การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 265 ต้วนอวี้เล่นงาน
เป็นที่รู้กันดีว่าในช่วงเหมันต์ฤดู ผึ้งจะไม่ออกจากรังมาหานํ้าหวานเนื่องจากสภาพอากาศที่ไม่เอื้ออำนวย ทว่า
ภายในใจก็อดรู้สึกแปลกใจไม่ได้ ทว่าในทุกเรื่องราวย่อมมีข้อยกเว้น
ใครจะรู้! กลับมีผึ้งบางชนิดที่สามารถออกหานํ้าหวานในช่วงฤดูหนาวได้ ซึ่งผึ้งชนิดนั้นคือ ‘ผึ้งจงเฟิง’ ต้วนชิงหมิง
จึงเลือกผึ้งจงเฟิงมาใช้งานในแผนการวันนี้
นางวางแผนให้คนทานํ้าผึ้งชนิดพิเศษนี้ลงบนตัวของเสี่ยวจิ้ง แล้วให้คนเลี้ยงผึ้งจงเฟิงปล่อยพวกมันออกมาในช่วง
เวลาที่เหมาะสม เมื่อพวกมันได้กลิ่นนํ้าผึ้งจึงบินไล่ตามเสี่ยวจิ้งทันที
ทว่าปกติผึ้งจะมีการเคลื่อนไหวที่ช้าลงในช่วงฤดูหนาว ดังนั้นเสี่ยวจิ้งจึงทำท่าลนลานให้ซุนอวี่ได้เห็นจนเขาเชื่อใน
ที่สุด ยิ่งซุนอวี่มีใจอยากจะช่วยเสี่ยวจิ้งมากเท่าไร ก็ยิ่งเป็นจุดที่ต้วนชิงหมิงใช้ในการทำแผนให้สำเร็จมากเท่านั้น
ส่วนบาดแผลบนตัวของไห่ถัง ก็เป็นเพียงแผนการที่เพิ่มเข้ามา เพื่อให้ซุนอวี่ดิ้นไม่หลุด
แม้ตอนนี้ซุนอวี่จะติดกับดักแล้ว ทว่าภายในใจของต้วนชิงหมิงและเชวียหนิงหรานกลับไม่ได้ดีใจอย่างที่คิด…
เพราะคนชั่วอย่างซุนอวี่ได้ทำร้ายเพื่อนที่ดีที่สุดของพวกนางไป ต่อให้เนี่ยไฉ่เยวี่ยไม่ถือโทษโกรธ พวกนางก็ยังรู้สึกผิดใน
ใจอยู่ดี
ต้วนชิงหมิงเรียกสติกลับมาแล้วหันไปพูดกับเชวียหนิงหรานว่า “เอาล่ะ พี่สาวเชวีย อีกครู่ถ้าได้เห็นพี่สาวเนี่ยจะ
ต้องทำตัวให้เบิกบานมีความสุขเข้าไว้นะ!”
อีกฝั่ายกุมมือของต้วนชิงหมิงไว้แนบแน่น ฝืนยิ้มแห้งๆ ออกมา พยักหน้าหงึกหงัก
ด้วยไหวพริบของต้วนอวี้ที่เห็นท่าทางผิดปกติของทั้งสองคนจึงเอ่ยถาม “พี่สาวทั้งสองกำลังพูดถึงพี่สาวเนี่ยใช่
ไหมขอรับ?”
พอเชวียหนิงหรานได้ฟังก็ดูตื่นเต้นขึ้นไปอีก “ตอนนี้นางจะเป็นอย่างไรบ้างนะ?”
“พี่สาวเนี่ยตอนนี้ดีขึ้นมากแล้ว ก็แค่แปั้งที่ผัดบนใบหน้าหลุดออกมาเท่านั้นเอง พวกพี่ไม่กังวลเกินไปหรอก
หรือ?” ต้วนอวี้หัวเราะออกมา
แปั้งผัดหน้าอย่างนั้นหรือ?
มือของฮูหยินเนี่ยที่เต็มไปด้วยเลือด นั่นคือแปั้งผัดหน้าหรอกหรือ?
ตอนนี้ต้วนชิงหมิงกับเชวียหนิงหรานถึงกับชะงักตกใจระคนแปลกใจในสิ่งที่ได้ยิน ทว่าเพียงครู่เดียวก็หัวเราะขึ้น
มาพร้อมกัน เชวียหนิงหรานสะบัดผ้าเช็ดหน้าในมือแล้วพูดอย่างเจ็บใจขึ้น ทว่าริมฝีปากกลับอมยิ้มน้อยๆ “หึ! คบคนเช่น
ไรก็เป็นคนเช่นนั้น! คิดไม่ถึงเลยว่าเนี่ยไฉ่เยวี่ยก็มีเล่ห์เหลี่ยมไว้ใช้เล่นงานเหมือนกัน!”
ต้วนชิงหมิงฟังแล้วพลันขมวดคิ้วขึ้น ราวกับว่าคำพูดนี้ไม่ถูกต้อง คบคนเช่นไรเป็นคนเช่นนั้น คำพูดนี้หมายถึงใคร
หรือ? นางยกมือขึ้นนวดขมับทำท่าราวกับเวียนหัว
เพื่อเชวียหนิงหรานแล้ว เนี่ยไฉ่เยวี่ยยอมลงทุนเจ็บตัว แต่ตอนนี้กลับถูกเชวียหนิงหรานพูดว่าเป็นคนหลอกลวงไป
เสียอย่างนั้น
เชวียหนิงหรานที่เพิ่งพูดจบ เห็นต้วนชิงหมิงมีหน้าตาละม้ายเป็นกังวล จึงรู้ตัวว่านางพูดผิดไปแล้ว รีบเอ่ยขอโทษ
ขอโพย “นี่……ข้าเป็นคนไม่ดีเอง ที่ให้เจ้ากับเนี่ยไฉ่เยวี่ยต้องใช้แผนการเช่นนี้”
ต้วนชิงหมิงจ้องนิ่งๆ ไปทางเชวียหนิงหรานเพียงครู่เดียวก็หัวเราะออกมา พลางเอื้อมมือไปตบบ่าของเชวียหนิง
หรานอย่างเบามือ “ข้าไม่เคยพบเห็นผู้ใดเสแสร้งแกล้งทำได้เท่ากับเจ้ามาก่อนเลย อันที่จริงเจ้าจะบอกว่าข้าเป็นคนไม่ดี
ล่ะสิ แต่ตอนนี้ทำไมกลับบอกว่าตัวเองเป็นคนไม่ดีเองเสียแล้ว?”
เชวียหนิงหรานเบี่ยงตัวหลบมือที่จะตบไหล่นางแล้วหัวเราะขึ้น “ข้าเคยพบเคยเห็นคนที่หน้าด้านหน้าทนมามาก
ก็ยังไม่เท่ากับเจ้าเลย ที่จริงแล้วเจ้าไม่ใช่คนดีมากมายอะไร ไม่เพียงไม่ยอมรับ ยังจะทำหน้าทำตาอย่างกับเป็นคนที่ไม่ได้
รับความเป็นธรรมอย่างนั้นอีก…”
เมื่อเห็นทั้งสองคนหัวเราะและโต้เถียงกันไปมา ต้วนอวี้ที่ยืนอยู่ด้านหลังกลับมีดวงตาเลื่อนลอยเหม่อมองพื้นหิมะ
ข้างหน้า คิดสิ่งใดอยู่ก็ไม่อาจรู้ได้!
ที่แท้ในสมัยโบราณความสัมพันธ์ของผู้คนก็เป็นเช่นนี้ ถ้าเขาอยากจะบุกเบิกอาชีพอะไรสักอย่าง เห็นทีคงจะไม่ใช่
เรื่องง่าย… ต้วนอวี้เป็นคนที่มีความอดทนสูงและไม่กลัวที่จะต้องรอคอย แต่เขากลัวว่าเชวียหนิงหรานจะทนรอเขาไม่ไหว
ต่างหาก
ทว่า สำหรับคนที่ข้ามเวลามาอยู่ในร่างของเด็กน้อยคนหนึ่ง เขาจะต้องทำอย่างไรถึงจะเป็นที่ยอมรับนับถือของ
ผู้คน
เห็นทีจะต้องใช้ทางลัดอื่นแล้วจริงๆ
ทางลัดอื่น?
ต้วนอวี้ยกมือขึ้นเคาะหัวของเขาเองพร้อมกับขมวดคิ้วน้อยๆ ครุ่นคิดอย่างละเอียดอยู่นานสองนาน เพียงแวบ
เดียวในมโนความคิดพลันเกิดภาพคนคนหนึ่งลอยปรากฏขึ้นมา… ใช่แล้ว! ยังมีองค์ชายท่านหนึ่งที่รํ่ารวยเงินทองและยัง
เป็นถึงขุนนางขั้นสองอีกด้วย
นอกจากจะมีเงินเป็นถุงเป็นถังและเป็นขุนนางขั้นสองแล้ว เหตุผลที่สำคัญที่สุดที่ต้วนอวี้เลือกนั้นคือ คนคนนั้น
ชอบพอต้วนชิงหมิงผู้เป็นพี่สาวของเขา
ไม่ต้องเอ่ยก็ทราบได้ทันทีว่าคนที่ต้วนอวี้กล่าวถึงนั้นเป็นใครไปไม่ได้ นอกจาก……เหยียนหลิ่งอวี๋!!!
ฮ่าๆ! แม้พี่สาวในยุคโบราณของเขาจะเป็นคนเฉิ่มหัวโบราณ ส่วนเหยียนหลิ่งอวี๋เป็นคนสายตากว้างไกล แต่ว่าต้
วนอวี้ที่มาจากโลกในศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดนั้นย่อมมีสายตาแหลมคมดุจเหยี่ยวที่กำลังออกล่า เขาสามารถมองทะลุทะลวง
จนรู้ว่าองค์ชายท่านนี้ชอบพอกับพี่สาวของเขาที่ชื่อ… ต้วนชิงหมิง!!!
ดังนั้นถ้ามีของดีเข้ามาแล้วไม่คว้าเอาไว้ใช้ก็คงเสียเปล่า เด็กน้อยตัดสินใจแน่วแน่ ในก้าวต่อไปของเขาจะต้องไป
หาองค์ชายสามเหยียนหลิ่งอวี๋เพื่อปรึกษาหารือถึงแผนการอันยิ่งใหญ่!
แววตาครุ่นคิดเมื่อครู่พลันมลายหายไปจากดวงตาน้อยๆ ของต้วนอวี้ เขารู้สึกสบายอกสบายใจขึ้นมาทันทีเมื่อ
นึกถึงแผนการในอนาคต พลางใช้มือน้อยๆ จับมือของเชวียหนิงหรานไว้แนบแน่น
การมาของต้วนอวี้ในวันนี้ก็เพื่อช่วยให้แผนการที่ต้วนชิงหมิงวางไว้ทำได้สำเร็จ ทว่าในขณะที่ช่วยต้วนชิงหมิงดำ
เนินแผนการไปตามขั้นตอน เขาก็ได้แอบวางแผนเล่นงานซานอี๋เหนียงจอมชั่วร้ายไปพร้อมกัน
เรื่องที่โค่นซานอี๋เหนียงนั้นเป็นฝีมือของต้วนอวี้ เพราะต้นสนที่นางล้มไถลไปชน ถูกต้วนอวี้โรยยาผงที่ทำให้แผล
นั้นพุพองและเน่าเปือยอย่างรวดเร็วไว้ด้วย ดังนั้นต่อให้แผลภายนอกจะรักษาหายได้ แต่ใบหน้าของนางคงต้องเสียโฉม
อย่างไม่มีวันกลับคืนเหมือนดังเดิมได้อย่างแน่นอน
นี่เป็นสิ่งที่เขาต้องการเห็น!
ไม่ว่าใครหน้าไหน หากมาทำร้ายพวกพี่สาวของเขาแม้แต่เส้นขน เขาจะต้องเอาคืนให้สาสมอย่างไร้ซึ่งความปรานี
ใดๆ
ซานอี๋เหนียงคนนั้นถ้าเป็นคนที่ไม่มีพิษมีภัยก็ไม่เป็นไร แต่ถ้านางวางแผนชั่วร้ายในใจอื่นอีกละก็… เขานี่แหละ!
จะทำให้แม่ลูกคู่นี้ต้องตายทั้งเป็น จนรู้สึกว่าไม่อยากมีลมหายใจอยู่ในโลกนี้อีกต่อไป!
ต้วนอวี้ยิ้มแย้มอารมณ์ดี เมื่อเห็นรอยยิ้มปรากฏเด่นชัดเผยออกมาอย่างผ่อนคลายบนใบหน้าของพี่สาวทั้งสอง นี่
ก็ทำให้เขาพลอยมีความสุขตามไปด้วย
เดิมทีการได้ข้ามเวลามาอยู่ในร่างของเด็กชายยังเป็นเรื่องที่เขาเป็นกังวลใจมากที่สุด เพราะทุกเรื่องราวกับต้อง
เริ่มนับหนึ่งใหม่ทั้งหมด
แต่ความเป็นจริงนั้นเป็นเพราะเขากังวลจนเกินเหตุ หญิงสาวทั้งสองที่อยู่เบื้องหน้าของเขาได้ค่อยๆ กลายเป็นคน
ที่สำคัญที่สุดในชีวิตของเขาไปแล้ว
ยิ่งเวลาผ่านไปเขายิ่งรู้สึกว่าเมื่ออยู่ต่อหน้าพวกนางเหมือนตัวเขาเป็นเด็กน้อยอีกครั้ง ที่สามารถยิ้มแย้มและทำ
อะไรได้ตามใจ ต่อให้ทำเรื่องขายหน้า เพียงครู่เดียวก็ผ่านไปแล้ว
เขาเริ่มชอบชีวิตในตอนนี้เข้าแล้ว!
เด็กชายยิ้มอย่างไร้เดียงสาไปทางต้วนชิงหมิงพร้อมกับพูดขึ้น “ท่านพี่รู้หรือไม่ว่าเมื่อครู่ ข้าเห็นใครเข้า?”
ต้วนชิงหมิงกับเชวียหนิงหรานที่กำลังพูดคุยอย่างเบิกบานใจ พลันหยุดชะงักไป พลางหันหน้ากลับมามองเด็ก
น้อย โน้มตัวลงถาม “อวี้เอ๋อร์เจอใครเข้าล่ะ?”
เมื่อสักครู่เขาอยู่กับเชวียจื่อซวนกับเชวียหนิงซวนตลอดไม่ใช่หรอกหรือ แล้วจะพบใครได้อีก?
ต้วนชิงหมิงไม่พบความผิดปกติในสายตาของน้องชายตัวน้อย ก็ยืดตัวขึ้นเดินต่อไปพลางถามไปพลาง “ที่อวี๋เอ๋อร์
บอกว่าพบใครเข้า สรุปแล้วพบใครกันแน่?”
เด็กชาย หัวเราะขึ้น พูดเสียงแผ่วเบากับต้วนชิงหมิง “องค์ชายสาม!”
“ใครนะ?”
ต้วนชิงหมิงกุมมือผู้เป็นน้องชายด้วยความรู้สึกตื่นเต้น… ตัวซวยคนนั้นเพิ่งออกจากจวนต้วนไปนี่ ทำไมแค่ครู่
เดียวก็มาถึงจวนเชวียแล้วล่ะ อีกอย่างตั้งใจมาในที่ที่นางมาด้วย คนที่ไร้จิตใจอย่างเขามาทำอะไรที่นี่กันแน่?
ต้วนอวี้กะพริบตาปริบๆ มองต้วนชิงหมิง แสร้งพูดอย่างไม่รู้อีโหน่อีเหน่ว่า “เมื่อครู่องค์ชายสามก็ถามถึงท่านพี่
ด้วยนะ!”
เขารู้สึกว่าตอนนี้ต้วนชิงหมิงกุมมือของเขาแน่นขึ้น พลางรีบกล่าววาจาไม่รอให้อีกฝั่ายถามอะไรขึ้นมาอีก “ท่านพี่
ข้าเจ็บมือไปหมดแล้ว…”