การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 270 จางอี๋เหนียงกระวนกระวายใจ
อันที่จริง หญิงสาวมีความไว้เนื้อเชื่อใจต้วนชิงหมิงมาก… เพราะอย่างน้อยที่สุดนางมีความจริงใจต่อต้วนอวี้ ทั้งไม่
เคยทรยศหักหลังท่านแม่ของต้วนชิงหมิง อีกอย่างในเวลานี้ยังมีหลิวหรงอยู่ นางถือว่ายังเป็นหมากตัวหนึ่งที่มีประโยชน์
ต่อต้วนชิงหมิงได้… ด้วยเหตุผลทั้งหมดทั้งมวลนี้จึงทำให้จางอี๋เหนียงมั่นใจว่าต้วนชิงหมิงจะต้องมีใจสงสารนางอยู่บ้าง
ทว่าในตอนนี้เมื่อเห็นสีหน้าและได้ยินนํ้าเสียงที่เด็กสาวเบื้องหน้าเอ่ย ใจของจางอี๋เหนียงพลันหนาวเหน็บขึ้นมา
ในทันใด
หรือนางประเมินคุณค่าตัวเองสูงเกินไป?
หรือสิ่งที่นางทำไปทั้งหมดนั้นไม่อาจทำให้ต้วนชิงหมิงเห็นคุณค่าได้?
หรืออาจเป็นเพราะว่าในใจส่วนลึกของต้วนชิงหมิง ก็ไม่อยากให้เรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นกับจางอี๋เหนียงอยู่แล้ว?
สรุปแล้วความมั่นใจทั้งหมดที่นางมีกลับพังทลาย สูญเปล่า ไร้ความหมาย
ไม่นานม่านรัตติกาลก็คลี่คลุม ภายใต้แสงไฟสลัวในห้องเริ่มมีความมืดคืบคลานเข้ามา เผยให้เห็นไข่มุกเรืองแสงใน
มือของต้วนชิงหมิง ที่สะท้อนแสงไฟเป็นประกายวับวาว
แม้ว่าต้วนชิงหมิงจะนั่งห่างออกมา แต่กลับสัมผัสถึงความสิ้นหวังที่สุดในตัวของจางอี๋เหนียงได้ นางส่ายหน้าช้าๆ
คิดในใจ… แม่ที่ยอมฝากความหวังทุกอย่างไว้กับคนอื่น ย่อมไม่แตกต่างอะไรกับคนขลาดเขลาเบาปัญญา แต่อย่างน้อย
เพื่อลูกที่อยู่ในท้อง นางยอมทำได้ทุกอย่าง
ต้วนชิงหมิงเงยหน้าขึ้นมองจางอี๋เหนียง เพียงชั่วเปลวเทียนไหววูบ ละม้ายคล้ายมีความรู้สึกกระวนกระวาย
ความสิ้นหวังของหญิงสาวเบื้องหน้าได้เผยออกมาให้ต้วนชิงหมิงเห็นจนหมดสิ้น “ความหมายของอี๋เหนียงคือต้องการปิด
เรื่องนี้กับท่านพ่อ?”
จางอี๋เหนียงพยักหน้ารับ
ต้วนชิงหมิงได้วางถ้วยนํ้าชาในมือลงอย่างแรงและเร็ว ทั้งยังจ้องมองจางอี๋เหนียง แค่นเสียงถาม “แต่อี๋เหนียงเคย
คิดบ้างหรือไม่? ลูกคนนี้อย่างน้อยก็เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของท่านพ่อ หากไม่รายงานให้ท่านพ่อทราบคงต้องไม่สบอารมณ์
อย่างแน่นอน!”
หญิงสาวแจ่มแจ้งในบัดดล ทว่ากลับมีสีหน้าและแววตาเปลี่ยนไปทันที นางยกมือขึ้นลูบท้องวนไปมาอย่าง
เบามือ… ในจวนต้วนแห่งนี้คนที่มีอำนาจมากที่สุดอย่างไม่ต้องสงสัยก็คือต้วนเจิ้ง หากนางเลือกที่จะปิดบังเพื่อหลีกเลี่ยง
อันตรายที่จะต้องเผชิญ เช่นนั้นคงไม่ต่างอะไรกับการละทิ้งโล่กำบังที่สามารถคุ้มกันนางได้ สำหรับจางอี๋เหนียงแล้ว เรื่อง
นี้ย่อมสำคัญต่อนางและลูกในท้องเป็นที่สุด
ต้วนชิงหมิงปรายตามองท้องของจางอี๋เหนียงที่ตอนนี้เริ่มปั่องออกมาบ้างแล้ว พูดเสียงนิ่งเรียบ “เด็กในท้องย่อม
โตขึ้นทุกวัน สักวันคนอื่นๆ ย่อมมองออกและนำเรื่องนี้ไปเล่าถึงหูของท่านพ่อ ถึงตอนนั้นต่อให้อยากจะปิดบังมากเท่าไร
ก็ไร้ผล”
แม้ว่าต้วนชิงหมิงจะไม่พูดออกมาโดยตรง ทว่าจางอี๋เหนียงได้ตะลึงจนอ้าปากค้างไปแล้ว จนไม่รู้ว่าจะพูดอะไรต่อ
ถูกต้องแล้ว! ความฉลาดเป็นกรด เล่ห์เหลี่ยมที่แพรวพราวและการจัดการดูแลจวนต้วนมาหลายปีของหลิวหรง
จางอี๋เหนียงจะสามารถปิดบังเรื่องนี้ได้ถึงเมื่อไรกัน?
ครั้งที่แล้วที่เสียลูกไป นางก็พยายามปิดเรื่องนี้ ทว่าสุดท้ายก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงชะตาชีวิตของลูกในท้องนางได้
อยู่ดี จางอี๋เหนียงย่อมรู้ดีว่าความสามารถของนางนั้นมีจำกัด ฉะนั้นในครั้งนี้นางจึงตัดสินใจคิดหาที่พึ่งที่น่าไว้ใจที่สุด
หรือคนคนนั้นอาจจะไม่ใช่ นั่นก็สุดที่จะรู้
ต่อให้ลูกของนางที่กำเนิดออกมาแล้วจะเป็นบ่าวรับใช้หรือมีชีวิตที่ยากลำบากก็ตาม แต่นี่ก็เป็นสิ่งที่นางรอคอยมา
นานหลายต่อปลายปี ในเวลานี้นางกำลังจะสมหวังแล้ว นางต้องรักษาลูกคนนี้เอาไว้ให้จงได้!
สีหน้าและแววตาของจางอี๋เหนียงฉายแววเด็ดเดี่ยว นางตัดสินใจอย่างแน่วแน่แล้ว ถ้าไม่อาจรักษาลูกคนนี้เอาไว้
ได้ นางยอมที่จะจากไปพร้อมกับลูก ดีกว่าอยู่ต่ออย่างเดียวดายไร้ความปรารถนา!
ต้วนชิงหมิงจ้องมองสายตาที่มีแสงบางอย่างเปล่งประกายจากดวงตาของจางอี๋เหนียง… แสงนั้นมีทั้งความเสีย
สละ ความเศร้าโศก และความสิ้นหวัง
เมื่อเห็นสายตาจางอี๋เหนียง ความคิดที่อยากจะหัวเราะของต้วนชิงหมิงกลับมลายหายไปในพริบตา กลับกลาย
เป็นการพูดอย่างถอดใจแทน “ยังมีอีกเรื่องหนึ่ง แต่ไม่รู้ว่าอี๋เหนียงเคยคิดมาก่อนหรือไม่ ถ้าเด็กคนนี้ไม่ได้รับการคุ้มครอง
ปกปั้องจากท่านพ่อ ต่อให้จะคลอดออกมาแล้วจะรอดพ้นจากคนจิตใจชั่วร้ายได้อย่างไร หากคนพวกนั้นวางแผนใส่ร้าย
ให้ร้ายรวมทั้งใช้ทุกวิถีทางในการทำลาย ถึงตอนนั้นความลำบากตรากตรำที่คอยปิดบังก็จะสูญเปล่า หรือว่าจางอี๋เหนียง
อยากจะเห็นผลลัพธ์เช่นนี้?”
เมื่อได้ฟังเหตุผลที่ต้วนชิงหมิงพูดขึ้น จางอี๋เหนียงก็หน้าเสียขึ้นอีกครา
นั่นสิ! ทำไมนางไม่คิดถึงจุดนี้นะ? เพราะสิ่งที่นางตั้งใจทำอาจจะกลายเป็นจุดอ่อนให้อีกฝั่ายใช้ทำร้ายนาง หากถึง
เวลานั้นผลลัพธ์ที่ออกมาอาจไม่เหลือสิ่งใดอีกเลย!
จางอี๋เหนียงยืนแน่นิ่งรู้สึกเหมือนทั้งตัวนางไร้ซึ่งความรู้สึกใดๆ พริบตาเดียวพลันสะดุ้งโหยงขึ้นมาร้องเสียงหลง
จนต้องรีบยกมือขึ้นปิดปาก นํ้าหูนํ้าตาไหลอาบแก้มทั้งสองข้างเป็นทาง
ท่าทีของจางอี๋เหนียงอยู่ๆ ได้เปลี่ยนเป็นความลนลาน ไถลตัวจากเก้าอี้ลงมาที่พื้น แล้วเริ่มคำนับต้วนชิงหมิง
พร้อมกับพูดอย่างสะอึกสะอื้นไปพร้อมกัน “ปีเชี่ยไม่เคยคิดถึงจุดนี้มาก่อนเลย ปีเชี่ยหวังเพียงให้เด็กคนนี้เกิดมาก็เท่านั้น
จะให้เป็นทาสเป็นบ่าวก็ยอมทั้งสิ้น ขอแค่ได้เกิดมาเท่านั้นก็พอแล้ว…”
จางอี๋เหนียงในตอนนี้ไม่อาจควบคุมสติได้อีกแล้ว
ความหวาดกลัวที่จะต้องเสียเด็กในท้องไป เป็นเหมือนมีมีดอันแหลมคมกรีดลงไปในใจของนาง จางอี๋เหนียง
ร้องไห้เสียงดังในอ้อมกอดของต้วนชิงหมิง “คุณหนูใหญ่ คุณหนูใหญ่ ปีเซี่ยขอร้องคุณหนูใหญ่ช่วยเด็กคนนี้ไว้ด้วยเถิดนะ
เจ้าคะ”
ในที่สุดต้วนชิงหมิงก็ยอมใจอ่อน นางยื่นมือไปตบไหล่ของจางอี๋เหนียงอย่างเบามือ แล้วพูดอย่างจริงใจ “อี๋เหนียง
จะคิดแบบนี้ไม่ได้ ต่อให้เด็กในท้องจะเป็นน้องชายหรือน้องสาว แต่ทุกคนล้วนเป็นคนของจวนต้วน คนในจวนต้วนมีแต่
คุณชาย คุณหนู แล้วจะให้เรียกเป็นทาสเป็นบ่าวรับใช้ได้อย่างไรกัน!”
นี่เป็นครั้งแรกที่จางอี๋เหนียงรับรู้ได้ถึงพลังและความอบอุ่นจากมือต้วนชิงหมิง ที่ยื่นมาช่วยประคองนางให้ลุกขึ้น
อีกครั้ง……ต้วนชิงหมิงเคยเป็นแม่คนมาก่อนเหมือนกัน ดังนั้นจึงเข้าใจหัวอกคนเป็นแม่ ต่อให้ใครจะมาทำอันตรายใดๆ ก็
จะไม่มีวันให้ลูกได้เกิดเรื่องขึ้น
“เด็กคนนี้ที่เกิดมาจะต้องภักดีต่อคุณหนูใหญ่เจ้าค่ะ” นางหยุดร้องไห้แล้วพูดอย่างน่าสงสาร
ต้วนชิงหมิงได้ฟังถึงกับขมวดคิ้วขึ้นและพูดตำหนิไป “ในโลกนี้สายเลือดเดียวกันถือว่าใกล้ชิดกันที่สุด อี๋เหนียง
อย่าได้พูดคำว่า ‘ภักดี’ อะไรพวกนี้อีกเลย!”
สายตาของจางอี๋เหนียงไหวระริกขึ้นมาอีกครั้ง ต้วนชิงหมิงที่เห็นท่าทางลนลานนั้นจึงตั้งใจเอื้อนเอ่ยเป็นคำรบที่
สองว่า “เด็กคนนี้เมื่อเกิดมาแล้ว ก็ถือว่าเป็นน้องชายน้องสาวของข้าเช่นกัน อี๋เหนียงวางใจได้ ข้าจะดูแลเขาอย่างดี
เหมือนที่ดูแลต้วนอวี้!”
จางอี๋เหนียงหลั่งนํ้าตาด้วยความซาบซึ้งใจออกมา แม้นางจะยิ้มแต่นํ้าตาเจ้ากรรมกลับไหลรินออกมาไม่หยุด ครา
นางอยากร้องไห้กลับไม่มีนํ้าตาแม้แต่หยดเดียวไหลออกมา……ตอนนี้ทั้งความสุขความเศร้าปะปนอยู่ในใจจนจางอี๋เหนียง
พูดอะไรไม่ออกแล้ว
เป็นที่รู้กันดีว่าต้วนเจิ้งนั้นถือเป็นคนที่มีอำนาจมากที่สุดในจวนต้วน หลิวหรงเป็นคนที่ชั่วร้ายมากที่สุดในจวนต้วน
แต่ทั้งสองคนนี้หากจะเทียบความเฉลียวฉลาด ความโหดเหี้ยม และความเด็ดขาด ย่อมไม่อาจสู้ต้วนชิงหมิงได้
ในความคิดของคนนอกอย่างจางอี๋เหนียงมองออกว่า เจ้านายคนต่อไปในจวนต้วนแห่งนี้จะต้องเป็นต้วนอวี้อย่าง
แน่นอน ส่วนต้วนชิงหมิงจะเป็นเจ้านายที่ใส่ใจคนในจวน ถ้าตำแหน่งบุตรชายหรือบุตรสาวของอนุในวันข้างหน้าขึ้นอยู่
กับคำพูดของเจ้านายคำเดียวแล้วละก็ เช่นนั้นอนาคตลูกของจางอี๋เหนียงย่อมอยู่ในมือของต้วนชิงหมิงโดยปริยาย
พูดได้ว่าขอเพียงต้วนชิงหมิงเอ่ยปากจะปกปั้อง จางอี๋เหนียงย่อมมีหลักประกันว่าบุตรชายหรือบุตรสาวของนาง
จะได้มีที่พึ่งอันปลอดภัยไปชั่วชีวิต
ในเวลานี้ต้วนชิงหมิงได้แต่ถอนหายใจจนพูดไม่ออก ที่เห็นจางอี๋เหนียงเดี๋ยวร้องไห้เดี๋ยวหัวเราะจนมึนงงไปหมด ต้
วนชิงหมิงจึงกวักมือเรียกให้ชิวหนิงหยิบผ้าเช็ดหน้ายื่นให้จางอี๋เหนียงซับนํ้าหูนํ้าตา จากนั้นก็ใช้ให้บ่าวรับใช้ไปหยิบแปั้ง
ผัดหน้าเพื่อนำมาแต่งปิดรอบตาที่บวมแดงให้มิด