อีก
แล้ว!”
“ช่างเถอะ เสี่ยวจิ้ง! คุณหนูใหญ่ต้วนอายุยังน้อยอย่าได้ถือสานางเลย” ผู้เป็นนายเอ่ยปรามขึ้น
แม้ปากจะพูดว่าไม่ถือสา ทว่าสายตาของเนี่ยไฉ่เยวี่ยได้เคร่งขรึมขึ้น นางกัดริมฝีปากของตัวเองเบาๆ จากนั้นยืน
ขึ้นหันมองไปนอกศาลา “เอาเถอะ เสี่ยวจิ้ง! ท่านแม่คงจะพูดคุยกับฮูหยินเชวียพอสมควรแล้ว พวกเรากลับไปหากัน
เถอะ!”
เนี่ยไฉ่เยวี่ยกำลังจะลุกขึ้นยืนก็ได้ยินเสียงสาวน้อยเอ่ยปากขึ้นทันที “เมื่อครู่ข้าเห็นคุณหนูเนี่ยกับพี่สาวคนรองเช
วียหนิงหรานของข้าอยู่ด้วยกัน……เอ๊ะ! หรือว่าท่านพี่ของข้าปล่อยให้แขกได้รับความไม่เป็นธรรม โดยที่ไม่จัดการต้วนชิง
หมิงอย่างนั้นเลยหรือ?”
นี่มันชักจะเลยเถิดไปแล้ว!
เชวียหนิงหรานคนนี้ก็ไม่มีนํ้ายาเหมือนแม่ของนางไม่ผิดที่เอาแต่ทำตัวดูสูงส่ง แต่ตอนนี้พูดโดยไม่ต้องคิดก็รู้ได้ว่า
เนี่ยไฉ่เยวี่ยก็เป็นแขกของจวนเนี่ยเช่นกัน! แต่เพราะเชวียหนิงหรานมักไปมาหาสู่กับต้วนชิงหมิงบ่อยครั้ง จึงยอมนิ่งเฉย
มองดูเนี่ยไฉ่เยวี่ยถูกรังแก โดยไม่มีคำขอโทษสักคำเดียวที่หลุดออกมาจากปากของนาง!
…
[1] ช่วงหลงตง หมายถึง ช่วงเวลาที่หนาวเหน็บที่สุดฤดูหนาว
[2] ต้นตงชิง หรือ ต้นฮอลลี่ เป็นต้นไม้พุ่มเตี้ยใบสีเขียวและผลสีแดง เป็นต้นไม้สัญลักษณ์ของวันคริสต์มาส