การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 259 เปิดโปงความจริง
เชวียหย่งเฉียงมีสีหน้าและแววตาครุ่นคิดอย่างหนัก เขาเคยรับปากซานอี๋เหนียงว่าจะช่วยซุนอวี่หาคู่ครองให้
ตบแต่ง และช่วยหางานที่ดีให้ทำ แต่หากเรื่องที่ซุนอวี่ลวนลามบ่าวรับใช้ถูกเล่าออกไป ไม่ต้องพูดถึงเรื่องหน้าที่การงาน
กับงานแต่งเลย ท่านปูั่คงไม่ละเว้นเขาอย่างแน่นอน
การลงโทษซุนอวี่เป็นสิ่งที่เชวียหย่งเฉียงกลัวเป็นอย่างมาก เพราะซานอี๋เหนียงก็จะเอาเรื่องความเป็นความตาย
มาอ้างเช่นกัน
ซานอี๋เหนียงเห็นท่าทางครุ่นคิดไม่ตกของผู้เป็นสามีก็รู้ว่าเขาเริ่มมีความคิดเอนเอียงจะลงโทษซุนอวี่เป็นแน่ อันที่
จริงนางไม่ได้สนใจว่าซุนอวี่จะเป็นตายร้ายดีอย่างไร แต่เพราะนางยังไม่ได้กำจัดไห่ถังที่เป็นแขนขาของเชวียหนิงหรานอ
อกไปต่างหาก เช่นนั้นซุนอวี่จะเกิดเรื่องขึ้นไม่ได้เป็นอันขาด
“ท่านลุง หลานถูกใส่ร้าย หลานกล้าสาบานว่าไม่ได้ลวนลามเสี่ยวจิ้งแม้แต่น้อยขอรับ!” ซุนอวี่ลนลานเข้าไป
คุกเข่าตรงหน้าเชวียหย่งเฉียง
“นายท่านได้ยินหรือไม่ อวี่เอ๋อร์บอกว่าเขาโดนใส่ความเจ้า!” ซานอี๋เหนียงมองสบตาเชวียหย่งเฉียงด้วยแววตาน่า
สงสาร เขย่าแขนผู้เป็นสามีเบาๆ
เชวียหย่งเฉียงได้ยินที่ซานอี๋เหนียงพูด พลางยืนตัวตรงหายใจเข้าออกลึกๆ อย่างรู้สึกหนักใจเฮือกหนึ่ง แล้วกล่าว
วาจา “ซุนอวี่ เจ้าจงเล่าเรื่องราวที่มาที่ไปทั้งหมดให้ข้าฟังอีกรอบหนึ่ง!”
ชายหนุ่มจึงเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้เชวียหย่งเฉียงฟังอีกครั้ง
“ท่านพี่ต้องช่วยให้ความยุติธรรมกับอวี่เอ๋อร์ ที่จริงอวี่เอ๋อร์เข้าไปช่วยเหลือนาง แต่คิดไม่ถึงว่าเรื่องจะกลับกลาย
เป็นเช่นนี้ไปได้” ซานอี๋เหนียงรีบพูดแทรกทันทีเมื่อซุนอวี่เล่าจบ พลางมองไปยังเชวียหย่งเฉียง ด้วยแววตาอ้อนวอน
ขอร้อง ทว่าเพียงชั่วพริบตาเดียวที่นางก้มหน้าลง พลันเห็นสายตาของนางก็เพ่งมองค้อนไปยังเสี่ยวจิ้งละม้ายจะกินเลือด
กินเนื้ออย่างไรอย่างนั้น!
เชวียหย่งเฉียงกระแอมไออยู่หลายครั้งแล้วหันไปพูดกับฮูหยินเนี่ย “ฮูหยินเนี่ย ได้ยินที่ซุนอวี่พูดแล้วใช่หรือไม่
เขาไม่ได้ตั้งใจลวนลามเสี่ยวจิ้ง แต่เพราะเป็นการช่วยเหลือนางไล่ฝูงผึ้งต่างหาก!”
บุรุษตรงหน้าแสร้งทำท่าทำทางเหมือนคนจิตใจกว้างขวาง ผินหน้าไปพูดกับฮูหยินเนี่ย “ตามที่คิดแล้ว ซุนอวี่แค่
ช่วยเหลือคนเท่านั้น ฮูหยินเนี่ยรีบให้บ่าวรับใช้กลับไปเปลี่ยนเสื้อผ้าโดยเร็วดีหรือไม่!”
เขาคาดหวังว่าจะได้ยินคำขอบคุณที่สามารถแก้ไขปัญหานี้ได้ แต่เมื่อมองไป กลับเห็นฮูหยินเนี่ยกำลังกลั้นหัวเราะ
อยู่ เชวียหย่งเฉียงขมวดคิ้วมุ่นด้วยความสงสัย หันหน้ามองไปทางซ้ายทีทางขวาที เห็นเพียงฮูหยินเชวียกับเชวียหนิงหรา
นที่สีหน้าเต็มไปด้วยความเศร้าหมองหม่นระคนผิดหวัง
พลันสายตาเหลือบไปเห็นต้วนชิงหมิงที่ยืนอยู่ด้านหลังเชวียหนิงหราน ลางสังหรณ์ที่ไม่ดีบางอย่างพลันปรากฏ
ขึ้น… ต้วนชิงหมิงผู้นี้เป็นตัวซวยสำหรับเขา พูดได้ว่าทุกครั้งที่นางมาที่จวนเชวียแห่งนี้จะต้องมีเรื่องเกิดขึ้นทุกที และเรื่อง
ในวันนี้ต้องไม่พ้นฝีมือของนางอย่างแน่นอน!
ต้วนชิงหมิงที่กำลังหน้าแดงเพราะกลั้นไม่ให้ยิ้มออกมา ทว่าสุดท้ายนางก็หลุดขำออกมาเสียงดังลั่นบริเวณ “ท่าน
ลุงเชวีย อากาศในช่วงนี้ เป็นช่วงที่หนาวที่สุดในเหมันต์นี้เจ้าค่ะ… ท่านมายืนอยู่ตรงนี้เสียตั้งนาน ไม่ทราบว่า เห็นผึ้งสัก
ตัวหรือยังเจ้าคะ?”
ได้ยินที่เด็กสาวถามขึ้น เขาพลันหน้าแดงด้วยความเก้อเขินจนพูดไม่ออกบอกไม่ถูก
ดวงตาของเชวียหย่งเฉียงเบิกโต ละม้ายคิดอะไรขึ้นมาได้ เขาลืมเรื่องที่อากาศหนาวเหน็บจนดอกไม้ร่วงโรยไป
หมดแล้วเสียสนิทได้อย่างไร คนเลี้ยงผึ้งย่อมไม่ปล่อยผึ้งให้ออกมาในอากาศที่หนาวเหน็บเช่นนี้ พวกเขาจะใช้นํ้าตาล
ทรายละลายนํ้าเลี้ยงพวกมันแทน ฉะนั้นสวนที่ไม่มีดอกไม้ผลิบานเช่นนี้ จะมีเงาของผึ้งบินผ่านมาได้อย่างนั้นหรือ?
ซานอี๋เหนียงเห็นสถานการณ์ตรงหน้าเริ่มไม่ดี เมื่อใบหน้าของเชวียหย่งเฉียงเริ่มเปลี่ยนสีอย่างกำลังจะโมโหโกรธา
ขึ้นมา นางละลํ่าละลักเอ่ยขึ้น “กำแพงตรงสวนดอกไม้ทางทิศตะวันตกไม่ใช่ปลูกต้นเหมยหรอกหรือ? ผึ้งอาจจะมากินนํ้า
หวานจากดอกเหมยแล้วบินกลับไปแล้วก็เป็นได้มิใช่หรือ?”
ทว่ากลับมีเสียงหัวเราะลั่นของต้วนชิงหมิงดังขึ้นมา นางหัวเราะจนนํ้าตาไหลซึมออกมาจากดวงตาทั้งสองข้าง
พลางเอนตัวพิงเชวียหนิงหราน
เชวียหนิงหรานที่กำลังตกตะลึง ยืนมองดูอย่างแน่นิ่ง ไม่เอื้อนเอ่ยคำใดออกมาแม้แต่คำเดียว การมีท่านพ่อเช่นนี้
อี๋เหนียงแบบนี้ ช่างขายหน้าเสียจนไม่รู้จะเอาไปไว้ที่ใด!
ดอกเหมยจะผลิบานออกดอกตอนหิมะตกโปรยปรายลงมาเท่านั้น ดังนั้นไม่ต้องพูดถึงฝูงผึ้งที่จะบินออกมาได้เลย
อีกอย่างอากาศในวันนี้ลมหนาวพัดกระหนํ่ามาจากทิศเหนือย่อมมีหิมะโปรยปรายลงมาด้วย แล้วอากาศแบบนี้จะมีผึ้ง
บินมาไล่ได้อย่างไรกัน?
แต่ซานอี๋เหนียงก็มั่นใจในสิ่งที่นางพูดว่ามีเหตุมีผลเช่นกัน นางเงยหน้าขึ้นมองไปยังผู้เป็นสามีด้วยความรู้สึกที่
เหนือกว่า “ท่านพี่ ท่านพี่คิดว่าปีเชี่ย[1] พูดถูกหรือไม่เจ้าคะ?”
`
เชวียหย่งเฉียงมีสีหน้าหนักใจเป็นที่สุด นี่เป็นครั้งแรกที่เขาคิดว่าผู้หญิงข้างกายของเขาช่างโง่เขลาถึงเพียงนี้เชียว
หรือ
เมื่อนางไม่เห็นเชวียหย่งเฉียงกล่าวสิ่งใด ก็รีบทำท่าออดอ้อนแกว่งแขนชายหนุ่ม ด้วยกลัวว่าเขาจะพาลโกรธซุนอ
วี่ “ท่านพี่…”
ในที่สุดเขาก็สะบัดมือออกจากการเกาะกุมของหญิงสาว พูดเสียงตํ่า “เอาล่ะ อย่าทำแบบนี้ ที่นี่มีแขกอยู่ที่นี่
ด้วย!”
ฮูหยินเนี่ยกล่าวกลั้วหัวเราะขึ้นมาเบาๆ “เรื่องที่เกิดขึ้นในจวนเชวียวันนี้ เชี่ยเสินได้กระจ่างแจ้งทั้งหมดแล้ว ภาย
ภาคหน้าหลังจากที่เชี่ยเสินกลับจวนเนี่ยแล้วจะต้องไปเล่าให้บรรดาฮูหยินในเมืองหลวงแห่งนี้ทราบว่า ในหน้าหนาวที่มี
หิมะโปรยปรายมีเพียงจวนเชวียเท่านั้น ที่มีผึ้งโบยบินออกมา ไม่ก็ไล่ตามคน อีกอย่างยังให้คนเลี้ยงผึ้งปล่อยผึ้งให้มาเก็บ
นํ้าหวานจากดอกเหมยในอากาศเช่นนี้อีกด้วย”
เมื่อพูดจบ ฮูหยินเนี่ยก็หันหน้ามาจ้องหน้าเชวียหย่งเฉียงอีกครั้ง ใบหน้าที่ยิ้มแย้มเมื่อครู่พลันเปลี่ยนเป็นเรียบนิ่ง
กล่าวด้วยนํ้าเสียงที่เย็นชาเป็นที่สุด “ในเมื่อนายท่านพูดว่าซุนอวี่มาฉีกเสื้อผ้าจนขาดวิ่นเพื่อช่วยเหลือเสี่ยวจิ้ง เช่นนั้น
ย่อมมีหลักฐานออกมาแสดง หากวันนี้จวนเชวียมิอาจให้ความยุติธรรมกับจวนเนี่ยได้แล้วละก็ เห็นทีเชี่ยเสินผู้โง่เขลาคง
ต้องขอร้องให้พี่ชายมาช่วยไขความกระจ่างให้แล้วกระมัง!”
ตอนนี้ภายในใจของเชวียหย่งเฉียงกลับหนักอึ้งจนพูดอะไรไม่ออก!
ครั้งนี้ฮูหยินเนี่ยพูดอย่างชัดเจนแจ่มแจ้ง นี่ไม่ใช่เพียงความซวยของบ่าวรับใช้อีกต่อไป ยังเกี่ยวโยงไปถึงชื่อเสียง
ของบุตรสาวภรรยาเอกจวนเนี่ยอีกด้วย อีกทั้งพี่ชายคนโตของฮูหยินเนี่ยเป็นคนที่ปกปั้องคนของตน หากล่วงรู้ว่า
เนี่ยไฉ่เยวี่ยไม่ได้รับความเป็นธรรมในจวนเชวียเกรงว่าคงมาเอาเรื่องกับเขาอย่างแน่นอน!
แม้เชวียหย่งเฉียงจะมีความเกรงกลัวตระกูลเนี่ยอยู่บ้าง แต่ก็ยังไม่เท่ากับการที่กลัวว่าฮูหยินเนี่ยจะนำเรื่องนี้ไป
ปั่าวประกาศให้รู้กันโดยทั่ว หรือนำเรื่องนี้ไปพูดกับท่านปูั่เชวีย!
โบราณว่า ฟั้า ดิน ผู้ปกครอง บิดา มารดา อาจารย์ เป็นสิ่งที่ควรเคารพ และเชื่อฟัง แต่ปกติแล้วเชวียหย่งเฉียงไม่
ค่อยจะกลัวใครหน้าไหนอยู่แล้วยกเว้นฝั่าบาทกับท่านพ่อของเขา!
เมื่อซานอี๋เหนียงเห็นทุกคนเงียบนิ่งไม่พูดไม่จาจึงหันไปถามซุนอวี่ขึ้นว่า “อวี่เอ๋อร์ เมื่อครู่เจ้าพูดว่าไห่ถังเป็นคน
บอกให้เจ้ามารอตรงนี้ใช่ไหม?”
“เรียนท่านปั้า ใช่แล้วขอรับ!” เขาพยักหน้าตอบรับ พลางเพ่งมองไปที่ไห่ถังที่ยืนหลบอยู่ด้านหลังเชวียหนิงหราน
แล้วพูดเสริมขึ้นอีกประโยค “ตอนที่หลานไปหาไห่ถังนั้น นางกำลังถูกคุณหนูรองทรมานจนบาดแผลเต็มเนื้อเต็ม
ตัวไปหมด อีกทั้งยังบอกว่าคุณหนูรองกีดกันนาง หลานคิดว่าจะได้แต่งงานกันอยู่แล้ว การได้พูดคุยกันจึงไม่ได้เสียหาย
อะไรขอรับ!”
เชวียหย่งเฉียงได้ฟังที่ซุนอวี่เล่าสีหน้าก็เปลี่ยนไปอีก หันมองบุตรสาวถามขึ้นเสียงดัง “หรานเอ๋อร์ เจ้าทรมานบ่าว
รับใช้อย่างนั้นหรือ?”
เชวียหนิงหรานตอบด้วยสีหน้างงงวย “เรียนท่านพ่อ ลูกไม่เคยทำเช่นนั้นเลยนะเจ้าคะ!”
ใครเป็นคนพูดว่านางทรมานบ่าวรับใช้ เชวียหนิงหรานแม้เป็นคนปากแข็ง แต่ภายในใจกลับดีเป็นที่สุด สำหรับ
นางแล้วบ่าวรับใช้ที่เติบโตมาด้วยกัน นางจะยิ่งดูแลเป็นพิเศษไม่ต้องพูดถึงว่าจะทรมานเลย ต่อให้จะมีการต่อว่าอย่าง
รุนแรงก็สามารถนับครั้งได้ คนในจวนเชวียต่างรู้กันทั่วว่าบ่าวรับใช้เรือนคุณหนูรองนั้นสุขสบายมากที่สุด เช่นนั้นจะมีการ
ตบตีบ่าวรับใช้ได้อย่างไรกัน?
ซุนอวี่ได้ยินที่เชวียหนิงหรานพูดก็รีบลุกขึ้นมาทันที เขาพูดด้วยความโกรธว่า “เหอะ! เจ้ายังกล้าปฏิเสธอีกหรือ
เช่นนั้นเรียกไห่ถังมาสอบถามเสียหน่อยจะเป็นไรไป”
เชวียหนิงหรานฟังแล้วพลันลมออกหูในทันที นางชี้นิ้วไปที่หน้าซุนอวี่ “เจ้ากล้าใส่ร้ายทำร้ายชื่อเสียงคุณหนูอย่าง
ข้าหรือ?”
[1] ปีเชี่ย หมายถึง สรรพนามที่ฮูหยินและอนุภรรยาเรียกแทนตนเอง