การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 263 คืนดี
ในชั่วพริบตาเดียวใบหน้าที่เต่งตึงของซานอี๋เหนียงก็ไถลไปกระแทกกับต้นสนที่อยู่ไม่ห่างจากพื้นทางเดิน นาง
พยายามคว้ากิ่งสนเพื่อประคองตัวขึ้นมา แต่ขาที่สั่นอย่างอ่อนแรงกลับทำให้นางล้มลงไปอีกครั้ง
กิ่งสนน้อยใหญ่หยาบกร้านทิ่มแทงผิวที่อ่อนนุ่มของซานอี๋เหนียงเข้าไป ทว่านางยังไม่ทันร้องไห้หรือเอื้อนเอ่ยคำ
ใด ก็เป็นลมล้มสลบลงไปบนพื้นแทน
ซานอี๋เหนียงเพียงรู้สึกว่าตัวนางเหมือนเป็นส่วนเกินของสองคนนั้น
บ่าวรับใช้คนอื่นในจวนต่างก็ได้ถอยออกไปนานแล้ว จะเหลือก็เพียงเชวียหย่งเฉียงกับฮูหยินเชวียที่ยืนกอดกัน
ร้องไห้ ส่วนต้วนชิงหมิงกับเชวียหนิงหรานก็หลบซ่อนตัวจับมือกันอยู่หลังพุ่มไม้ที่อยู่ห่างออกไป
ในที่สุดเชวียหย่งเฉียงก็คิดได้แล้วว่า ฮูหยินเชวียที่จัดการดูแลจวนผู้นี้ไม่ได้รับความเป็นธรรมมานานนับสิบปี วันนี้
เขาได้รู้ซึ้งถึงความดีของนางเสียที เช่นนั้นในวันข้างหน้าชีวิตคงจะดีขึ้นตามลำดับ
เมื่อฮูหยินเชวียร้องไห้จนพอใจแล้ว ถึงได้รู้ตัวว่าอยู่ในอ้อมอกเชวียหย่งเฉียง ทันใดนั้นหน้าของนางก็แดงขึ้นด้วย
ความเขินอาย รีบผละตัวออก พูดอย่างเก้อเขินว่า “ท่านพี่อย่าสิ เด็กๆ ดูอยู่ข้างๆ นะเจ้าคะ!”
เชวียหย่งเฉียงอมยิ้มขึ้นมาอย่างนึกไม่ถึงว่าฮูหยินของเขาจะหน้าบางถึงเพียงนี้ เพราะเขาไม่ได้สังเกตว่ามีใครอยู่
แถวนี้ตั้งแต่แรก พลันรู้สึกถึงหัวใจที่เต้นแรงจนเผลอกระชับมือที่จับฮูหยินเชวียไว้จนแนบแน่น “เช่นนั้น ถ้าอยากจะดูก็
ปล่อยให้ดูไป ฮูหยินของข้า ข้าอยากจะทำอะไรก็ไม่ถือว่าทำเกินไปหรอก……”
หญิงสาวกำลังจะพูดบางสิ่ง แต่หางตาของนางกลับเห็นซานอี๋เหนียงล้มลงบนพื้นจึงจับมือของเชวียหย่งเฉียงแน่น
ขึ้นแล้วพูดอย่างตกใจ “ท่านพี่ ซานอี๋เหนียงล้มเจ้าค่ะ”
เชวียหย่งเฉียงรู้ถึงมารยาของซานอี๋เหนียงเป็นอย่างดีจึงไม่ได้รู้สึกแปลกใจอะไร “ใช่แล้ว ที่นี่บ่าวรับใช้มากอยู่ ให้
พวกบ่าวแบกนางกลับไป ส่วนฮูหยินนั้นเดินไปกับข้าเถิด ข้ายังมีเรื่องที่อยากคุย มีสิ่งที่อยากทำกับฮูหยินอีกมากทีเดียว”
คำพูดของเขาฟังดูแล้วคลุมเครืออยู่มาก จนใบหน้างามระเรื่อไปด้วยสีแดง ฮูหยินเชวียที่หน้าตางดงาม ผิวพรรณ
ขาวผ่องเป็นยองใย แม้ความสวยอาจเทียบไม่ได้กับอดีต แต่เมื่อได้ใกล้ชิดร่างอรชรอวบอิ่มของความเป็นผู้ใหญ่ก็สามารถ
ดึงดูดความสนใจให้เชวียหย่งเฉียงลุ่มหลงจนมือไม้อ่อนระทวยได้ไม่ยาก
เสียงบ่าวรับใช้ร้องเอะอะด้วยความตกใจจากทางด้านหลัง และแบกซานอี๋เหนียงกลับเรือนไปอย่างรวดเร็ว… นาง
เป็นอี๋เหนียงที่เชวียหย่งเฉียงโปรดปรานมากที่สุด ด้วยนิสัยที่เจ้าคิดเจ้าแค้นของนางจะต้องทำให้ทั้งสองคนอยู่ไม่เป็นสุข
อย่างแน่นอน
เชวียหย่งเฉียงมองไม่เห็นเลือดที่ไหลซึมออกมาจากซานอี๋เหนียงเนื่องจากต้นสนบัง เขากลับคิดว่าซานอี๋เหนียง
กำลังหึงหวงเขาจึงเสแสร้งแกล้งทำ ยิ่งทำให้เขารู้สึกไม่พอใจ ขมวดคิ้วขึ้นพูดอย่างรำคาญ “นี่เป็นมารยาที่นางใช้เรียก
ร้องความสนใจ ฮูหยินอย่าได้สนใจไปเลย!”
“ท่านพี่แม้ว่าซานอี๋เหนียงจะเป็นเพียงอนุ แต่นางนับได้ว่าเป็นคนหนึ่งในจวนเหมือนกัน อีกอย่างนางก็ปรนนิบัติ
ท่านพี่มานาน หากนางเป็นอะไรขึ้นมาจริงละก็ เชี่ยเสินจะไม่มีทางเพิกเฉยเป็นอันขาด!” ฮูหยินเชวียพูดอย่างจิตใจเป็น
ธรรม
แววตาและความกังวลที่ฮูหยินเชวียมีออกมานั้น ล้วนไม่ได้มาจากการเสแสร้งแกล้งทำ จึงทำให้เชวียหย่งเฉียงรู้สึก
อึ้งไปชั่วขณะ
เขานึกไม่ถึงว่าภายในใจของฮูหยินเชวียจะมองอนุเหล่านี้เป็นครอบครัวเดียวกัน!
เขายิ่งกระชับมือของฮูหยินเชวียไว้แน่น มองสบตาอีกฝั่ายนิ่งนาน พลางเรียกชื่อที่เขาไม่ได้เอื้อนเอ่ยมานานเท่าไร
ก็สุดที่จะรู้ “เสี่ยวอิ๋น เจ้าไม่ถือสาที่พวกอี๋เหนียงอยู่ในจวนเดียวกับเจ้าอย่างนั้นหรือ?”
แววตาของฮูหยินเชวียสั่นไหวระริก จะไม่ถือสาได้อย่างไร? พวกนางนั้นต่างถูกแบกเข้ามาในจวนทีละคนๆ เพื่อ
ช่วงชิงความรักและความสุขที่ฮูหยินเชวียควรได้รับ
เช่นนั้นจะไม่ให้นางถือสาได้อย่างไร?
ตั้งแต่ที่พวกนางเหล่านั้นย่างกรายเข้ามาในจวน ความสุขที่ฮูหยินเชวียเคยได้รับก็พลันมลายหายสิ้นไปในพริบตา
เพียงแต่จะมีประโยชน์อันใด เพราะชีวิตก็ต้องดำเนินต่อไป หากเก็บมาคิด มาใส่ใจก็รังแต่จะมีความเจ็บปวด ทุกข์ระทม
เท่านั้นเอง
นางมองไปที่เชวียหย่งเฉียงตรงๆ ถอนหายใจออกอย่างเชื่องช้า เอื้อนเอ่ยวาจา “หากท่านพี่จะให้เชี่ยเสินพูดความ
จริงละก็ คงพูดได้เพียงว่าถือสาเจ้าค่ะ……”
สายตาของเชวียหย่งเฉียงหยุดชะงักไปครู่หนึ่ง มือที่กุมอยู่ค่อยๆ คลายออก… หรือว่าฮูหยินจะเป็นดั่งที่พวกอนุ
พูดกัน?
เขาหยุดชะงัก ขมวดมุ่นคิ้วขึ้นทันที ทว่าการเปลี่ยนแปลงพวกนี้มีหรือจะเล็ดลอดสายตาของผู้เป็นเอกภรรยา นาง
ถอนหายใจเฮือกใหญ่เบาๆ ก่อนจะเอ่ยขึ้น “แต่ว่าพวกนางนั้นจะมีความผิดได้อย่างไรกัน พวกนางเพียงอยากได้ความรัก
และความสนใจจากท่านพี่บ้างก็เท่านั้น ฉะนั้นหากพูดจากใจจริง เชี่ยเสินก็เข้าใจพวกนางจึงไม่ได้กลั่นแกล้งพวกนาง!”
ชายหนุ่มได้ฟังพลันหายใจติดขัดไม่ทั่วท้อง เขากวาดสายตามองไปที่ฮูหยินเชวียและพูดด้วยความรักใคร่ “โชคดี
เหลือเกินที่ข้าได้แต่งงานกับฮูหยินที่ดีอย่างเจ้า!”
แม้จะรู้ตัวช้าไปเสียหน่อย แต่ก็ถือว่าดีกว่าไม่รู้เป็นไหนๆ
ในตอนนี้เองหัวหน้าบ่าวรับใช้ที่ชื่อชุนเอ๋อร์ของซานอี๋เหนียง เมื่อได้เห็นเชวียหย่งเฉียงยืนอยู่ไม่ไกล รีบตะโกนขึ้น
มาอย่างร้อนใจ “นายท่านแย่แล้วเจ้าค่ะ ซานอี๋เหนียงเลือดไหลเต็มไปหมดแล้วเจ้าค่ะ!”
เมื่อพูดได้ไม่ถึงครึ่ง เสียงนั้นก็เงียบหายไป ชุนเอ๋อร์เบิกตาโตร้องออกมาด้วยความตกอกตกใจ อ้าปากกว้างค้าง
อยู่อย่างนั้น จนสามารถเอาไข่ไก่ยัดลงไปได้ทั้งฟอง
อันที่จริงไม่ว่าจะเป็นชุนเอ๋อร์หรือบ่าวคนไหนก็ตาม หากเห็นนายท่านที่ปกติจะเคร่งขรึมดุดัน จับมือของฮูหยินเช
วียหัวเราะพูดคุยอย่างเบิกบานใจ ย่อมต้องประหลาดใจกับสิ่งที่ไม่เคยเห็นมาก่อน
ฮูหยินเชวียอยู่ที่นี่ การที่ชุนเอ๋อร์ส่งเสียงดังโวยวายก็ไม่มีประโยชน์อันใด
เชวียหย่งเฉียงหันไปต่อว่าชุนเอ๋อร์แล้วกลับมาดูฮูหยินเชวียอย่างเป็นห่วงเป็นใย เพราะกลัวว่าฮูหยินจะหาโอกาส
ลงมือกับชุนเอ๋อร์ แต่สิ่งที่คาดไม่ถึงคือฮูหยินเชวียทำเพียงสะบัดมือและพูดเสียงเรียบ “เจ้ากลับไปบอกซานอี๋เหนียง อีก
ประเดี๋ยวนายท่านจะไปดูนาง!”
นางได้ฟังก็ถึงกับโล่งใจเหมือนยกภูเขาออกจากอก รีบโค้งคำนับแล้วเดินจากไป
ชุนเอ๋อร์ในเวลานี้ทราบแล้วว่าเหตุใดซานอี๋เหนียงเมื่อได้สติขึ้นมาก็เอาแต่กรีดร้อง ที่แท้ก็ทนเห็นนายท่านกับฮู
หยินพลอดรักไม่ได้นี่เอง!
หากคิดอย่างถี่ถ้วนแล้วนั้น ฮูหยินคืนดีกับนายท่านแล้วละก็ ชีวิตในวันข้างหน้าของซานอี๋เหนียงจะเป็นเช่นไร?
ชุนเอ๋อร์รู้ดีว่าซานอี๋เหนียงมีนิสัยแข็งกร้าวจึงไม่มีทางยอมให้นายท่านกับฮูหยินมีความสุขกันเป็นแน่ เห็นทีในจวนเชวีย
ต้องมีเรื่องสนุกก็เกิดอย่างเลี่ยงไม่ได้เสียแล้ว
แต่นี่เป็นเรื่องของบรรดาเจ้านาย นางเป็นเพียงบ่าวรับใช้ตัวเล็กๆ จะมีสิทธิ์พูดอะไรได้เล่า
หลังจากชุนเอ๋อร์ออกไปแล้ว เชวียหย่งเฉียงก็พูดอย่างไม่สบอารมณ์ “ข้าอยากจะอยู่กับฮูหยินอย่างนี้ต่อไปอีก
หน่อย ไม่อยากไปดูซานอี๋เหนียงเลยแม้แต่นิดเดียว”
อีกฝั่ายได้ฟังก็อ้าปากค้าง พลางบีบมือของเขาไว้แน่นแล้วหัวเราะขึ้น “ท่านพี่ไม่ต้องเป็นกังวลไป เชี่ยเสินจะไปกับ
ท่านพี่ด้วยเจ้าค่ะ……”
“อย่างนั้นฮูหยินจะยอมอยู่เป็นเพื่อนคุยไปนานกว่านี้จะได้หรือไม่?” เชวียหย่งเฉียงพูดด้วยความดีใจ
“เชี่ยเสินก็แล้วแต่ท่านพี่เจ้าค่ะ……”
ทั้งสองคนยิ่งเดินก็ยิ่งไปไกลมากขึ้น ระหว่างที่เดินไปลมหนาวก็พัดผ่านมาปะทะคนทั้งสองทำให้ได้ยินเสียงที่
สนทนาได้ไม่ค่อยชัดถ้อยชัดคำเสียเท่าไร
เมื่อเชวียหนิงหรานกับต้วนชิงหมิงที่หลบอยู่ตรงพุ่มไม้เดินออกมา หลังจากที่เห็นเชวียหย่งเฉียงกับฮูหยินเชวียเดิน
ไปไกลแล้ว
เด็กสาวทั้งสองคนจับมือกันแกว่งไปมาด้วยความตื่นเต้นดีใจ “ชิงหมิง ชิงหมิง เจ้าเห็นแล้วหรือยัง? ในที่สุดท่าน
พ่อก็เห็นถึงความดีของท่านแม่แล้ว! ดีจริงๆ”
ต้วนชิงหมิงยิ้มไปพร้อมกับตบไปที่มือของเชวียหนิงหรานเบาๆ แล้วพูดอย่างจริงใจ “ยินดีกับพี่สาวเชวียด้วย ไม่
ช้าก็เร็วท่านลุงเชวียจะต้องเห็นความดีของท่านปั้าเชวียอยู่แล้ว……”
เชวียหนิงหรานเห็นต้วนชิงหมิงเอาแต่ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่จนไม่ยอมพูดจา ก็ยกยิ้มตามขึ้นมา ทว่าเพียงครู่เดียวก็
ปรากฏใบหน้าเศร้าหมองลงอีกครา
“เสียดายที่ไฉ๋เยวี่ยบาดเจ็บไปแล้ว”
อีกฝั่ายก็แอบถอนหายใจตามเช่นกัน พูดตามตรงนางไม่คาดคิดเหมือนกันว่าเรื่องราวจะเป็นแบบนี้ แม้ตอนนี้ฮู
หยินเชวียกับเชวียหย่งเฉียงคืนดีกันไปแล้ว……แต่ถ้าเนี่ยไฉ่เยวี่ยเป็นอะไรไป นางจะไม่มีวันให้อภัยตัวเองเด็ดขาด!
เชวียหนิงหรานจับมือของต้วนชิงหมิงเดินไปข้างหน้าพร้อมกับพูดอย่างเป็นห่วง “เห้อ! ไม่รู้ว่าเนี่ยไฉ่เยวี่ยจะกลับ
ถึงจวนหรือยัง”
ต้วนชิงหมิงเงยหน้าขึ้นทอดสายตาไปที่ห่างไกล จู่ๆ ก็ส่ายหน้าแล้วพูดออกมา “น่าจะยังไม่ถึงจวนกระมัง อย่างไร
เสีย การเป็นลมสลบไปของเนี่ยไฉ่เยวี่ยเป็นเรื่องใหญ่ที่สุดไม่มีเรื่องอื่นสำคัญกับฮูหยินเนี่ยไปกว่านี้อีกแล้ว!”