การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 271 เรื่องน่ายินดี
ปกติแล้วการแต่งหน้าถือเป็นหน้าเป็นตาของหญิงสาวทุกคน หญิงสาวที่ออกจากเรือนด้วยเสื้อผ้าอาภรณ์ไม่
เรียบร้อยย่อมถูกมองว่าไร้มารยาท ทว่าวันนี้จางอี๋เหนียงวิ่งมาที่เรือนของต้วนชิงหมิงด้วยท่าทีละม้ายจิตใจไม่อยู่กับเนื้อ
กับตัว นางมาอยู่ที่นี่ตั้งแต่บ่ายกระทั่งถึงตอนนี้ หากถูกใครที่คิดไม่ดีเห็นสภาพเช่นนี้ของจางอี๋เหนียงเดินออกไปจากเรือ
นของต้วนชิงหมิงละก็ จะต้องมีคนจำนวนไม่น้อยที่คาดเดาเรื่องราวไปต่างๆ นานา อย่างแน่นอน
ชิวหนิงเริ่มลงมือช่วยจางอี๋เหนียงเกล้าผมขึ้นและเขียนคิ้วให้ใหม่ ทำให้นางกลับมามีชีวิตชีวาดังเดิม ต้วนชิงหมิง
นั่งดูอยู่ด้านข้างอย่างสงบ แม้ว่าจางอี๋เหนียงจะถูกกักอยู่ในเรือนเป็นเวลานานหลายปี แต่พื้นฐานจิตใจของนางนั้นค่อน
ข้างดี ตอนนี้เพียงชิวหนิงแต่งโฉมให้ใหม่จึงดูสวยงามอ่อนช้อยดังเดิม
บัดนี้จิตใจของจางอี๋เหนียงเริ่มสงบลง พลางยกยิ้มขึ้น “อี๋เหนียงต้องจดจำคำของข้าเอาไว้นะ อี๋เหนียงมีเลือดเนื้อ
เชื้อไขของจวนต้วนอยู่ถือเป็นเรื่องน่ายินดี ฉะนั้นอย่าได้เอาแต่ร้องห่มร้องไห้เช่นนี้อีกเลย ควรจะมีความสุขเบิกบาน เพื่อ
ให้คนอื่นได้รับรู้ถึงความภูมิใจที่มีลูกอยู่ในท้อง ตอนนี้อี๋เหนียงรีบไปบอกข่าวดีนี้ให้กับท่านพ่อทราบเถิด ข้าจะรอฟังข่าวดี
จากอี๋เหนียงตรงนี้แล้วกัน!”
อันที่จริงต้วนชิงหมิงสามารถใช้ประโยชน์จากลูกของจางอี๋เหนียง เพื่อทำลายให้หลิวหรงไม่มีทางได้ผุดได้เกิดอีก
แต่ว่านางได้ล้มเลิกความคิดนั้นไปแล้ว เพราะนางก็เคยเป็นแม่ที่สูญเสียลูกมาก่อน จึงเข้าใจหัวอกคนเป็นแม่ดี หากจะใช้
จางอี๋เหนียงและลูกในท้องมาแก้แค้นเพื่อตนเอง เห็นทีจะเป็นเรื่องที่ผิดหลักความเป็นมนุษยธรรมเป็นที่สุด แม้คนอื่น
เลือกที่ใช้วิธีที่เหี้ยมโหดเย็นชาในการใช้คนอื่นเป็นเครื่องมือ แต่ต้วนชิงหมิงกลับมิอาจตัดสินใจทำเช่นนั้นได้!
เมื่อจางอี๋เหนียงได้ยินที่ต้วนชิงหมิงบอก นางก็รีบเช็ดนํ้าตาที่ไหลริน แล้วยืดอกพูดขึ้น “คุณหนูใหญ่วางใจได้
ตอนนี้ปีเชี่ยจะไปบอกนายท่านเจ้าค่ะ……”
พูดจบพลางก้าวเท้าหมายจะเดินไป ทว่าจู่ๆ นางกลับหยุดฝีเท้าลงแล้วพูดพึมพำขึ้น “คุณหนูใหญ่วางใจได้ ต่อให้
จะมีเด็กคนนี้แล้ว ปีเชี่ยก็ยังคงเป็นห่วงและดูแลคุณชายใหญ่เสมอ ไม่เปลี่ยนแปลงเจ้าค่ะ!”
จางอี๋เหนียงไม่ลืมก้มหัวให้ต้วนชิงหมิง แล้วเดินออกไปอย่างเชื่องช้า
เด็กสาวสูดลมหายใจเข้าออกเฮือกหนึ่ง พลางหยิบนํ้าชาขึ้นจิบช้าๆ บนเก้าอี้ไม้พะยูงแดงไม่เอื้อนเอ่ยคำใด แสง
สุริยันด้านนอกหน้าต่างค่อยๆ เลือนราง ความมืดเริ่มคืบคลานไปทั่วท้องฟั้า อีกไม่นานม่านรัตติกาลก็จะคลี่คลุม ทว่าเด็ก
สาวยังคงจ้องมองออกไปด้านนอกด้วยแววตาเหม่อลอย คิดสิ่งใดอยู่ก็สุดที่จะรู้
นางถอนหายใจออกมาอีกคำรบหนึ่ง แล้วยกมือขึ้นหยิกแก้มของตัวเอง แสงสุดท้ายของวันริบหรี่เต็มที สาดแสงสี
ทองให้ตกกระทบหิมะที่ปกคลุมอยู่ด้านนอกไปกระทบใบหน้าที่ซีดขาวของต้วนชิงหมิง……วันนี้นางทิ้งโอกาสในการใช้
เด็กที่อยู่ในท้องของจางอี๋เหนียงแก้แค้นหลิวหรง แต่ต้วนชิงหมิงไม่ได้กังวลมากนัก เพราะนางเชื่อว่าหลิวหรงที่เพิ่งสูญ
เสียลูกไป คงไม่ยอมเห็นจางอี๋เหนียงเอาท้องที่พองโตขึ้นมาทุกวันลอยหน้าลอยตาไปมาอย่างแน่นอน ดังนั้นหลิวหรงจะ
ต้องสรรหาทุกวิถีทางในการทำร้ายและใส่ร้ายสารพัด……สิ่งที่ต้วนชิงหมิงต้องทำในเวลานี้คือ การหาโอกาสที่เหมาะ
สมในการโจมตีหลิวหรงให้ไม่มีที่ยืนในจวนต้วนได้อีกต่อไป!
ชิวหนิงรีบปิดประตูเรือนเข้าหากันจนสนิทเมื่อจางอี๋เหนียงเดินออกไป พลางเร่งฝีเท้าเดินกลับมาหาเจ้านาย ทว่า
ทันทีที่นางเปิดประตูห้องของต้วนชิงหมิงออก ลมหนาวจากด้านนอกลอดผ่านประตู เข้ามาในห้องอย่างไร้สุ้มเสียง พา
ความหนาวเย็นเข้ามา แม้จะมีอ่างใส่ถ่านร้อนๆ ให้ความอบอุ่นในห้อง ทว่าต้วนชิงหมิงกลับรู้สึกเย็นยะเยือกไปถึงกระดูก
ต้วนชิงหมิงก้มหน้าลง ยกนํ้าชาขึ้นจิบ ถามขึ้น “อวี้เอ๋อร์อยู่ไหน?”
ชิวหนิงยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ “เยวี่ยเจียพาคุณชายใหญ่ไปทานขนมกุ้ยฮวาเจ้าค่ะ ก่อนกลับยังห่อใส่กล่องไปจำนวน
หนึ่ง ตอนนี้คงเดินไปส่งคุณชายใหญ่ที่เรือนเจ้าค่ะ!”
ต้วนชิงหมิงยังคงก้มหน้าแล้วตอบรับ “อ่อ” เพื่อบอกว่านางรับรู้แล้ว
ชิวหนิงได้เห็นท่าทางที่ไม่ค่อยได้พบเห็นบ่อยนักของนายหญิง พลางอมยิ้มรายงาน “บ่าวว่าเสื้อกันหนาวของ
คุณชายใหญ่บางไปหน่อย จึงสั่งให้เยวี่ยเจียไปบอกแม่นมที่ดูแลคุณชายใหญ่ให้ไปหาเสื้อผ้าที่หนาหน่อยมาให้คุณชาย
ใหญ่สวมใส่แล้วเจ้าค่ะ อีกอย่างนี่ก็ใกล้จะฉลองวันปีใหม่แล้ว ตามธรรมเนียมนั้นเสื้อผ้าชุดใหม่ของคุณหนูกับคุณชาย
ใหญ่ต้องเริ่มให้ทำได้แล้วเจ้าค่ะ”
ในที่สุดต้วนชิงหมิงก็เงยหน้าขึ้นมา พลางมองไปที่ชิวหนิงแล้วพูดเสียงเรียบนิ่ง “เจ้าไปเอาผ้าสีม่วงและสีแดง
อย่างละสองพับส่งไปที่เรือนของจางอี๋เหนียงด้วยล่ะ”
ชิวหนิงตอบรับคำและรีบไปจัดแจงในทันที
เด็กสาวครุ่นคิดอีกชั่วครู่ พลางเอ่ยกำชับ “ให้เอาผ้าพับสีฟั้าครามที่เหลือจากตัดชุดให้กับต้วนอวี้ในครั้งก่อนไปให้
จางอี๋เหนียงพร้อมกันเลยแล้วกัน”
ชิวหนิงพยักหน้าตอบรับอีกครั้งแล้วถามอย่างระมัดระวัง “จะรอให้ข่าวดีของจางอี๋เหนียงกระจายไปทั่วจวนต้วน
ก่อน แล้วค่อยนำไปส่งให้ใช่หรือไม่เจ้าคะ?”
อีกฝั่ายส่ายหน้าไปมา “จะรอหรือไม่รอก็ไม่ได้สลักสำคัญหรอก”
ถ้าเรื่องที่จางอี๋เหนียงมาที่นี่ตั้งแต่ช่วงบ่ายกับข่าวดีเรื่องนางท้องนั้นได้แพร่ออกไปละก็ คิดดูสิว่าคนอื่นไม่ต้องคิดก็
รู้ทันทีว่าเรื่องนี้ต้วนชิงหมิงจะต้องเป็นคนทำ ดังนั้นพับผ้าเหล่านี้ ถ้าถูกส่งไปก่อนที่ข่าวดีจะแพร่ออกไปอาจถูกมองว่ามี
นํ้าจิตนํ้าใจ แต่ถ้าส่งไปหลังจากที่ข่าวดีรู้กันทั่วแล้ว จะกลับกลายเป็นจุดที่คนอื่นนำมาเล่นงานได้
ชิวหนิงเข้าใจแผนการของต้วนชิงหมิงเป็นอย่างดีขึ้นมาทันที นางรีบพยักหน้าตอบรับและจดจำคำพูดนี้จนขึ้นใจ
ต้วนชิงหมิงยังคงนั่งจิบชาอย่างเงียบเชียบ ในขณะที่ชิวหนิงก็จัดเก็บข้าวของอย่างไร้สุ้มเสียงเช่นกัน ความเคยชิ
นของต้วนชิงหมิงอย่างหนึ่งคือ เวลานางอยู่คนเดียวมักไม่ค่อยพูดจา ชิวหนิงก็เอาแต่จัดเก็บข้าวของอย่างเบามือและ
เงียบเชียบให้ไม่เหมือนว่ามีนางอยู่ในห้องนี้
ผ่านไปสักพักใหญ่ๆ ต้วนชิงหมิงจู่ๆ ได้ถามขึ้นมาประโยคหนึ่งว่า “แผลของเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์เป็นอย่างไรบ้าง?”
“แผลไม่ได้ลึกไปถึงกระดูกเจ้าค่ะ ตอนนี้แผลเริ่มปิดและกำลังสมานอยู่ เพียงแต่ตอนนี้ยังเดินไม่ได้เจ้าค่ะ” ชิว
หนิงตอบ
ต้วนชิงหมิงได้แต่ยู่ปากโดยไม่เอื้อนเอ่ยสิ่งใดต่อ
ชิวหนิงหันไปถามต้วนชิงหมิงอีกครั้ง “ได้ยินมาว่าองค์ชายสามให้คนมาส่งยารักษารอยแผลเป็นมาให้ ยังได้ยินอีก
ว่ายานั้นเป็นยาวิเศษเจ้าค่ะ”
เหยียนหลิ่งอวี๋ส่งมาอย่างนั้นหรือ?
ต้วนชิงหมิงไม่ได้ตระหนกกับสิ่งที่ชิวหนิงเล่า แต่พยักหน้ารับรู้อยู่สองสามครั้ง “ในเมื่อคุณชายสามส่งมาก็นำไป
ให้เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ใช้เถอะ!”
เหยียนหลิ่งอวี๋ถือว่ายังพอมีจิตใจที่ดีหลงเหลืออยู่บ้าง เป็นเพราะเขาจึงทำให้เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ต้องมาเจ็บตัวหนักถึง
เพียงนี้ ยังดีที่ยังรู้ว่าต้องส่งยารักษาแผลเป็นมาให้!
ชิวหนิงได้เก็บกวาดจัดห้องเสร็จสิ้นด้วยความรวดเร็ว เมื่อหันไปมองก็พบว่าต้วนชิงหมิงยังคงเหม่อลอยอยู่เช่นเดิม
นางจึงมองตามสายตาที่ต้วนชิงหมิงทอดออกไป ก็พบว่าต้วนชิงหมิงกำลังมองทางที่จางอี๋เหนียงเดินออกจากเรือนไป แม้
ชิวหนิงจะตระหนกตกใจแต่นางกลับยิ้มออกมา “ที่จริงแล้ว หลิวอี๋เหนียงในตอนนี้ไม่เหมือนหลิวอี๋เหนียงในอดีตอีกแล้ว
แต่ไม่รู้ด้วยเหตุใดจางอี๋เหนียงยังคงกังวลกับเรื่องใดอยู่กันแน่?”
ต้วนชิงหมิงปรายตามองชิวหนิงพร้อมกับถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ “จางอี๋เหนียงคงถูกหลิวอี๋เหนียงทำให้
ตกใจจนกลัว เหมือนกระต่ายตื่นตูม!”
อย่างไรเสียชิวหนิงก็ยังเป็นสาวน้อย ที่ยังไม่ได้เข้าใจคำพูดที่ต้องตีความของต้วนชิงหมิงมากนัก……พอได้ฟังที่ต้วน
ชิงหมิงพูด ชิวหนิงได้พูดยิ้มๆ ขึ้นมา “แต่ว่าจางอี๋เหนียงก็ยังนับว่าฉลาดเฉลียวอยู่ ที่ยังรู้ว่าต้องมาหาคุณหนูช่วยปกปั้อง
เด็กที่อยู่ในท้องของนาง”
เมื่อพูดมาถึงตรงนี้สีหน้าของชิวหนิงอยู่ๆ ก็ปรากฏสายตาที่แปลกพิลึก นางชะงักมือที่กำลังเก็บข้าวทันที พลาง
ถามขึ้นเสียงเบา “คุณหนูเจ้าคะ อันที่จริงบ่าวก็ยังกังวลใจอยู่… ลูกของจางอี๋เหนียงคนนี้ คุณหนูไม่ถือสาใช่ไหมเจ้าคะ?”
ต้วนชิงหมิงหันหน้ากลับไปมองท้องฟั้าที่อยู่นอกหน้าต่างตามเดิม ไม่นานสายตาของนางยังคงเหม่อลอยและพูด
นํ้าเสียงที่นิ่งเรียบ “ทำไมข้าจะต้องถือสาด้วยเล่า… เด็กทุกคนถือกำเนิดจากคำอวยพรที่ประเสริฐของผู้เป็นแม่ ซึ่งไม่ได้
เกี่ยวกับฐานะยากดีมีจน สูงตํ่าดำขาวสักหน่อย… เพราะฉะนั้นเด็กทุกคนต่างมีเหตุผลเพียงพอที่จะถือกำเนิดออกมา”
ชิวหนิงพลันประหลาดใจกับสิ่งที่ได้ยินขึ้นมาทันที
นางพบว่าต้วนชิงหมิงในตอนนี้ ไม่ใช่ต้วนชิงหมิงที่มีความสามารถและสติปัญญาที่นางคุ้นเคย แต่กลับเป็นคน
แปลกหน้ามากที่สุด สำหรับต้วนชิงหมิงที่เข้าใจชีวิตกับเรื่องราวต่างๆ อย่างถ่องแท้ ช่างเหมือนกับผู้ใหญ่ที่ต้องครุ่นคิด
และไม่ใช้อารมณ์ในการตัดสินใจอย่างหุนหันพลันแล่น
คำพูดที่เหมือนมีชีวิตผ่านร้อนผ่านหนาวมามากของต้วนชิงหมิง เป็นเหมือนพายุใหญ่ที่พัดพาความสงสัยในใจ
ทั้งหมดของชิวหนิงไปด้วยจนหมดสิ้น
ทว่าช่วงแวบหนึ่งที่ชิวหนิงรู้สึกยินดีกับต้วนชิงหมิงที่ไม่ได้ตกอยู่ในห้วงของความเคียดแค้น เพราะอย่างน้อยๆ คุณ
หนูในตอนนี้ก็ยังคงเป็นสาวน้อยที่มีจิตใจเมตตาคนหนึ่ง…