การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 272 เรื่องไม่คาดฝัน
เช้าวันถัดมา ข่าวเรื่องการตั้งท้องของจางอี๋เหนียงก็แพร่ไปทั่วทั้งจวนต้วน
จางอี๋เหนียงตั้งท้องอย่างนั้นหรือ
ช่างประจวบเหมาะกับที่หลิวอี๋เหนียงเพิ่งจะเสียลูกไป
จวนต้วนที่เพิ่งสงบเงียบได้ไม่กี่วัน อีกไม่นานคงจะมีศึกใหญ่ระหว่างอี๋เหนียงเกิดขึ้นแน่นอน ผู้คนในจวนต่างคาด
เดาไปต่างๆ นานา พลางจับจ้องว่าอนาคตของจางอี๋เหนียงผู้นี้จะสงบสุขดีหรือไม่!
แน่นอนว่าทุกคนต่างคาดเดากันไปอีกว่า เมื่อมีข่าวดีของจางอี๋เหนียงเกิดขึ้น ก็จะเป็นจุดความโปรดปรานของ
หลิวหรงลดน้อยถอยลง อีกทั้งจวนต้วนอาจมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ก็เป็นได้
ยังมีคนในจวนคาดเดาไปอีกว่า ช่วงนี้คุณหนูใหญ่ต้วนชิงหมิงให้ความสำคัญกับจางอี๋เหนียงมากขึ้น แต่ไม่รู้ว่าจะ
ให้โอกาสลูกของจางอี๋เหนียงได้ลืมตาดูโลกหรือไม่
ในเช้าวันนี้ชิวหนิงได้นำสิ่งของที่ต้วนชิงหมิง ได้กำชับจัดเตรียมนำไปให้ที่เรือนของจางอี๋เหนียง พร้อมกับทักทาย
ถามไถ่แทนต้วนชิงหมิงในที ในขณะที่ฝังของหลิวหรงกลับนิ่งเงียบไม่มีการเคลื่อนไหวใด ยังให้คนไปส่งของบำรุงต่างๆ
ให้จางอี๋เหนียงเช่นกัน แม้ภายนอกจางอี๋เหนียงจะดูดีอกดีใจกับของบำรุงเหล่านี้ ทว่าส่วนลึกในใจของนางกลับไม่ได้
ซาบซึ้งอย่างที่แสดง ยิ่งเพิ่มความระมัดระวังมากขึ้นแทน
ส่วนคนที่มีความสุขที่สุดก็คงจะไม่พ้นต้วนเจิ้ง เพราะตั้งแต่ที่คุณชายใหญ่ต้วนอวี้มีอายุได้หกปี ในจวนก็เพิ่งจะมี
ข่าวดีเรื่องการตั้งท้องของจางอี๋เหนียง ต้วนเจิ้งพลันรู้สึกดีใจ สายตาไม่ละไปจากท้องของอี๋เหนียงอยู่นาน ส่วนหลิวหรงที่
นั่งอยู่ด้านข้างก็มองไปที่ท้องของอีกฝั่ายเช่นกัน ทว่าในมือกลับขยำผ้าเช็ดหน้าแน่นจนเกือบขาดไปหมดแล้ว เด็กในท้อง
นั่นควรมาอยู่ในท้องของข้าสิ!
ในตอนนี้คนในจวนต่างเริ่มแอบวิพากษ์วิจารณ์กันไปต่างๆ นานา มีคนเริ่มเป็นห่วงวันเวลาที่ไม่อาจสงบสุขของ
จางอี๋เหนียงในวันข้างหน้า และคนจำนวนไม่น้อยก็เริ่มขุดคุ้ยเรื่องในอดีตที่นางเคยเสียลูกมาแล้วครั้งหนึ่ง ในครั้งนี้จึงไม่รู้
ว่าจางอี๋เหนียงจะสามารถรักษาท้องนี้ได้หรือไม่
ข่าวซุบซิบนินทาเช่นนี้เป็นงานที่เยวี่ยเจียถนัดถนี่ที่สุด นางนำข่าวลือนี้ไปรายงานให้ต้วนชิงหมิงฟัง ทว่าต้วนชิงห
มิงกลับยิ้มบางๆ ในขณะที่ดื่มนํ้าชาไปด้วย
ข่าวดีเรื่องการตั้งท้องของจางอี๋เหนียงเป็นเพียงแค่การเริ่มต้นเท่านั้น ส่วนเรื่องจะสามารถรักษาเด็กในท้องได้หรือ
ไม่นั้น ทุกคนก็ยังมิอาจคาดการณ์ได้ แต่สิ่งที่ทุกคนรู้ดีอยู่แก่ใจคือ หลิวหรงไม่มีทางปล่อยให้เด็กคนนี้เกิดขึ้นมาได้เด็ด
ขาด
ใบหน้าที่ไร้ความรู้สึกของจางอี๋เหนียงช่วงนี้กลับเริ่มมีรอยยิ้มแห่งความสุขให้เห็น เมื่อต้วนเจิ้งตั้งใจเลือกบ่าวรับใช้
สองคนให้มาคอยรับใช้ปรนนิบัติ ยิ่งไปกว่านั้นหากนางมีเวลาก็จะแวะมาหา นั่งพูดคุยที่เรือนของต้วนชิงหมิงทั้งเรื่องของ
ต้วนอวี้ เรื่องลูกที่ยังไม่ได้ถือกำเนิดออกมา และเรื่องที่เกิดขึ้นช่วงนี้เท่านั้นเอง
บางครั้งจางอี๋เหนียงก็ไปดูแลต้วนอวี้บ้าง ทว่าสิ่งที่เริ่มเปลี่ยนไปไม่เหมือนเมื่อก่อนคือ เมื่อก่อนทุกครั้งที่นางเข้า
ออกเรือนของต้วนอวี้จะมีท่าทีที่เจียมตัวระมัดระวังในทุกย่างก้าว แต่เดี๋ยวนี้เวลาที่มาทุกครั้งก็จะมีบ่าวรับใช้คอย
ประคองหน้าประคองหลัง ดูแลมิคาดสายตา
อีกอย่างเวลาที่เจอหน้าต้วนอวี้ แม้จางอี๋เหนียงจะมีฐานะตํ่ากว่า แต่นางกลับมีสีหน้าท่าทีที่ดูเหมือนจะยกตัวให้
เท่าเทียม ซึ่งทุกคนในที่นั้นย่อมอ่านสีหน้าท่าทางของนางออก
ทุกครั้งที่เยวี่ยเจียนำเรื่องจางอี๋เหนียงมาเล่าให้ต้วนชิงหมิงฟังอย่างละเอียดถี่ถ้วน ต้วนชิงหมิงก็ทำแต่เพียงยิ้ม
บางๆ เท่านั้น… เด็กในท้องของจางอี๋เหนียงคนนี้ยังไม่รู้เลยว่าจะสามารถรักษาไว้ได้หรือไม่ หากรักษาได้ก็ถือเป็นโชคดี
ของจวนต้วน แต่หากจางอี๋เหนียงไม่รู้จักเจียมเนื้อเจียมตัวให้มากกว่านี้ เกรงว่าอีกไม่ช้านานคงได้ร้องไห้ออกมาด้วย
ความเสียใจอีกคราเป็นแน่
ในทุกวันหลังจากที่ต้วนเจิ้งทำงานอย่างหนักกลับมา ไม่ว่าจะเหน็ดเหนื่อยมากเพียงใด เขาจะต้องเดินไปที่เรือน
ของจางอี๋เหนียงเพื่อถามไถ่อาการของเด็กในท้อง แล้วค่อยกลับไปพักผ่อนที่เรือนของตนสมํ่าเสมอทุกวัน
ช่วงระยะนี้หลิวหรงดูจะไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ ออกมา นางเอาแต่ขังตัวเองไว้ในเรือนโดยที่ไม่ก้าวออกมาข้าง
นอกแม้แต่ก้าวเดียว อีกทั้งต้วนอวี้หรานก็เปลี่ยนไปเป็นคนที่สงบนิ่งขึ้น อย่างน้อยที่สุดเมื่อทราบข่าวดีของจางอี๋เหนียงที่
เล่าลือกันไปทั่วในจวน ต้วนอวี้หรานก็ยังรักษาความสงบนิ่งไปพร้อมกับระมัดระวังคำพูดมากขึ้น ช่างน่าแปลกที่นางไม่
พูดสิ่งที่ไม่เป็นมงคลออกมาเลยแม้แต่คำเดียว!
เรื่องทั้งหมดทั้งมวลนี้ ดูเหมือนจะปกติสุขดี ทว่าอาจจะมีคนที่รอคอยโอกาสอยู่ก็เป็นได้ ทางด้านต้วนชิงหมิงใน
แต่ละวันนอกจากจะนั่งเหม่อลอยมองธรรมชาติ ก็จะหาเวลาไปสอนต้วนอวี้และสอบถามสิ่งที่เขาได้เรียนมาในแต่ละวัน
ทั้งหมดนี้ดูจะเรื่องที่เห็นได้เป็นปกติของจวนต้วนไปแล้ว
แต่ว่าในใจของทุกคนต่างรู้ชัดเป็นที่สุด ยิ่งเงียบสงบมากมายเพียงใด การรอคอยโอกาสที่จะลงมือก็จะยิ่งร้ายแรง
มากขึ้นเท่านั้น
ตอนนี้เป็นช่วงต้นเดือนของเดือนสิบสอง อีกไม่เกินครึ่งเดือนก็จะได้ฉลองวันปีใหม่แล้ว
`
ในวันนี้เป็นงานวันเกิดของท่านปูั่จวนเชวีย ต้วนเจิ้งกับต้วนชิงหมิงได้รับคำเชิญให้ไปร่วมงานที่จวนเชวีย ทว่าจวน
ต้วนที่เงียบสงบมาสักพักใหญ่ๆ… กลับมีเรื่องเกิดขึ้นแล้ว!
วันนี้ต้วนเจิ้งพาต้วนชิงหมิงและต้วนอวี้ออกจากจวนไปร่วมงานตั้งแต่เช้าตรู่ ในขณะที่ต้วนอวี้หรานถูกสั่งให้ไป
สำนึกผิดอยู่ที่เรือนจึงไม่ได้ติดตามไปด้วย
สภาพอากาศในวันนี้ช่างอึมครึมราวกับฟั้าฝนพร้อมกลั่นตัวเป็นนํ้าหยดลงมา ก่อนออกไปจากเรือนต้วนชิงหมิง
หันไปสั่งชิวหนิงให้เฝั้าประตูจวนให้ดี หากมีเรื่องอะไรสามารถไปหานางได้ตลอดที่จวนเชวีย
คำสั่งกำชับกำชาที่ฟังดูคล้ายเป็นเฉกเช่นทุกวัน
ในเวลานี้เอง ที่ต้วนชิงหมิงกำลังพูดคุยกับเชวียหนิงหรานในห้องอย่างสนุกสนาน พลันมีข่าวจากจวนต้วนมารา
ยงานต้วนเจิ้ง คุณหนูใหญ่และคุณชายใหญ่ให้รีบกลับโดยเร็ว เพราะที่จวนเกิดเรื่องขึ้นแล้ว!
คนที่มารายงานเรื่องนี้คือ ลูกน้องคนสนิทของเถี่ยเฟิงที่ชื่อว่า ‘หนิวเถี่ย’
ใบหน้าที่ดูคล้ายตื่นตระหนกของหนิวเถี่ยเมื่อได้พบต้วนเจิ้งก็เป็นการบอกเรื่องราวได้ส่วนหนึ่ง นี่คงมิใช่เรื่องเล็ก
เป็นแน่ ยิ่งเหงื่อที่ไหลออกมาจนเต็มหน้าหยดลงพื้นอย่างไม่ขาดสายก็รู้ว่าหนิวเถี่ยต้องวิ่งมาอย่างแน่นอน แต่ด้วยการ
ฝึกฝนเป็นเวลานานหลายปีในค่ายทหาร เขาจึงไม่ได้รู้สึกเหนื่อยหอบแต่อย่างใด แม้หนิวเถี่ยจะกังวล แต่ก็สามารถเล่า
เรื่องที่เกิดขึ้นในจวนต้วนตั้งแต่เริ่มจนจบอย่างละเอียดให้กับต้วนเจิ้งได้ฟังอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง!
เรื่องนี้ได้เล่าจนจบก่อนที่ต้วนชิงหมิงจะเดินมาถึง ดังนั้นนางจึงไม่ทราบว่าเกิดเรื่องใดขึ้นที่จวนต้วนก็ได้มีคนไป
ตามให้รีบกลับอย่างรีบร้อน
สีหน้าและแววตาที่บ่งบอกถึงความสงสัยระคนงุนงงของต้วนชิงหมิงล้วนเผยออกมา นางอยากทราบว่าเกิดเรื่อง
ใดขึ้น แต่พอได้เห็นหน้านิ่วคิ้วขมวดของต้วนเจิ้ง ปากกลับหนักไม่กล้าเอื้อนเอ่ยคำใด
เมื่อรถม้าเร่งฝีเท้ากลับมาถึงจวนต้วน รถม้าเทียมจอดหน้าประตูจวนได้ยินต้วนเจิ้งสั่งให้ต้วนชิงหมิงพาต้วนอวี้
กลับไปที่เรือนก่อน ทั้งยังยํ้าแล้วยํ้าอีก ไม่ว่าจะเกิดเรื่องใดหรือได้ยินเสียงอะไรก็ตาม ห้ามออกมาจากเรือนเป็นอันขาด!
ต้วนชิงหมิงจึงให้เยวี่ยเจียไปส่งต้วนอวี้ที่เรือน ส่วนนางนั้นเดินตามต้วนเจิ้งไป
นี่เป็นครั้งแรกที่ต้วนเจิ้งปฏิเสธเสียงแข็ง “หมิงเอ๋อร์ บางเรื่องเป็นเรื่องของผู้ใหญ่ ควรปล่อยให้ผู้ใหญ่เป็นคน
จัดการเองดีกว่า หมิงเอ๋อร์ไปส่งน้องชายกลับเรือนเสียเถิด!”
เสียงที่แข็งกร้าวของต้วนเจิ้งทำให้เด็กสาวก็รู้สึกเศร้าใจ……ทว่านางพอจะเดาเรื่องราวคร่าวๆ ได้ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นใน
จวนต้วนแห่งนี้!
ก่อนนางจะหมุนตัวกลับไป จึงหันไปพูดอย่างจริงใจกับบิดา “ท่านพ่อไม่ให้ลูกสาวไปด้วยก็คงจะมีเหตุผลของท่าน
พ่อ เพียงแต่ลูกสาวคนนี้จะพูดอะไรเสียหน่อย ขอให้ท่านพ่อโปรดจำให้ขึ้นใจ…”
นางหยุดพูดโดยไม่มีปีไม่มีขลุ่ย
ต้วนเจิ้งจึงจ้องมองแววตาของต้วนชิงหมิง
เขารู้ดีว่าต้วนชิงหมิงเป็นเด็กน้อยที่มีแผนการมาตลอด แม้เขาจะไม่ได้เล่าอะไรให้ฟัง ทว่านางก็คงจะพอเดาเรื่อง
ราวคร่าวๆ ได้แล้วถึงสิ่งที่เกิดขึ้น
ต้วนเจิ้งได้แต่ถอนหายใจอย่างแผ่วเบาแล้วพูดขึ้น “หมิงเอ๋อร์ ไหนพูดมาซิ”
นางจึงอ้าปากพูดต่อไป “หมิงเอ๋อร์หวังเพียงแต่ว่า อีกครู่ไม่ว่าจะเกิดเรื่องใดขึ้น ขอให้ท่านพ่อพิจารณาอย่าง
ถี่ถ้วนเท่านั้นเจ้าค่ะ อีกอย่างไม่ว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร ท่านพ่อจะต้องให้อารมณ์สงบลงก่อนค่อยตัดสินใจ จะต้อง
ระมัดระวังการตัดสินนะเจ้าคะ……”
ต้วนเจิ้งสบตาบุตรี พยักหน้ารับรู้ก่อนจะเดินเข้าไปด้านใน