การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 262 ซานอี๋เหนียงบาดเจ็บ
ด้านฮูหยินเชวียเมื่อเห็นฮูหยินเนี่ยอารมณ์ขุ่นมัวถึงขีดสุด ก็หันไปเร่งสั่งบ่าวรับใช้ให้ช่วยพยุงเนี่ยไฉ่เยวี่ย แล้วรีบ
ไปเชิญท่านหมอมารักษา ด้วยความลนลานกลัวว่าจะเกิดอะไรขึ้น ภายในห้องจึงดูวุ่นวายไปหมด
เดิมทีฮูหยินเนี่ยก็ไม่ชอบใจเรื่องที่เกิดก่อนหน้านี้อยู่แล้ว เพียงแต่นางคิดไม่ถึงว่าเชวียหย่งเฉียงผู้นี้จะช่างเลวทราม
ได้มากถึงเพียงนี้
ครั้นฮูหยินเชวียจัดแจงทุกอย่างในห้องเรียบร้อย ก็รีบรุดไปพูดอย่างละอายใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับฮูหยินเนี่ยทันที
“เรื่องในวันนี้เป็นความผิดของข้าทั้งหมด! ข้าต้องขออภัยจากใจจริงที่ไฉ่เยวี่ยมาได้รับบาดเจ็บและสลบไปในจวนข้า เวลา
คงไม่อาจย้อนกลับมาใหม่ได้แล้ว ประเดี๋ยวรอให้ท่านหมอรักษาเรียบร้อยและมั่นใจว่าไฉ่เยวี่ยปลอดภัยก่อนค่อยกลับ
จวนเนี่ยก็แล้วกัน”
ฮูหยินเนี่ยรับรู้ได้ถึงความรู้สึกผิดของฮูหยินเชวีย ทั้งยังรู้ถึงความหนักใจของฮูหยินเชวียที่ทำได้เพียงมองดูเชวีย
หย่งเฉียงจัดการเรื่องราวต่างๆ ด้วยความไม่เป็นธรรม เอ่ยขึ้นอย่างเศร้าใจ “เชี่ยเสินกลับไปแล้ว คงจะต้องนำเรื่องนี้ไป
รายงานท่านพี่ ที่ไฉ่เยวี่ยได้รับบาดเจ็บที่จวนเชวีย อีกทั้งบ่าวรับใช้จวนเนี่ยก็ถูกลวนลามยํ่ายี เรื่องนี้ท่านพี่ของข้าคงจะ
ต้องไปกราบทูลฝั่าบาทให้ช่วยทวงความยุติธรรมด้วย!”
เมื่อฮูหยินเนี่ยยังยืนกรานในคำพูดเช่นนี้ ฮูหยินเชวียก็ได้แต่โกรธเชวียหย่งเฉียงที่ไม่รู้จะจัดการเรื่องนี้อย่างเหมาะ
สม และรำคาญซานอี๋เหนียงที่พูดพล่ามไปเรื่อย จนฮูหยินเชวียรู้สึกเหนื่อยล้าจนพูดไม่ออก
เหนื่อย……เหนื่อยล้าเหลือเกิน
ในชีวิตของนางเมื่ออายุครบสิบหกปีก็แต่งเข้าจวนเชวีย ได้รักษาชื่อเสียงและเกียรติมาโดยตลอด อีกทั้งสิ่งที่ได้รับ
การอบรมสั่งสอนมาอย่างเคร่งครัด คือการให้กตัญูต่อพ่อแม่สามีซึ่งนางก็ทำได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง ส่วนหน้าที่ดูแล
จัดการจวนก็ทำได้อย่างเรียบร้อย สิ่งสำคัญที่สุดในการสืบเชื้อสายของตระกูลเชวียนางก็ทำได้ตั้งแต่เข้าเรือนมาเพียงสอง
ปี จนได้ให้กำเนิดบุตรชายภรรยาเอกสองคน ตามด้วยบุตรสาวภรรยาเอกอย่างเชวียหนิงหรานอีกคน เพียงเท่านี้ตำแหน่
งของฮูหยินเชวียก็มั่นคงไม่สั่นคลอนและมีใครมาแทนที่ได้แล้ว
หากพูดตามหลักแล้วภรรยาเอกเช่นนี้ควรได้รับความเคารพจากสามีและคนรอบข้างอย่างที่สุด แต่สุดท้ายสิ่งที่
นางมีนั้นคืออะไรกันแน่!
เชวียหย่งเฉียงทำแต่เอาหูไปนาเอาตาไปไร่ ไม่ห้ามปรามความหยิ่งยโสของอี๋เหนียงในการทำเรื่องชั่วร้ายต่างๆ
แม้แต่น้อย
แต่ไหนแต่ไรมาฮูหยินเชวียทำเพื่อสามีของนางและบุตรชายบุตรสาวมาโดยตลอด แต่ในสายตาของสามีกลับไม่มี
นางอยู่ในสายตาแม้เพียงเศษเสี้ยว นางลอบถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่ง สายตายังคงจดจ้องอยู่ที่ผู้เป็นสามีที่กำลัง
ปลอบใจอนุภรรยาอยู่เบื้องหน้า ไร้ซึ่งคำพูดใดจากปากนาง ได้แต่มองไปทางฮูหยินเนี่ยแล้วยกยิ้มขึ้นด้วยความเหนื่อยล้า
เต็มประดา เอ่ยขึ้น
“เช่นนั้นก็ตามใจฮูหยินเนี่ยเถิด!”
เมื่อฮูหยินเชวียพูดจบก็ขอตัวออกไป ทางด้านเชวียหย่งเฉียงกลับเบิกตาโตขึ้นมาอย่างตระหนกตกใจ
ฮูหยินเชวียกล่าวว่านางไม่อยากยุ่งกับเรื่องนี้อีกแล้ว แต่เรื่องในจวนเชวียเป็นนางที่คอยดูแลจัดการในทุกเรื่อง
หากนางไม่รับผิดชอบเรื่องฮูหยินเนี่ย หรือว่าอยากให้เรื่องนี้ไปถึงพระกรรณของฮ่องเต้อย่างนั้นหรือ?
สำหรับเชวียหย่งเฉียงนั้นย่อมหวาดกลัวฮ่องเต้เป็นธรรมดา แต่สิ่งที่เขากลัวที่สุดกลับเป็นการขายหน้าต่อหน้า
บรรดาขุนนางอื่น อีกอย่างคนอย่างเขาไม่อยากล่วงเกินตระกูลเนี่ย
ด้านฮูหยินเนี่ยที่เอ่ยขอตัวลาฮูหยินเชวียกำลังหมุนตัวพาบ่าวรับใช้ของนางเดินออกไป
เชวียหย่งเฉียงเห็นว่าคราวนี้ฮูหยินเนี่ยเดินออกไปแล้วจริงๆ จึงหันขวับกลับมาทางฮูหยินเชวียกัดฟันพูดใส่ว่า “ฮู
หยิน เรื่องนี้เจ้าจะไม่จัดการจริงๆ อย่างนั้นหรือ?”
อีกฝั่ายชะงักฝีเท้า พูดขึ้นโดยไม่หันหลังกลับมามอง “เรื่องนี้เป็นท่านพี่ที่ทำผิดเอง ไม่ใช่เชี่ยเซินไม่อยากจัดการ
แต่เพราะเกินความสามารถของเชี่ยเซินแล้วต่างหาก!”
เชวียหย่งเฉียงพลันเดือดดาลขึ้นทันที จึงตอบอย่างไม่สบอารมณ์เป็นที่สุด “ฮูหยิน ทำไมเจ้าถึงได้พูดปัดความรับ
ผิดชอบถึงเพียงนี้? ในจวนเชวียแห่งนี้เป็นเจ้าที่ดูแลจัดการเรื่องราวทั้งหมด!”
ฮูหยินเชวียหันหลังกลับมามองหน้าเชวียหย่งเฉียงพลันยกยิ้มมุมปาก “ท่านพี่ยังไม่รู้หรอกหรือ ว่าเชี่ยเซินมีหน้าที่
ดูแลจัดการจวนเชวีย?”
บีบบังคับหัวหน้าบ่าวรับใช้ของบุตรสาวให้แต่งงานโดยไม่สนใจคำทัดทาน ชื่นชมเชื่อฟังอี๋เหนียงโดยไม่สนใจใคร
หน้าไหน บุตรสาวลูกภรรยาเอกได้รับการดูถูกดูแคลน ท่านพ่ออย่างเขากลับไปช่วยคนอื่น การมีสามีและท่านพ่อเช่นนี้
สมควรแล้วที่มีแต่ความอ่อนกายอ่อนใจไม่ใช่หรือ?
เชวียหย่งเฉียงพลันตกใจกับสีหน้าและสายตาของนาง
หลายปีมานี้ต่อหน้าเขานั้น ฮูหยินเชวียมักแสดงออกว่าเข้มแข็ง มีความสามารถสูงจนได้รับความชื่นชมจากท่านปูั่
ท่านย่าไม่ขาดปาก บุตรชายบุตรสาวก็ต่างเชื่อฟัง อีกอย่างหากทำสิ่งใดก็จะชัดเจนแจ่มแจ้ง ดังนั้นเมื่อวันเวลาผ่านไป
ยาวนาน เชวียหย่งเฉียงย่อมคิดว่าฮูหยินของเขานั้นเป็นเหมือนท่อนเหล็กที่แข็งทื่อไร้ชีวิตชีวา
ไม่นานหลังจากนั้นเชวียหย่งเฉียงก็ไม่อาจทนความเหงาได้จึงค่อยๆ รับอนุภรรยามากมาย พวกนางแต่ละคนถ้า
ไม่มีใบหน้างดงาม ก็จะแฝงไว้ด้วยมารยาแพรวพราว ซึ่งแตกต่างกับฮูหยินเชวียโดยสิ้นเชิง ยิ่งนานวันเข้าพวกนางต่างใช้
เล่ห์เหลี่ยมร้องไห้บ้างต่อว่าบ้างให้เชวียหย่งเฉียงได้รับรู้ จึงทำให้เขาคิดว่าฮูหยินของเขานั้นใช้อำนาจบาตรใหญ่เกินตัว
ดังนั้นเขาจึงเริ่มที่จะออกหน้าต่อว่าภรรยาเอก โดยคิดเสมอว่าทุกเรื่องล้วนแล้วแต่เป็นความผิดของฮูหยินเชวีย ไม่ใช่
ความผิดของบรรดาอนุภรรยาแม้แต่เรื่องเดียว
แต่ว่าวันนี้สิ่งที่เชวียหย่งเฉียงเห็นจากแววตาของฮูหยินเชวีย กลับเป็นความอ่อนแอบอบบางภายใต้แสงตะวันที่
สาดส่องระยิบระยับ เมื่อมองลึกลงไปในแววตานั้นเขากลับเห็นรอยแผลที่บาดลึกลงไปจนไม่อาจทำให้กลับมาเป็นดังเดิม
ได้
ฮูหยินเชวียอายุมากขึ้นแล้ว
ใบหน้าที่งดงามและมืออันอ่อนนุ่มของนางไม่ได้เต่งตึงเหมือนในวันวานอีกต่อไปแล้ว แม้กระทั่งดวงตาก็มีรอยย่น
บางๆ เกิดขึ้น
วันเวลาช่างพรากความหนุ่มสาวของผู้คนไปฉันใด
ความหล่อเหลาและความสวยงามก็เป็นสิ่งที่ไม่จีรังยั่งยืนฉันนั้น
เพียงชั่วพริบตาเดียว เชวียหย่งเฉียงกลับรู้สึกขึ้นมาว่าเขานั้นติดค้างฮูหยินเชวียไว้มากมายเหลือเกิน
เขาขจัดอารมณ์อคติทั้งหมดทิ้งไปแล้วก้าวเดินไปด้านหน้า เอ่ยปากเรียกนางขึ้นว่า “ฮูหยิน!”
นางหันหน้ากลับมามองพร้อมกับดวงตาที่แดงกํ่า เห็นได้ชัดว่านางเพิ่งจะร้องไห้ไปเมื่อครู่นี้เอง
ภายใต้จิตสำนึกของเชวียหย่งเฉียงเมื่อเห็นเช่นนั้น ก็ยื่นมือขึ้นไปเช็ดคราบนํ้าตาให้ฮูหยินเชวียอย่างเบามือ “ฮู
หยินทำไมถึงร้องไห้เล่า?”
ฮูหยินเชวียทั้งตกตะลึงและประหลาดใจกับสิ่งที่เห็นอยู่เบื้องหน้า… หลายปีมาแล้ว ตั้งแต่ที่แต่งงานเข้าหอในวัน
นั้น นางก็ไม่เคยได้เห็นสายตาที่อ่อนโยนของเชวียหย่งเฉียงอีกเลย
นํ้าตาของนางกลับพรั่งพรูไม่หยุดหย่อน พร้อมกับสะอึกสะอื้นขึ้นว่า “ท่านพี่!”
ความไม่เป็นธรรมและหลายสิ่งที่มิอาจเอื้อนเอ่ยออกมาได้ ภายในใจของนางเจ็บปวดรวดร้าวจนไม่เหลือที่ว่าง
และนี่เป็นครั้งแรกที่คนแข็งแกร่งอย่างฮูหยินเชวียร้องไห้ออกมาเหมือนเด็กน้อยต่อหน้าผู้เป็นสามี
เชวียหย่งเฉียงนั้นเเค่เพียงเห็นดวงตาที่แดงกํ่าของนางก็ชาไปทั้งตัว เขาเอื้อมมือขึ้นลูบหัวของฮูหยินเชวียแล้วดึง
นางเข้ามาในอ้อมอกอย่างเบามือ แล้วพูดเสียงอ่อนโยน “ฮูหยิน……ไม่ต้องร้องแล้ว!”
ไหล่ของเชวียหย่งเฉียงไม่ได้แข็งแกร่งกำยำเหมือนวันวานแล้ว ทว่ากลิ่นของเขานั้นยังเป็นสิ่งที่ฮูหยินเชวียคุ้นเคย
อยู่ในความทรงจำ
เมื่อซานอี๋เหนียงเห็นเชวียหย่งเฉียงดึงฮูหยินเข้ามากอดในอ้อมอกด้วยความรักที่ออกนอกหน้า นางจึงได้แต่บิด
ผ้าเช็ดหน้าอย่างแรงจนเกือบจะขาด
ถ้าเกิดฮูหยินเชวียได้ใจของเชวียหย่งเฉียงกลับมา ซานอี๋เหนียงกับบุตรสาวก็อาจจะไม่มีที่พึ่งอีกต่อไป ถ้าใครไม่
เป็นอนุย่อมไม่เข้าใจหัวอกของอนุหรอกว่าฐานะต้อยตํ่าเพียงใด หากต้องการให้คำพูดมีอำนาจก็คงต้องใช้สติปัญญา แรง
กายแรงใจและเล่ห์เหลี่ยมในการช่วงชิงมา
ไม่… จะให้เป็นอย่างนั้นไม่ได้เด็ดขาด! สิ่งที่ต้องการก็ได้มาแล้ว จะยอมให้หลุดจากมือไปได้อย่างไร
สายตาของซานอี๋เหนียงจ้องเขม็งด้วยความโกรธเคือง
นางเดินขึ้นไปด้านหน้าพูดกับเชวียหย่งเฉียง ในใจของนางตอนนี้มีความคิดหนึ่งผุดขึ้นมา ทำอย่างไรก็ได้ไม่ให้สามี
ภรรยาคู่นี้กลับมามีความรู้สึกรักใคร่หวนกลับมา จะต้องทำให้ทั้งคู่แยกจากกัน
จากนั้นสิ่งที่ไม่มีคาดคิดก็เกิดขึ้น… ซานอี๋เหนียงล้มลงบนพื้นขณะที่เดินขึ้นไปหาเชวียหย่งเฉียงดัง “ตุบ”
ทางเดินหินนั้นปกติก็ลื่นอยู่แล้ว และยิ่งปกคลุมไปด้วยหิมะที่จับตัวอีก หากเดินไม่ระวังเหมือนซานอี๋เหนียงก็จะ
ล้มลงและใบหน้าจะไถลไปชนกับต้นสน