การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 269 จางอี๋เหนียงตั้งท้องแล้ว (2)
เมื่อเยวี่ยเจียเห็นต้วนอวี้เปลี่ยนเรื่องพูดไปแล้วจึงรู้สึกสบายอกสบายใจขึ้น นางเข้าไปช่วยต้วนอวี้จัดเสื้อผ้าที่ยับ
ย่นให้เรียบร้อย จากนั้นก็นำมือน้อยๆ ของต้วนอวี้มาซุกไว้ที่กระเปั๋าเสื้อของนาง เพราะถ่านที่ให้ความร้อนในโส่วหลูใกล้
มอดดับเต็มที
“คุณชายใหญ่ดูสิเจ้าคะ บ่าวมัวแต่พูดจนลืมดูไปเสียสนิท ด้านนอกอากาศหนาวเหน็บจนมือคุณชายใหญ่อาจชา
ไปแล้วก็ได้ รีบตามบ่าวเข้าไปในห้องเถอะเจ้าค่ะ!”
ต้วนอวี้ตัดสินใจไม่แกล้งเยวี่ยเจียแล้ว เขาจึงเงยหน้าขึ้นมองไปยังชิวหนิงแล้วพูดอย่างอ่อนโยน “พี่เยวี่ยเจียที่นี่ก็
มีกระถางไฟให้ความอบอุ่น เพียงแต่ขาดขนมกุ้ยฮวาของพี่ชิวหนิงนี่แหละ!”
เยวี่ยเจียขำพรวดออกมา ก้มหน้าอมยิ้ม “มี มีแน่นอนเจ้าค่ะ! วันนี้พี่ชิวหนิงเพิ่งทำเสร็จมาสดๆ ใหม่ๆ วางอยู่ในตู้
ประเดี๋ยวบ่าวจะไปหยิบมาให้คุณชายใหญ่นะเจ้าคะ!”
“ไอ๊หยา มีขนมกุ้ยฮวากินแล้ว!” เด็กน้อยพูดอย่างดีใจ
เยวี่ยเจียเห็นคุณชายใหญ่ดีใจถึงเพียงนี้จึงพลอยมีความสุขตามไปด้วย นางพูดยิ้มๆ “ถ้าคุณชายใหญ่ชอบ บ่าวจะ
บอกให้พี่ชิวหนิงทำไปส่งที่เรือนของคุณชายดีหรือไม่เจ้าคะ?”
อีกฝั่ายส่ายหน้าไปมา “ไม่ต้องลำบากขนาดนั้นหรอก เดี๋ยวถ้าอยากกินค่อยมาที่เรือนของพี่ชิงหมิงก็ได้!”
เยวี่ยเจียคิดอยู่ประเดี๋ยวก่อนจะพยักหน้าลง “ถ้าคุณชายใหญ่จะมาก็แจ้งพี่ชิวหนิงหรือบ่าวมาก่อนก็ได้เจ้าค่ะ
บ่าวจะได้แจ้งให้พี่ชิวหนิงทำเตรียมไว้รอคุณชายใหญ่ดีไหมเจ้าคะ”
ต้วนชิงหมิงเป็นคนที่ระมัดระวังตัวเป็นอย่างมากและจะไม่มีทางทำเรื่องที่ไม่สมควรเด็ดขาด นานวันเข้าชิวหนิง
และเยวี่ยเจียจึงซึมซับนิสัยและพฤติกรรมระมัดระวังตัวของผู้เป็นนายมา ดังนั้นจะไม่มีทางให้ใครได้ฉวยโอกาสทำสิ่งไม่ดี
เด็ดขาด
เยวี่ยเจียพูดไปยิ้มไปกับต้วนอวี้
ในขณะที่ต้วนชิงหมิงชะงักฝีเท้าอยู่กลางทาง พลางหันมากำชับกำชาให้ชิวหนิงไปรับรองจางอี๋เหนียงเสียก่อน
ท่าทีของนางไม่รีบร้อนเปลี่ยนจุดหมายปลายทาง เดินไปหาเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ก่อน ค่อยกลับมาที่ห้อง
ตั้งแต่งานวันเกิดของต้วนชิงหมิงในวันนั้น จางอี๋เหนียงก็ไม่เคยย่างกรายมาให้ต้วนชิงหมิงได้พบอีกเลย แต่วันนี้
นางมาเยี่ยมโดยไม่ได้บอกกล่าว จึงไม่รู้เปั้าหมายที่แท้จริงว่ามาด้วยเหตุใด?
“คุณหนูใหญ่ช่วยด้วย ช่วยด้วย!” จางอี๋เหนียงลนลานคุกเข่าที่พื้น คำนับต้วนชิงหมิง
คิ้วที่โก่งโค้งของต้วนชิงหมิงขมวดเข้าหากัน นัยน์ตาเผยประกายบางอย่างที่ไม่ค่อยได้เห็นบ่อยนัก……เรื่องที่นาง
คาดการณ์ไว้ว่าจะต้องเกิดเรื่องขึ้นก็เป็นจริง
ต้วนชิงหมิงไม่ได้ตกใจกับสิ่งที่จางอี๋เหนียงทำ นางเดินไปนั่งเก้าอี้ไม้พะยูงสีแดง พลางรับนํ้าชาที่ชิวหนิงส่งมาให้
จิบอยู่หลายทีก่อนจะเอ่ยขึ้น “จางอี๋เหนียงมีเรื่องอะไรก็พูดมาตามตรงเถอะ ไม่ต้องมากพิธีเช่นนี้!”
คนที่มาขอร้องให้ใครช่วยย่อมมีเปั้าหมายในใจมาก่อนแล้ว
การที่อีกฝั่ายเล่นใหญ่ขนาดนี้ย่อมมีเหตุผลของนาง ส่วนต้วนชิงหมิงก็พอเดาได้ว่าเรื่องที่นางขอร้องจะต้องไม่ง่าย
อย่างแน่นอน
ท่าทางที่นั่งอย่างสง่างามและแววตาที่วาววับดั่งนํ้าใสของต้วนชิงหมิง ทำให้จางอี๋เหนียงรู้สึกเหมือนต้วนชิงหมิง
ล่วงรู้เรื่องของนางมาก่อน จึงมีท่าทีสงบนิ่งเช่นนี้
ต้วนชิงหมิงส่งสายตาให้กับชิวหนิง นางจึงเดินเข้าไปประคองจางอี๋เหนียงขึ้นยืน “จางอี๋เหนียงรีบลุกขึ้นเถอะ
เจ้าค่ะ คุณหนูไม่ชอบอะไรที่มีพิธีรีตองมากมายถึงเพียงนี้ อี๋เหนียงมีเรื่องใดนั้นก็สามารถพูดมาได้โดยตรงเจ้าค่ะ”
จางอี๋เหนียงมองต้วนชิงหมิงอย่างกล้าๆ กลัวๆ นั่งลงบนเก้าอี้อย่างเชื่องช้าพลางหันไปมองชิวหนิงละม้ายเป็นกา
รบอกต้วนชิงหมิงเป็นนัยว่า ไม่อยากให้นางยืนอยู่ในห้องนี้
“อี๋เหนียงมีเรื่องใดก็พูดมาตรงๆ เถอะ ชิวหนิงเป็นคนของข้า นางไม่นำเรื่องนี้ออกไปพูดข้างนอกอย่างแน่นอน”
ต้วนชิงหมิงเอ่ยเสียงเรียบนิ่ง
จางอี๋เหนียงกลืนนํ้าลายลงอึกใหญ่ พลางยกถ้วยนํ้าชาที่ชิวหนิงยื่นให้ดื่มรวดเดียวจนหมด สายตาลอบชำเลือง
มองต้วนชิงหมิงอย่างรวดเร็วเมื่อไม่พบความผิดปกติใดๆ จึงวางแก้วนํ้าชาลง พูดขึ้นอย่างหวั่นใจ “วันนี้ปีเชี่ยเสียมารยาท
แล้ว ขอให้คุณหนูใหญ่อย่าถือสาเลยเจ้าค่ะ”
เด็กสาวขมวดคิ้วขึ้นเป็นคำรบที่สอง มองอีกฝั่าย “ข้าเพียงไม่คิดว่า จนถึงตอนนี้จางอี๋เหนียงยังมีกะจิตกะใจพูด
อ้อมค้อมไปเรื่อยอีกหรือ?”
ประโยคนี้ทำให้ขาทั้งสองข้างของจางอี๋เหนียงอ่อนยวบลง จนต้องรีบคุกเข่าคำนับที่พื้นไม่หยุด “คุณหนูใหญ่ยก
โทษให้ด้วยเจ้าค่ะ คุณใหญ่ยกโทษให้ด้วยเจ้าค่ะ!”
ต้วนชิงหมิงเม้มปากมองโดยที่ไม่ได้พูดอะไรออกมา
นิสัยของคนเรานั้นหากให้โอกาสก็จะคิดว่ามีทางรอดที่จะกลับตัวได้ ทว่าหากถึงคราวอับจนหนทาง พวกเขาจะ
ตะเกียกตะกายเอาชีวิตรอด ดังนั้นต้วนชิงหมิงจึงเลือกพูดเข้าประเด็น
“ปีเชี่ย[1] กำลังตั้งครรภ์ลูกของนายท่านเจ้าค่ะ!” จางอี๋เหนียงรวบรวมความกล้าทั้งหมดที่มีพูดออกไปจนสิ้น
สายตาของต้วนชิงหมิงดูออกว่าไร้ซึ่งความตระหนกใดๆ
ครั้งนี้นางลุกขึ้นจากเก้าอี้ไม้พะยูงด้วยตัวเอง เดินมายืนตรงหน้าจางอี๋เหนียง จากนั้นยื่นมือเข้าไปช่วยประคองให้
ลุกขึ้น แล้วพูดตำหนิอย่างเมตตา “จางอี๋เหนียง ท่านก็เป็นคนที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาก่อน การมีเลือดเนื้อเชื้อไขให้ท่าน
พ่อนั้นเป็นเรื่องใหญ่และน่ายินดี ไฉนถึงเดี๋ยวคุกเข่าเดี๋ยวคำนับ หรืออยากจะให้ข้าอายุสั้นอย่างนั้นหรือ?”
ต้วนชิงหมิงพูดด้วยนํ้าเสียงอ่อนโยนเป็นที่สุด จางอี๋เหนียงเงยขึ้นมาได้เห็นใบหน้าด้านข้างที่งดงามราวกับดอก
บุปผากำลังเบ่งบานของต้วนชิงหมิง ความงามของนางนั้นไม่ว่าจะอยู่ที่ใดมักจะโดดเด่นออกมาจากคนอื่น
แต่สิ่งที่จางอี๋เหนียงยังไม่รู้คือนี่เป็นเพียงภาพลักษณ์ภายนอกเพียงเท่านั้น
สาวน้อยตัวเล็กกลับมีวิธีการเล่นงานได้เหมือนกับผู้ใหญ่ แม้แต่หลิวหรงที่ดูแลจัดการจวนต้วนมานานหลายปี ยัง
ต้องพ่ายแพ้ให้กับนางทุกครั้งไป
สายตาของต้วนชิงหมิงเสมือนมีแรงดึงดูดบางอย่างที่ทำให้ใจคนสงบได้ จางอี๋เหนียงขยับลุกขึ้นยืนตามมือที่ช่วย
ประคองของต้วนชิงหมิง ให้กลับไปนั่งบนเก้าอี้ตัวเมื่อครู่นี้ดังเดิม หันไปพูดอย่างเขินอาย “ปีเชี่ยทราบดีเรื่องพวกนี้ไม่
จำเป็นต้องมาเล่าให้คุณหนูใหญ่ฟัง… แต่ในจวนต้วนแห่งนี้ นอกจากคุณหนูใหญ่แล้ว ก็ไม่มีใครที่จะช่วยปกปั้องปีเชี่ยกับ
ลูกในท้องได้เจ้าค่ะ!”
นางร้องห่มร้องไห้สะอึกสะอื้นขึ้นมาพูดต่อว่า “ปีเชี่ยฟังคำสั่งที่คุณหนูใหญ่กำชับว่าให้ตั้งใจดูแลคุณชายใหญ่ให้ดี
ที่สุด แต่นี่กลับมีเรื่องที่อยู่นอกเหนือคำสั่งสิเจ้าคะ……”
นางสะอึกสะอื้นจนพูดต่อไปไม่ไหวอีกแล้ว หยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาซับนํ้าหูนํ้าตาที่ไหลพราก
ต้วนชิงหมิงกล่าวกลั้วหัวเราะ “อี๋เหนียงคิดมากเกินไปแล้ว ท่านพ่อมักบอกว่าตนอับจนวาสนามีลูกหลานเพียง
น้อยนิด คราวนี้จะมีสมาชิกใหม่เพิ่ม เห็นทีท่านพ่อจะต้องดีใจเป็นอย่างมาก แล้วอี๋เหนียงยังกังวลใจในเรื่องใดอยู่เล่า?”
ดวงตาหญิงสาวเบิกตาโตขึ้นอย่างดีใจจนลืมตัวไปชั่วขณะเมื่อได้ยินที่ต้วนชิงหมิงพูด พลางเอ่ยถามอย่างหวั่นใจ
“ความหมายของคุณหนูคือให้ปีเชี่ยไปบอกเรื่องนี้ให้กับนายท่านใช่หรือไม่เจ้าคะ?”
เด็กสาวพยักหน้าตอบรับ
หญิงสาวพลันตกใจ ลุกพรวดขึ้นจนเซถอยไปด้านหลัง “ไม่ได้ เรื่องนี้จะบอกนายท่านไม่ได้เด็ดขาด… หัวเด็ดตีน
ขาดก็ไม่อาจบอกได้!”
ในใจของจางอี๋เหนียงยังเต็มเปียมไปด้วยความทุกข์ทรมานที่ต้องสูญเสียลูกไปเมื่อหลายปีก่อน ปีนั้นนางสัมผัสได้
ถึงแรงดิ้นของเด็กทารกในครรภ์ ทว่าสุดท้ายก็ไม่อาจรักษาชีวิตไว้ได้ เพราะยาขับเลือดนั่นแท้ๆ
เมื่อหลายวันก่อน คุณหนูใหญ่ยังฝากฝังให้นางดูแลคุณชายใหญ่ให้ดี อันที่จริงนางได้ทุ่มเทแรงกายแรงใจเป็น
อย่างดี แต่สิ่งที่คิดไม่ถึงคือ วันนั้นนายท่านเมามายอย่างมาก จึงได้มาพักผ่อนในเรือนของนาง หลังจากนางก็ตั้งท้อง
อย่างไม่คิดไม่ฝันขึ้นมา
คราวนี้นางมีโอกาสอีกครั้งที่จะได้เป็นแม่คน ใบหน้าของจางอี๋เหนียงพลันเปลี่ยนเป็นสดใสเบิกบาน เพียงแต่
ระหว่างที่มีความสุขอยู่นั้น ภาพความทรงจำเก่าอันแสนเจ็บปวดเมื่อหลายปีก่อน ก็ค่อยๆ ผุดพรายขึ้นมาในความทรงจำ
จางอี๋เหนียงชั่งใจแล้วว่าจะไม่บอกต้วนเจิ้ง แต่เลือกที่จะมาบอกต้วนชิงหมิง เพื่อหวังว่าต้วนชิงหมิงจะเล็งเห็นถึง
ความซื่อสัตย์และช่วยปกปั้องลูกในท้องของนาง
[1] ปีเชี่ย คือ สรรพนามที่ฮูหยิน อี๋เหนียงเรียกแทนตนเอง