การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 266 ของอย่างหนึ่งจะพิชิตของอีกอย่างหนึ่ง
- Home
- การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง
- ตอนที่ 266 ของอย่างหนึ่งจะพิชิตของอีกอย่างหนึ่ง
ต้วนชิงหมิงรีบคลายมือที่จับต้วนอวี้ลง แกล้งถามกระอ้อมกระแอ้ม “แล้ว……อวี้เอ๋อร์ไปเจอกับองค์ชายสามได้
อย่างไร… เขาถามถึงพี่ว่าอย่างไรบ้าง?”
เหยียนหลิ่งอวี๋ผู้นี้ยังไม่หายดี ก็ออกมาสร้างเรื่องที่จวนของเชวียหนิงหรานแล้ว เขาช่างไม่ได้สนใจความเป็นความ
ตายของตัวเองแม้แต่น้อยเลยหรือ
นางไม่รู้ว่าตัวเองเป็นห่วงเป็นใยอีกฝั่ายอย่างออกหน้าออกตามากเช่นไร จนต้วนอวี้ที่ยืนอยู่ด้านข้างยังสัมผัสได้ถึง
ความรู้สึกที่พี่สาวของเขาที่มีใจให้องค์ชายสามนี้เหมือนกัน เพียงแต่นางยังไม่รู้ตัวก็เท่านั้น
อารมณ์ของต้วนชิงหมิงทำให้เชวียหนิงหรานเกิดความสงสัยขึ้นมา หันขวับไปจับมือของต้วนอวี้ แล้วถามอย่าง
ฉงนใจ “ก็เเค่องค์ชายสามมาที่จวนมิใช่หรือ?” เหตุใดชิงหมิงจึงต้องตระหนกถึงเพียงนี้ด้วย?
เด็กชายกลั้นหัวเราะสุดกำลัง หันไปพูดกับต้วนชิงหมิงอย่างไม่รู้ไม่ชี้ “ใช่แล้ว……องค์ชายสามเป็นคนที่ไม่ใช้
เหตุผลอยู่แล้ว ท่านพี่ไม่เห็นต้องตื่นตระหนกถึงเพียงนี้ก็ได้นี่หน่า!”
พลันมีเสียงพูดเย็นชาดังขึ้นมาจากด้านหลัง “ใครที่ไม่ฟังเหตุผลนะ พวกเจ้าพี่น้องคู่นี้กำลังพูดถึงข้าอยู่อย่างนั้น
หรือ?”
ภายใต้สายลมอันหนาวเหน็บที่พัดผ่าน เห็นเพียงชายเสื้อสีแดงพลิ้วไหวอยู่ต่อหน้าพวกเขา
คนผู้นั้นมีใบหน้าขาวผ่องเป็นยองใย ดวงตาดำขลับน่าหลงใหล คิ้วหนาดกดำ สันจมูกสูงโด่ง ริมฝีปากรูปกระจับ
และท่าทางที่ยโสโอหัง ถ้าไม่ใช่เหยียนหลิ่งอวี๋ก็ไม่มีใครอื่นอีกแล้ว
เวลานี้ทุกสายตาจดจ้องมาที่ใบหน้าหล่อเหลาของเหยียนหลิ่งอวี๋ที่กำลังเดินเข้ามา ชายเสื้อคลุมพลิ้วไหวตาม
จังหวะการเดิน พริบตาเดียวก็มาหยุดที่เบื้องหน้าทั้งสามคน แววตาเย็นเฉียบจนน่ากลัว พลางก้มหน้าลงถามต้วนอวี้ “ข้า
เป็นคนที่ไม่ฟังเหตุผลขนาดนั้นเลยหรือ?”
เมื่อเหยียนหลิ่งอวี๋เดินเข้ามาในจวนเชวีย จึงได้ยินต้วนอวี้กำลังพูดลับหลังเขาพอดี ความสุขในใจพลันมลายหาย
ไปจนสิ้น… เพราะน้องชายของต้วนชิงหมิงพูดเรื่องที่ไม่ดีของเขาต่อหน้านาง ยิ่งจะทำให้นางไม่ประทับใจในตัวเขา
กระนั้นสิ่งที่ต้วนอวี้พูดก็เป็นความจริง เหยียนหลิ่งอวี๋ยอมรับว่าอารมณ์ของเขาไม่ค่อยดีและไม่ฟังเหตุผลจริง แต่
ปัญหาก็คือสิ่งที่รู้กับสิ่งที่เล่าออกมามันเป็นคนละเรื่องกัน หรืออย่างน้อยที่สุด……ก็ไม่อยากให้ใครพูดถึงข้อเสียของเขาต่อ
หน้าต้วนชิงหมิงเท่านั้น
ฉับพลันนั้น เชวียหนิงหรานรีบยอบตัวทำความเคารพในทันที เมื่อเหยียนหลิ่งอวี๋ปรากฏตัว
ทว่าต้วนชิงหมิงกลับยกนิ้วขึ้นจิ้มไปที่ศีรษะของต้วนอวี้อย่างไม่ค่อยจะพอใจ แล้วดึงต้วนอวี้ไปหลบด้านหลังนาง
เอื้อนเอ่ยเสียงใส “ปีนี้องค์ชายสามอายุเท่าไรแล้ว?”
เหยียนหลิ่งอวี๋คิดไม่ถึงว่าต้วนชิงหมิงจะถามออกมาเช่นนี้ เขาถึงกับผงะไปครู่แล้วตอบตามตรง “ปีนี้ข้าอายุสิบสี่
แล้ว”
นางหัวเราะเยาะออกมา “ข้าก็นึกว่าองค์ชายสามอายุเพียงแค่หกปีเท่านั้น!”
เหยียนหลิ่งอวี๋ขมวดคิ้วขึ้นเล็กน้อย ตอนนี้เขาเข้าใจความหมายที่นางต้องการสื่อแล้ว นางกำลังด่าเขาโดยอ้อมว่า
มีนิสัยเฉกเช่นเด็กน้อยคนหนึ่ง
เหยียนหลิ่งอวี๋เม้มปากเป็นเส้นตรง ก่อนเอ่ยขึ้น “อายุหกปีแล้วอย่างไร? หรืออายุสิบสี่ปีแล้วอย่างไร?”
ต้วนชิงหมิงปรายตามองไปที่เหยียนหลิ่งอวี๋แล้วเอ่ยขึ้นอย่างเรียบนิ่ง “ถ้าท่านคิดเป็นจริงเป็นจังกับคำพูดของเด็ก
อายุหกปีแล้วละก็ เช่นนั้นอายุก็เท่ากับหกปีจริงๆ”
เหยียนหลิ่งอวี๋กะพริบตาปริบๆ แล้วหันไปสบตากับต้วนชิงหมิงโดยบังเอิญ เขาเบิกตาโตขึ้นใส่ทำให้ต้วนชิงหมิง
ตกใจต้องถอยหลังไปสองก้าว เอ่ยถามอย่างระวังตัว “ท่านคิดจะทำอะไร?”
เหยียนหลิ่งอวี๋กะพริบตามองต้วนชิงหมิงตั้งแต่หัวจรดเท้าแล้วพูดขึ้นว่า “ตอนนี้ข้าพบว่าสติปัญญาของคุณหนู
ใหญ่ต้วนไม่ต่างอะไรกับเด็กน้อยอายุหกปีเสียด้วยซํ้า”
สีหน้าของต้วนชิงหมิงกลายเป็นเหยเก แค่นเสียงถาม “ท่านพูดว่ากระไรนะ?”
นางอุตส่าห์ไล่ตัวซวยอย่างเขาออกไปได้แล้ว แต่ทำไมเวลานี้เขายังมาปรากฏตัวให้นางเห็นต่อหน้า ไม่รู้ว่าในใจ
ของเขามีแผนการชั่วร้ายอะไรอยู่
เหยียนหลิ่งอวี๋เอาแต่หัวเราะที่ได้ยินนางพูด “ทำไมเจ้าช่างอ่อนต่อโลกถึงเพียงนี้… ถ้าเจ้าบอกว่าตัวเองเป็นเด็ก
อายุหกปีจริง แล้วไปเที่ยวฆ่าคนอื่นก็ถือว่าไม่มีความผิดที่ต้องชดใช้อย่างนั้นหรือ?”
อีกฝั่ายถึงกับลิ้นพันกันจนอ้าปากค้างพูดไม่ออก ทำได้เพียงยู่ปากมองเด็กหนุ่มราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับคนทั้งสองที่จวนต้วนเมื่อคราก่อน มีหรือที่ต้วนชิงหมิงจะลืมได้? แต่ว่าเหยียนหลิ่งอวี๋เป็น
คนที่มีชื่อเรื่องดื้อรั้นหัวแข็งและปลิ้นปล้อน หากจะให้เขาพูดเหตุผลที่มาที่ไปก็คงไม่มีทาง!
“ทำไม……ถึงกับพูดไม่ออกเลยหรือ?” เขาพูดอย่างได้อกได้ใจ
เมื่อเขากล่าวจบก็เอาแต่ส่ายหน้าไปมา… ละม้ายต้องการบอกนางว่าหากจะถกเถียงกับเขานั้น นางยังอ่อน
ประสบการณ์เกินไป
ต้วนชิงหมิงสะบัดผ้าเช็ดหน้าออกด้วยความโกรธที่เหยียนหลิ่งอวี๋หัวเราะเยาะนาง ครู่เดียวจึงเอ่ยขึ้นอีกประโยค
หนึ่ง “โบราณว่า คนที่มีความคิดเหมือนกันย่อมอยู่ด้วยกันได้ ส่วนที่คิดต่างกันย่อมไปคนละทิศคนละทาง เห็นทีคำ
โบราณนี้จะกล่าวไว้มิผิด คนธรรมดาอย่างเรามิอาจไปร่วมกับพวกขโมยได้ จึงไม่มีความคิดสกปรกชั่วร้ายแบบนั้น แต่องค์
ชายสาม……เหตุใดถึงพูดเป็นเรื่องเป็นราวได้ยืดยาวถึงเพียงนี้”
เหยียนหลิ่งอวี๋ชะงักกับคำพูดของต้วนชิงหมิง นางกำลังด่าเขาอ้อมๆ ว่าเขาเป็นพวกขโมยที่คิดแต่ทำร้ายชีวิตของ
ผู้อื่น!
ต้วนชิงหมิงพูดจบไม่รอฟังคำตอบ ทั้งไม่อยากจะต่อปากต่อคำกับเหยียนหลิ่งอวี๋แล้ว พลางจับมือของต้วนอวี้และ
เชวียหนิงหราน แล้วหันหลังเดินจากไป!
เหยียนหลิ่งอวี๋รีบวิ่งเข้าไปขวางทางไว้ “พูดแบบนี้แล้วคิดจะไปง่ายๆ อย่างนั้นหรือ?”
ต้วนชิงหมิงรู้สึกรำคาญท่าทางตอแยของเขา กล่าวอย่างเย็นชา “ทำไมกัน หรือว่าองค์ชายสามมีเรื่องอื่นอีก
หรือ?”
แน่นอนว่าไม่มีเรื่องอื่นอีกแล้ว ทว่าเขาก็ยังคิดไม่ตก ว่าเหตุใดจึงเข้าไปขวางทางพวกนางเหมือนกัน?
ต้วนชิงหมิงจึงลากมือทั้งสองคน เดินอ้อมเด็กหนุ่มแล้วจากไปอย่างรวดเร็ว เหลือเพียงเหยียนหลิ่งอวี๋ที่ยืนแน่นิ่ง
อยู่ตรงกลางทางเดิน ได้แต่มองพวกเขาเดินจากไป
ทางด้านลั่วสุ่ยที่ยืนอยู่ด้านหลังของเหยียนหลิ่งอวี๋ ถึงกับชะงักถอยหลังไปหลายก้าวเมื่อได้ยินคำพูดของต้วนชิงห
มิงพูดเสียดสีเจ้านายของตนเอง ทว่าเมื่อเขาเพ่งมองกลับพบว่าองค์ชายสามไม่ได้มีท่าทีโมโหโกรธาแม้แต่น้อย แม้จะถูก
ต้อนจนมุมพูดไม่ออก
เป็นที่รู้กันดีว่า หากใครกล้าพูดไม่ดีจนองค์ชายสามต้องมีอารมณ์ละก็ องค์ชายสามจะไม่ทำอะไรต่อหน้า แต่ลับ
หลังจะทำทุกวิถีทางให้อีกฝั่ายได้ตายทั้งเป็น แต่ตอนนี้กลับไม่เป็นเช่นนั้นอีกแล้ว
โบราณกล่าวว่า ‘ของอย่างหนึ่งจะพิชิตของอีกอย่างหนึ่งเสมอ’ เห็นทีองค์ชายสามของคงได้เจอกับคู่ปรับเข้าแล้ว
ครั้นเหยียนหลิ่งอวี๋หันหลังกลับมาประสานกับสายตาของลั่วสุ่ยที่กำลังมองมายังตนเองแปลกๆ เอ่ยถามอย่างเอา
เรื่อง “เจ้ามองอะไร?”
ลั่วสุ่ยแอบย่นจมูก แลบลิ้นออกมาเล็กน้อย… ต่อให้เขาจะมีความกล้ามากมายขนาดไหน ก็ไม่กล้าพูดว่ากำลังมอง
องค์ชายสามเสียท่าให้ต้วนชิงหมิง
ลั่วสุ่ยยกมือขึ้นเกาหัว ดวงตาเสมองไปโดยรอบ ยิ้มอย่างเก้อเขินแล้วพูดกระอ้อมกระแอ้ม “เอ่อ… ข้าน้อยกำลังดู
ว่าอากาศในวันนี้ช่างดีเหลือเกินขอรับ!”
นภากาศที่เต็มไปด้วยเมฆอึมครึม หิมะที่กำลังโปรยปรายไม่ขาดสาย ทว่าเจ้าลั่วสุ่ยกลับบอกว่าวันนี้อากาศดีอย่าง
นั้นหรือ
เหยียนหลิ่งอวี๋ยืนมองดูพวกต้วนชิงหมิงค่อยๆ เดินไกลออกไปจนลับสายตา พลันเกิดความหงุดหงิดใจขึ้นมาอย่าง
บอกไม่ถูก พยักหน้าหงึกหงักอยู่สองครั้งก่อนกวักมือเรียกลั่วสุ่ยให้เข้ามา “ในเมื่ออากาศดีเช่นนี้ เจ้าก็ไปยืนดูพระอาทิตย์
อัสดงจนลับตา แล้วค่อยกลับมารายงานข้าสักหน่อยเป็นไง!”
เมื่อลั่วสุ่ยได้ฟังก็ตกใจตาโตเป็นไข่ห่าน… เฮ้อ องค์ชายเอาความโกรธที่มีต่อคุณหนูใหญ่ต้วนมาระบายกับข้าเข้า
แล้วไง!
ลั่วสุ่ยมีสีหน้าเศร้าสร้อยลงทันที เขาจึงยกของในมือชูขึ้นมาด้านหน้า หวังว่าจะเป็นตัวช่วยสุดท้ายให้เขารอดพ้น
จากโทษครั้งนี้ “องค์ชาย……วันนี้ข้าน้อยมาส่งของขวัญเป็นเพื่อนองค์ชายนะขอรับ……”
“ใครก็ได้ ไปส่งของขวัญกับข้าที!” เหยียนหลิ่งอวี๋ยิ่งไม่สนใจคำพูดของลั่วสุ่ย
ชั่วพริบตาเดียวพลันมีชายชุดดำที่หน้าตาละม้ายลั่วสุ่ย กระโดดมาจากที่ใดก็ไม่อาจทราบได้ ทันทีที่ชายคนนั้น
ลอยมาถึงพื้นก็ทำให้หิมะที่อยู่โดยรอบกระจายเป็นวงกว้าง