การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 258 ฮูหยินเนี่ยโกรธจนลมออกหู
“ฮูหยิน เรื่องนี้เจ้าก็จัดการให้เงินบ่าวรับใช้ที่ถูกลวนลามผู้นั้นจำนวนหนึ่งแล้ว ให้เรื่องมันจบๆ กันไปแล้วกัน!” เช
วียหย่งเฉียงเอ่ยพลางปรายตามองบุตรสาวที่กำลังร้องไห้ปราดหนึ่งด้วยความรู้สึกรำคาญใจ แล้วขยับตัวลุกขึ้นไปปลอบ
ซานอี๋เหนียงที่กำลังร้องไห้สะอึกสะอื้น
เมื่อเห็นเชวียหย่งเฉียงลุกขึ้น ซานอี๋เหนียงก็ขยับลุกขึ้นตามพลางส่งสัญญาณมือให้ซุนอวี่เดินออกไป… เชอะ! เรื่อง
นี้นายท่านบอกแล้วให้จ่ายเงินให้กับบ่าวรับใช้คนนั้นก็ถือว่าจบกัน ส่วนเรื่องซุนอวี่ที่ต้องแต่งกับไห่ถังนั้นให้ถือเอาตาม
เดิม สุดท้ายเรื่องที่นางอยากจะเล่นงานเชวียหนิงหรานก็ยังสามารถทำตามแผนเดิมได้
ซานอี๋เหนียงเดินยิ้มเยาะเย้ยไปด้วยความสาแก่ใจ ใบหน้าที่มองกลับมาละม้ายคล้ายเสียดสีดูแคลน ในจวนเชวีย
แห่งนี้ไม่มีอะไรแน่นอน ภรรยาเอกหรือบุตรสาวคนโตก็ยังต้องเป็นลูกไก่ที่อยู่ในกำมือของอนุภรรยาอย่างซานอี๋เหนียง!
เชวียหย่งเฉียงกำลังจะเดินจากไป ทว่าทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์รวมทั้งฮูหยินเชวียก็พลันหน้าถอดสีลงทันที… เขา
ทำเกินไปแล้วจริงๆ!
“เหอะ เหอะ! เชี่ยเสิน[1] มาที่นี่ครั้งแรกก็ได้ทราบทันทีว่าที่จวนเชวียแห่งนี้ สามารถใช้เงินจัดการได้ทุกเรื่อง แต่
ไม่รู้ว่าฮูหยินเชวียจะชดใช้ให้บ่าวรับใช้ของข้าเท่าไรกัน?” ฮูหยินเนี่ยเอ่ยอย่างดูแคลนข้างหู
เชวียหย่งเฉียงที่กำลังจะเดินจากไป พลันขมวดคิ้วขึ้นด้วยความสงสัยว่าคนผู้นี้คือใครกัน ถึงได้พูดเสียงดังด้วย
เรื่องของบ่าวรับใช้? เขาหันหลังกลับมาเพ่งมองไปยังหญิงคนนั้น ที่กำลังลุกขึ้นยืนอย่างเชื่องช้า
หญิงผู้นั้นอายุราวสามสิบกว่าปี สวมชุดกระโปรงเรียบปักดอกไห่ถัง[2] ขนาดใหญ่ แววตาเป็นประกายวาววับ คิ้ว
ทั้งสองข้างโก่งโค้งดั่งคันศร ใบหน้าได้รูปขาวผ่องเป็นยองใย แม้เวลานี้นางจะเผยยิ้มออกมา ทว่ากลับเห็นถึงความโกรธ
ขึ้งที่ซ่อนอยู่ในดวงตาคู่งาม
หญิงผู้นี้เขาไม่เคยรู้จักมาก่อน คิ้วทั้งสองพลันขมวดมุ่นด้วยความสงสัยเป็นคำรบที่สอง นางเดินขึ้นมาตรงหน้าเขา
แล้วก้มหน้าลงอย่างช้าๆ อย่างแสดงความเคารพ เอื้อนเอ่ยเสียงเย็น “เชี่ยเสินนามว่า ‘เนี่ยหลิวซื่อ’ คารวะนายท่านเช
วีย!”
ดูอย่างไรก็ไม่คุ้นหน้าคุ้นตา เห็นทีคงจะมาเยี่ยมเยียนเป็นแขกที่นี่กระมัง!
ทว่าแม้ในบรรดาเหล่าขุนนางจะมีคนตระกูลหลิวอยู่ไม่น้อย แต่ถ้าเป็นหญิงที่ใช้แซ่หลิวในชื่อได้ เห็นทีจะมีเพียง
ตระกูลเดียวเท่านั้น จู่ๆ เชวียหย่งเฉียงก็ชะงักไปชั่วครู่ ก่อนจะได้สติกลับมา
เนี่ยหลิวซื่อ? ฮูหยินของซื่อหลางหน่วยการคลัง[3]เนี่ยรุ่ยอย่างนั้นหรือ?
เหมือนชื่อเนี่ยรุ่ยทำให้เชวียหย่งเฉียงคิดอะไรขึ้นมาได้ เขารีบสืบเท้าเข้าไปหาทำท่าจะช่วยประคองฮูหยินเนี่ยขึ้น
มา “อ๋อ! ที่แท้ก็คือฮูหยินเนี่ยนี่เอง ข้าเสียมารยาทแล้ว!”
อีกฝั่ายยืดตัวขึ้นหลังตรง พยักหน้าลงเล็กน้อย ตอบเสียงเรียบ “เป็นเชี่ยเสินเอง……”
ฮูหยินเนี่ยตั้งใจเงียบอยู่สักครู่เสมองไปที่ซุนอวี่ที่กำลังจะเดินออกไป ทว่าใบหน้าของนางกลับเต็มไปด้วยการ
ดูแคลนและเยาะเย้ยซุนอวี่ “บ่าวรับใช้ที่ถูกลวนลามผู้นั้นเป็นบ่าวรับใช้ ของบุตรสาวข้าที่ชื่อเสี่ยวจิ้ง”
เวลานี้เชวียหย่งเฉียงรู้สึกหายใจไม่ทั่วท้อง คล้ายกับมีนํ้ามากมายเอ่อล้นอยู่ในปาก
เนี่ยรุ่ยผู้นี้เป็นคนที่มีบทบาทความสำคัญไม่น้อยในราชสำนัก ทั้งที่ตำแหน่งของเขาสามารถนั่งเทียบชั้นกับเชวีย
หย่งเฉียงได้สบายๆ เพียงแต่อำนาจของตระกูลเชวียนั้นยิ่งใหญ่จึงไม่ได้ให้ความสนใจในตำแหน่งซื่อหลางหน่วยการคลัง
มากนั้น ต่อให้คนที่ยืนอยู่ตรงหน้าเขาเป็นเนี่ยรุ่ย เชวียหย่งเฉียงก็ไม่ได้ให้ความใส่ใจมากเหมือนกัน
ทว่าเรื่องนี้จะเอามาเปรียบเทียบกับฮูหยินเนี่ยก็เห็นทีว่าจะไม่ถูกต้องนัก เนื่องด้วยฮูหยินเนี่ยผู้นี้มาจากจวนเนี่ยที่
มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วในเมืองหลวง!
พูดได้ว่าตระกูลเนี่ยไม่ได้มีเพียงชื่อลอยๆ เท่านั้น เพราะฮูหยินเนี่ยซู่หรูไม่เพียงเกิดในตระกูลที่มีชื่อเสียงเท่านั้น
นางยังมีพี่ชายที่มีความสามารถอีกสองคน พี่ชายคนโตชื่อว่า ‘เนี่ยซู่หรู’ เป็นขุนนางฝั่ายตรวจการระดับหนึ่งมีอำนาจอยู่
ในมือไม่น้อย ส่วนพี่ชายรองอีกคนเป็นแม่ทัพที่อยู่รักษาชายแดนมีกองทหารในมือถึงสามกอง!
ตามหลักแล้วตระกูลเช่นนี้มักจะถูกฝั่าบาทคอยลดทอนอำนาจ ถ้าไม่แอบกดดันด้วยวิธีต่างๆ ก็จะมอบตำแหน่งที่
สูงขึ้นแต่ก็แอบลิดรอนอำนาจในที
ทว่าจวนเนี่ยกลับไม่เป็นเช่นนั้น ตระกูลเนี่ยยังคงได้รับความไว้วางใจจากฝั่าบาท แม้แต่เนี่ยรุ่ยขุนนางระดับสามก็
กลายเป็นขุนนางระดับสี่ที่มีหน้ามีตาในบรรดาขุนนางได้ จึงไม่แปลกที่ตระกูลเนี่ยมีทุกวันนี้ได้เพราะพึ่งอำนาจบารมีของ
ตระกูลฮูหยินเนี่ย ดังนั้นสิ่งที่เชวียหย่งเฉียงหวาดกลัวไม่น้อยก็คือ อำนาจของตระกูลฮูหยินเนี่ยนี่เอง!
เดิมทีเขาคิดว่าบ่าวรับใช้ที่ซุนอวี่ไปลวนลามนั้นเป็นเพียงบ่าวรับใช้ธรรมดาคนหนึ่ง เพราะพวกนางนั้นก็มีเพียงเงิน
เท่านั้นที่สนใจ ในฐานะนายท่านของจวนเชวียขอเพียงเงินถึงก็ไม่มีอะไรที่จะทำไม่ได้ แต่วันนี้คนที่ซุนอวี่ลวนลามนั้นกลับ
เป็นบ่าวรับใช้ของบุตรสาวฮูหยินเนี่ย ดังนั้นเรื่องนี้คงไม่อาจตัดสินอย่างสะเพร่าได้แล้ว!
สิ่งที่ซานอี๋เหนียงถนัดที่สุดเห็นจะเป็นการเปลี่ยนแปลงไปตามสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็ว เมื่อนางเห็นเชวียหย่ง
เฉียงมีสีหน้าเปลี่ยนไป นางจึงพูดด้วยเสียงดังขึ้น “ถ้าให้เงินไปเกรงว่าจะเป็นการดูถูกดูแคลนเกินไป แต่ทุกคนต่างก็รู้ว่า
อวี่เอ๋อร์หน้าตาหล่อเหลา หญิงใดได้พบได้เห็นเป็นอันต้องลุ่มหลงคงไม่มีอะไรน่าแปลกใจกระมัง……”
“หึ หึ! จวนเชวียเป็นอะไรไปแล้ว ฮูหยินเชวียที่ตบแต่งอย่างถูกต้องยังนั่งอยู่ที่นี่ แต่กลับปล่อยให้บ่าวรับใช้
ประเภทนี้มีสิทธิ์พูดขัดขึ้นมาอย่างนั้นหรือ?” ฮูหยินเนี่ยกล่าวกลั้วหัวเราะ
เชวียหย่งเฉียงรักอนุและเกลียดชังภรรยาเอกนั้นเป็นเรื่องที่ทราบกันโดยทั่ว แต่วันนี้มาเห็นกับตา นางจึงรู้ว่าเชวีย
หย่งเฉียงผู้นี้มาถึงขั้นที่ไม่อาจช่วยเหลือได้แล้วจริงๆ
สิ่งที่ซานอี๋เหนียงเกลียดที่สุดคือ การที่มีคนอื่นมาเรียกนางว่าบ่าวรับใช้! ตอนนี้นางถูกฮูหยินเนี่ยสั่งสอนไปหนึ่งยก
จนหน้าซีดขาว นางสะบัดผ้าเช็ดหน้าในมือทำท่าจะโต้เถียงกลับ
ชายหนุ่มผู้เป็นสามีรีบคว้ามือนางไว้พร้อมกับฝืนยิ้มให้กับฮูหยินเนี่ย “เรื่องที่ฮูหยินเนี่ยบอกว่าลวนลามนั้นอาจจะ
ดูรุนแรงเกินไปกระมัง เห็นทีอาจจะเป็นการหยอกล้อกันเล่นของบ่าวรับใช้ก็เป็นได้ ถึงตอนนี้ข้าจะให้หลานชายที่ไม่ได้
เรื่องผู้นี้ กล่าวขอโทษกับบ่าวรับใช้ของท่าน ท่านเห็นว่าเรื่องนี้จะจบเพียงเท่านี้ได้หรือไม่?”
ด้านฮูหยินเนี่ยคิดไม่ถึงว่าเชวียหย่งเฉียงจะหน้าไร้ยางอายถึงเพียงนี้ นางโกรธเดือดดาลจนพูดอะไรไม่ออก
ในตอนนี้นางมิอาจทนฟังได้อีกต่อไป เรื่องนี้เป็นเพราะซุนอวี่มาลวนลามบ่าวรับใช้ในจวนของนาง เชวียหย่งเฉียง
กลับพูดปลิ้นปล้อนเฉไฉเปลี่ยนเรื่อง อีกทั้งให้ซานอี๋เหนียงพูดแทรกขึ้นจนฮูหยินเชวียอยากจะตายให้รู้แล้วรู้รอด นาง
มองผู้เป็นสามีด้วยนํ้าตาที่เอ่อขึ้นมา พูดด้วยนํ้าเสียงเศร้าสร้อยพลางส่ายหน้าไปมาช้าๆ “นายท่าน… หน้าตาของจวนเช
วียนั้น ขายหน้าจนหมดสิ้นแล้ว!”
เขากลับจ้องเขม็งไปที่ฮูหยินเชวียปราดหนึ่ง “เรื่องนี้เป็นเพราะเจ้าสร้างเรื่องขึ้นมาไม่ใช่หรือ? ตอนนี้ถึงได้รู้ว่าทำ
ผิดไปแล้ว? เหตุใดเจ้ายังไม่รีบเชิญฮูหยินเนี่ยไปพักที่ห้องโถงรับรองอีก?”
ซานอี๋เหนียงเห็นฮูหยินเชวียถูกนายท่านตำหนิก็ยิ่งรู้สึกสาแก่ใจ ยิ้มเยาะเย้ยอยู่ด้านหลังเชวียหย่งเฉียง แล้วเดิน
ไปหาเสี่ยวจิ้ง กวาดสายตาขึ้นลงมองบ่าวรับใช้ตรงหน้าหลายรอบ ก่อนจะพูดเยาะเย้ย “รูปร่างยังไม่ดี หน้าตาก็ใช้ไม่ได้
ไหนเจ้ามาว่าสิอวี่เอ๋อร์ของข้าจะถูกใจจนถึงขั้นลวนลามเจ้าได้อย่างไร? พูดความจริงออกมา คงเป็นเจ้าที่ตั้งใจมายั่วเย้า
เองกระมัง!”
คำพูดของซานอี๋เหนียงทำให้เสี่ยวจิ้งโกรธจนสั่นไปทั้งตัว นางลุกขึ้นยืนจากนั้นก็ก้าวเท้าวิ่งหมายจะกระโดดลงไป
ในสระนํ้า “บ่าวไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อไปอีกแล้ว บ่าวอยากตาย!”
เมื่อเห็นเสี่ยวจิ้งโดนดูถูกดูแคลนถึงเพียงนี้ เนี่ยไฉ่เยวี่ยก็โกรธจนสั่นไปทั้งตัว นางรีบคว้ามือของเสี่ยวจิ้งเอาไว้และ
หันไปตะโกนไปทางฮูหยินเนี่ย “ท่านแม่……เสี่ยวจิ้งกับลูกเติบโตมาด้วยกัน หากจะเหยียดหยามเสี่ยวจิ้งก็เท่ากับเหยียด
หยามลูกเช่นกัน… ครั้งนี้ถ้าไม่มีความยุติธรรมให้เสี่ยวจิ้ง ลูกก็ไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่ออีกแล้วเช่นกัน!”
ฮูหยินเนี่ยได้ยินเช่นนั้นก็ตระหนกตกใจจนต้องจับมือเนี่ยไฉ่เยวี่ยไว้ กัดฟันพูดพยายามระงับความโกรธว่า “เจ้า
พูดเพ้อเจ้ออะไร?นายท่านเชวียอยู่ที่นี่จะต้องให้ความยุติธรรมอย่างแน่นอน หากไม่ได้รับ……ก็ยังมีท่านปูั่เชวียอยู่อีก หาก
ยังไม่ได้รับความยุติธรรมอีกละก็ ท่านลุงของเจ้าเป็นถึงผู้ตรวจการมีหน้าที่ดูแลเรื่องพวกนี้อยู่เเล้ว เจ้าไม่ต้องกังวลไป!”
เมื่อได้ยินที่ฮูหยินเนี่ยพูดออกมานั้น เนี่ยไฉ่เยวี่ยก็ลากเสี่ยวจิ้งมายืนตรงหน้าเชวียหย่งเฉียง พูดอย่างดื้อดึงว่า
“วันนี้ชีวิตของไฉ่เยวี่ยกับเสี่ยวจิ้งอยู่ในมือของนายท่านเชวียแล้ว โปรดให้ความยุติธรรมกับเราทั้งสองคนด้วยเจ้าค่ะ!”
เชวียหย่งเฉียงมองไปยังเนี่ยไฉ่เยวี่ยที่อยู่เบื้องหน้าพร้อมกับเสี่ยวจิ้งที่เสื้อผ้าขาดหลุดลุ่ย แล้วหันไปมองฮูหยินเช
วียที่ยังโมโหอยู่ เวลานี้เขาสับสนงงงวยจนพูดอะไรไม่ถูก
[1] เชี่ยเสิน คือ สรรพนามที่ฮูหยินเรียกแทนตนเอง
[2] ดอกไห่ถัง เป็นไม้ต้นชนิดหนึ่งในสกุลแอปเปิล ในวงศ์กุหลาบ ออกดอกสีขาวหรือสีชมพู ผลมีสีเหลือง
[3] ซื่อหลางหน่วยการคลัง มีหน้าที่ดูแลการสำรวจสำมะโนประชากรและการจัดเก็บภาษี