การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 264 เรื่องที่เชื่อมโยงกัน
อันที่จริงแผนในวันนี้เป็นเรื่องที่เกี่ยวโยงถึงกัน เพราะแผนการของต้วนชิงหมิงจะเล่นงานซุนอวี่ก่อน จากนั้นจะ
โยงมาถึงซานอี๋เหนียง และโยงมาถึงเชวียหย่งเฉียงเป็นคนสุดท้าย เนื่องด้วยเชวียหย่งเฉียงเป็นผู้ชายไม่เอาไหนที่เอาแต่
เชิดชูอนุไม่แยแสภรรยาเอก ฉะนั้นเขาคงไม่มีทางเชื่อไห่ถังโดยง่าย ทำให้ต้วนชิงหมิงต้องงัดไม้ตายออกมาใช้
ไม้ตายของต้วนชิงหมิงก็คือ การใช้อำนาจของท่านปูั่เชวียและท่านย่าเชวียออกมาช่วยในเรื่องนี้
ก่อนหน้านี้ต้วนชิงหมิงแอบวางแผนให้ท่านปูั่เชวียกับท่านย่าเชวียเข้ามาร่วมแสดงในละครของนางด้วย เพื่อจะได้
กดเชวียหย่งเฉียงกับซานอี๋เหนียงที่ไร้ยางอายคู่นี้ อีกทั้งหากแผนการสำเร็จยังถือเป็นการช่วยทำให้ฐานะบุตรสาวภรรยา
เอกของเชวียหนิงหรานกลับมามีอำนาจอีกครั้ง นับจากนี้ไปคงไม่มีใครหน้าไหนกล้ามาเล่นงานบ่าวรับใช้ในเรือนเชวีย
หนิงหรานได้อีกแล้ว
ในเวลานี้ท่านปูั่กับท่านย่าต่างออกหน้ามาด้วยเรื่องการหมดสติของเนี่ยไฉ่เยวี่ย อย่างไรเสียเรื่องราวต่างๆ
สามารถทำให้ผ่อนคลายลงได้ อีกทั้งเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ของจวนเนี่ยกับจวนเชวีย จึงไม่คุ้มค่าหากอี๋เหนียงที่ตํ่าต้อยจะ
นำมาซึ่งความขัดแย้งของทั้งสองจวน
ทว่าก่อนที่เนี่ยไฉ่เยวี่ยจะถูกพาตัวออกจากจวนเชวีย ท่านปูั่และท่านย่าเชวียก็มาถึงทันเวลาพอดิบพอดี เรื่องราว
ที่เกิดขึ้นแล้วย่อมมีจุดเปลี่ยนแปลงแน่นอน และเชื่อว่าฮูหยินเนี่ยจะยอมอยู่ต่อเพราะบุตรีของนางก็ยังพักรักษาตัวอยู่ใน
เรือนของผู้อาวุโสทั้งสอง
ต้วนชิงหมิงเตรียมการอย่างรอบคอบ นางจึงไม่เป็นกังวลว่าฮูหยินเนี่ยจะต้องแตกหักกับจวนเชวีย ดังนั้นนางจึง
เก็บเงียบเรื่องนี้มาตลอด ไม่ยอมบอกใคร
ต้วนชิงหมิงย้อนนึกถึงเรื่องราวอยู่ในใจ สายตาเหม่อมองไปบนพื้นหินที่ส่องประกายวาววับ ต้นสนที่ถูกหิมะ
ปกคลุมจนทุกสรรพสิ่งขาวโพลนเบื้องหน้า เพียงครู่เดียวพลันเห็นหัวคิ้วของนางขมวดเข้าหากัน คิดอะไรอยู่ก็สุดที่จะรู้
ทำไมต้วนอวี้ยังไม่มานะ?
เพราะแผนการในวันนี้ ยังมีฉากที่ต้วนอวี้ต้องร่วมแสดงด้วย
เมื่อเข้ามาในจวนเชวียแห่งนี้ ต้วนอวี้ก็เอาแต่ทำตัวติดหนึบกับเชวียจื่อซวนและเชวียหนิงซวน อ้างว่าจะไปขอ
ความรู้ แต่ที่จริงแล้วกลับไปหาเพื่อนเล่นต่างหาก
เชวียจื่อซวนและเชวียหนิงซวนรู้สึกซาบซึ้งใจเป็นที่สุด ที่ต้วนชิงหมิงจริงใจและดีกับเชวียหนิงหรานเรื่อยมา ผนวก
กับความเฉลียวฉลาดและความไร้เดียงสาของต้วนอวี้ ยิ่งทำให้คนที่พบเห็นเอ็นดูได้ไม่ยาก ดังนั้นคุณชายเชวียทั้งสองจึง
เป็นตัวเลือกที่ดีที่จะมาร่วมแสดงละครในวันนี้ด้วยโดยสิ่งที่คุณชายทั้งสองต้องทำคือ นำพาท่านปูั่กับท่านย่ามาให้ได้
จังหวะเวลา “โดยบังเอิญ” ที่จะทันเห็นซานอี๋เหนียงและเชวียหย่งเฉียงทำเรื่องงามหน้า
แต่ใครจะไปคาดคิดได้ว่าไม้ตายที่ตระเตรียมไว้ หมายเพื่อใช้เล่นงานซานอี๋เหนียงกับเชวียหย่งเฉียง จะกลับกลาย
เป็นการเหนี่ยวรั้งให้ฮูหยินเนี่ยและเนี่ยไฉ่เยวี่ยอยู่ในจวนเชวียต่อไป
นางคำนวณเวลาอย่างดีแล้ว แม้เรื่องนี้ท่านปูั่ท่านย่าเชวียจะเข้ามาช่วยเจรจาพูดคุยกับฮูหยินเนี่ยจนมีบรรยากาศ
ที่ดีขึ้นได้ ทว่าก็ยังไม่เห็นต้วนอวี้มาอีก ในใจของนางเริ่มร้อนรน กลัวว่าจะเกิดเรื่องอื่นขึ้นมาแทรก
ถึงตรงนี้สายตาของนางกลับแน่นิ่งอยู่ชั่วขณะ ภายในใจเร่งให้เชวียหนิงหรานรีบไปดูเนี่ยไฉ่เยวี่ยตั้งนานแล้ว… ใน
เวลานี้เอง พลันได้ยินเสียงเด็กน้อยสดใสกังวานขึ้น “พี่สาวเชวีย พี่สาวเชวีย!”
หึ! เพียงไม่กี่วันเท่านั้นเอง ชื่อพี่สาวเชวียกลับถูกเอ่ยออกมาก่อนชื่อพี่สาวแท้ๆ เจ้าน้องตัวแสบเห็นทีคงอยากแต่ง
พี่สาวเชวียเป็นภรรยาจริงสินะ!
แม้ในใจของต้วนชิงหมิงจะไม่ค่อยพอใจน้องชาย แต่ใบหน้ากลับเผยรอยยิ้มเบาบาง หมุนตัวกลับไปมองด้านหลัง
เด็กน้อยวิ่งปรี่เข้ามาเหมือนกับลิง ด้วยพื้นที่ลื่นเกือบทำให้เขาล้มคะมำลงไปกับพื้น จนต้วนชิงหมิงกับเชวียหนิง
หรานต่างตกใจบีบมือของกันและกันจนแน่น แล้วตะโกนขึ้นว่า “เจ้าช้าหน่อย ไม่ต้องรีบ ไม่ต้องรีบร้อน!”
เขายิ้มกว้างออกมาอย่างดีใจจนตาหยีไปทั้งสองข้าง ปากก็พูดตอบรับเสียงดังว่า “อืม ข้ารู้แล้ว”
พูดยังไม่ทันจบประโยค เด็กน้อยก็ล้มหน้าควํ่าไถลไปกับพื้นกลิ้งไม่เป็นท่า ต้วนชิงหมิงและเชวียหนิงหรานตก
ตะลึงอยู่ประเดี๋ยวก็หันมามองตาพร้อมกัน อ้าปากหัวเราะขึ้น “ฮ่าๆๆ!”
เด็กน้อยค่อยๆ ลุกขึ้นมา พลางเอามือเล็กๆ ปัดไปที่ก้น ยู่ปากพูดฉะฉาน “ข้าล้มตรงไหนก็จะลุกขึ้นจากตรงนั้น
เพราะข้าเป็นลูกผู้ชายที่องอาจ ไม่ทราบว่าพวกพี่จะหัวเราะอะไรกัน?”
ทั้งสองคนต่างมองตากันเมื่อได้ยินที่เขาพูด “ไอ๊หยา! เจ้าเด็กน้อยรู้จักหรือว่าลูกผู้ชายผู้องอาจเป็นยังไงกัน?”
สองสาวหัวเราะเสียงดังลั่นบริเวณ เขาจึงหน้าแดงขึ้นมา… ชายหนุ่มอายุยี่สิบอย่างเขา นึกไม่ถึงว่าจะถูกสองสาว
หัวเราะจนยิ้มไม่หุบเช่นนี้ ช่างน่าขายหน้าคนที่มาจากศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดเสียจริง
เชวียหนิงหรานหัวเราะอยู่นานสองนานกว่าจะหยุดลงได้ แล้วเดินเข้าไปโอบไหล่ของเด็กชาย “อวี้เอ๋อร์ เจ้ากับพี่
ชายเชวียทั้งสองไปเล่นกันมาสนุกหรือไม่?”
บนตัวของเชวียหนิงหรานมีกลิ่นหอมของมวลบุปผา กลิ่นนั้นโชยเข้าจมูกต้วนอวี้ยิ่งทำให้เขาลุ่มหลง… หญิงสาว
คนนี้จะต้องเป็นของเขาแต่เพียงผู้เดียว ต้องเป็นของเขาคนเดียวเท่านั้น!
เขายกยิ้มอย่างไร้เดียงสาแล้วพูดขึ้น “ดีใจมากเลย พี่ชายเชวียทั้งสองคนดีกับข้ามาก……”
รอยยิ้มหวานหยาดเยิ้มของเชวียหนิงหราน ยิ่งมองหน้าก็ยิ่งชวนให้หลงใหล
นางตั้งใจใช้แรงเขย่าไหล่เขาไปมาอย่างหยอกล้อ กลับยิ่งทำให้หัวใจของเขาเต้นระรัวไม่เป็นจังหวะ ครั้งนี้ทำให้ต้
วนอวี้รู้สึกพอใจจนต้องพูดขึ้นอีกครั้ง “แต่ว่า… ถ้าพี่สาวเชวียอยู่ด้วย อวี้เอ๋อร์คงจะดีใจมากกว่านี้อีก!”
เชวียหนิงหรานไม่เห็นว่าการเขย่าต้วนอวี้นั้นไม่เหมาะสม นางจึงยื่นมือเข้ามากอดเขาแล้วพูดยิ้มๆ “อวี้เอ๋อร์นับ
วันก็ยิ่งช่างพูดช่างเจรจานะเรา!”
ต้วนชิงหมิงยืนมองคนทั้งสองหัวเราะกันไปมาอยู่ด้านข้าง ไม่กล่าววาจา
ดูท่าแล้วเจ้าน้องชายตัวดีจะยิ่งถูกอกถูกใจเชวียหนิงหรานมากขึ้นอีกแล้วกระมัง! เพียงแต่ไม่รู้ว่าในใจของเชวีย
หนิงหรานและคนในจวนเชวียจะคิดอย่างไรกับเรื่องนี้? พวกเขาจะยอมตกลงให้เชวียหนิงหรานแต่งเข้าจวนต้วนหรือไม่?
อีกอย่างนอกจากเรื่องอายุที่มากกว่าของเชวียหนิงหรานแล้ว นางจะหวั่นไหวกับต้วนอวี้หรือไม่ ก็สุดที่จะรู้?
เรื่องทั้งหมดเป็นเพียงการคาดการณ์เท่านั้น ส่วนสุดท้ายเรื่องจะเป็นแบบไหนก็ยังไม่มีใครล่วงรู้
เมื่อเด็กน้อยได้อยู่ในอ้อมอกของเชวียหนิงหรานจนหนำใจแล้ว จึงเงยหน้ามองไปทางต้วนชิงหมิง กล่าววาจา
“ตอนนี้ฮูหยินเนี่ยอยู่ในเรือนท่านปูั่เชวีย ท่านปูั่เชวียจึงให้ข้ามาตามพวกพี่ไปหา ตอนนี้ฮูหยินเนี่ยไม่ได้โกรธแล้ว ส่วนคน
ที่ชนพี่สาวเชวียให้เป็นแบบนี้……เห็นทีจะอภัยให้ไม่ได้ขอรับ”
“เช่นนั้น พวกเราก็รีบไปกันเถอะ!” ต้วนชิงหมิงพยักหน้ารับรู้
ระหว่างที่กำลังจะหมุนตัวเดินไป พลันได้ยินเสียงเด็กชายถามขึ้น “คนที่ทำให้พี่สาวเนี่ยเป็นแผลคือ ซานอี๋เหนียง
ใช่หรือไม่ขอรับ?”
“ใช่แล้ว พวกบ่าวรับใช้พูดกันว่าบาดแผลลึกมาก กลัวว่าจะกลับมาเป็นเหมือนเดิมไม่ได้อีก!” เชวียหนิงหรานตอบ
สิ้นเสียงใส ทุกคนพลันเข้าสู่ภวังค์ ไม่มีใครเปล่งวาจา
เวลานั้นต้วนชิงหมิงพลันชะงักเท้าลง เงยหน้าขึ้นมามองเห็นต้วนอวี้กำลังมองไปทางที่ซานอี๋เหนียงล้มลง นางเห็น
ใบหน้าของเด็กน้อยปรากฏรอยยิ้มชั่วร้ายขึ้นแล้วจางหายไปอย่างรวดเร็ว
“พวกพี่วางใจได้ อี๋เหนียงคนนั้นไม่มีทางดีขึ้นได้อีกแล้ว!” ต้วนอวี้พูดขึ้น โดยใช้นํ้าเสียงที่เหมือนผู้ใหญ่โดยไม่รู้ตัว
สายตาชั่วร้ายเหี้ยมโหดกับท่าทีขึงขังนั้นเผยขึ้นมาชั่วพริบตาเดียว แต่กลับไม่พ้นสายตาของต้วนชิงหมิง ทว่านางเลือกที่
จะหันหน้ากลับไปโดยไม่ถามอะไรขึ้นอีก
เชวียหนิงหรานมองไปยังต้วนชิงหมิงเอ่ยถามขึ้น “ชิงหมิง ผึ้งพวกนั้น เจ้าใช้วิธีอะไรเรียกมาหรือ?”
นางปัดมือไปมา “ไม่ได้เรียกหรอก ข้าไม่ได้มีความสามารถพิเศษอะไรขนาดนั้นหรอก”
แต่ในความเป็นจริงแล้ว ผึ้งพวกนั้นเป็นต้วนชิงหมิงที่นำพาพวกมันมา
เป็นที่รู้กันว่าในหน้าหนาวนั้นผึ้งแทบจะไม่ออกมาหานํ้าหวาน เพราะดอกไม้ต่างก็แข็งไปหมดแล้ว หากยืนหยัดให้
ผึ้งบินออกมาจากรังก็จะเป็นการทำร้ายผึ้งให้ตายอยู่ระหว่างทางที่บินไปเก็บนํ้าหวาน โดยหากผึ้งบินออกมาร้อยตัวจะ
ต้องตายอย่างน้อยห้าสิบตัว