การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 273 จับคนชั่ว
ต้วนชิงหมิงสืบเท้าไปด้านหน้าสองก้าว พลางใช้มือจับชายเสื้อผู้เป็นบิดาเมื่อเห็นเขาร้อนใจทำท่าจะรีบผละจากไป
กล่าววาจาสำทับเสริมอีกประโยค “หมิงเอ๋อร์ขอร้องท่านพ่อ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม จะต้องปกปั้องลูกในท้องของ
จางอี๋เหนียงด้วยนะเจ้าคะ”
ทว่าบัดนี้ต้วนเจิ้งยิ่งงงเป็นไก่ตาแตกแล้ว
ไม่ว่าจะเกิดเรื่องอะไรก็ตาม รวมถึงเรื่องชั่วร้ายของจางอี๋เหนียงอย่างนั้นด้วยหรือ?
เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ต้วนเจิ้งก็ฝืนยิ้มขึ้นมา เขามองมาที่ต้วนชิงหมิงพร้อมกับพูดเสียงค่อนข้างเบาว่า “หมิงเอ๋อร์
หมายถึง……ต่อให้จางอี๋เหนียงทำเรื่องชั่วร้ายเพียงใดก็ยังต้องปกปั้องนางไว้อย่างนั้นหรือ?”
แม้แต่ทำเรื่องที่สกปรกโสโครกก็ต้องละเว้นหรือ?
นางหายเข้าใจลึกๆ ก่อนจะตอบอย่างไม่ลังเลใจ “ใช่แล้วท่านพ่อ ไม่ว่าเรื่องชั่วร้ายอะไรก็ตามเจ้าค่ะ”
ต้วนเจิ้งคิ้วขมวดเข้าหากัน หยุดชะงักมองเข้าไปในดวงตาของบุตรีนิ่งงันไปชั่วครู่ เอ่ยขึ้นก่อนจะกลับหลังเดินจาก
ไป “เจ้าอยากให้พ่อปกปั้องจางอี๋เหนียงอย่างนั้นละสิ”
ผู้หญิงแบบนั้นเพียงคนเดียวจะคุ้มค่าจริงหรือ? คุ้มค่าถึงขนาดให้บุตรสาวอันเป็นที่รักของเขามาขอร้องขอความ
เห็นใจแทนนาง
กระแสอุ่นไหลรินผ่านกลางอกต้วนเจิ้งระลอกหนึ่ง ละม้ายรู้สึกจุกขึ้นกลางหัวใจ เขาเพิ่งรู้ว่าไม่สามารถเข้าใจ
ความคิดของต้วนชิงหมิงได้
ต้วนชิงหมิงเผยยิ้มอย่างจริงใจ รอยยิ้มนี้ช่างสว่างไสวเหมือนกับพระอาทิตย์ในยามเช้า ที่ได้สาดแสงกระทบกับ
ใบหน้าที่เคร่งเครียดของต้วนเจิ้งในเวลานี้
เดิมทีในใจของเขามีความกดดันอยู่ไม่น้อย แต่เมื่อเห็นรอยยิ้มต้วนชิงหมิงกลับรู้สึกผ่อนคลายลงอย่างน่า
ประหลาด ผู้เป็นบิดาพยักหน้าหงึกหงักสองครั้ง แล้วเปล่งวาจา “พ่อเข้าใจแล้ว!”
พูดจบก็หันหลังกลับไปอีกครั้งแล้วเดินจากไป
ก็ดี! ในเมื่อความปรารถนาของหมิงเอ๋อร์คือต้องการปกปั้องจางอี๋เหนียง ในใจของต้วนเจิ้งพลันรู้สึกเจ็บขึ้นมา
บุตรสาวคนโตสามารถคาดเดาความคิดของเขาที่อยากจะปกปั้องจางอี๋เหนียงได้?
ท่าทีของผู้เป็นบิดาเปลี่ยนไป มีหรือที่นางจะดูไม่ออก ต้วนเจิ้งรู้สึกใจสั่นไปชั่วขณะซวนเซจนเกือบล้มลงกับพื้น ใน
เวลานี้เองพลันเห็นมือน้อยๆ มือหนึ่งยื่นมาประคองไว้ ต้วนเจิ้งจึงหันกลับไปมองก็เห็นใบหน้าจิ้มลิ้มขาวเนียนของต้วนชิง
หมิง นางพูดด้วยนํ้าเสียงซุกซนว่า “ท่านพ่อไม่รอให้หมิงเอ๋อร์พูดจบก่อนก็จะรีบไปแล้วหรือเจ้าคะ?”
เขาผงะไปชั่วขณะ หรือว่าบุตรสาวคนนี้ยังอยากจะร้องขอความเห็นใจแทนจางอี๋เหนียงอีกครั้ง? ชิงหมิงรู้หรือไม่
ว่าจางอี๋เหนียงผู้นี้ไม่ควรค่าที่จะช่วยขอร้องแทน?
เมื่อต้วนเจิ้งเห็นสายตาที่เปล่งประกายของต้วนชิงหมิงแล้ว เขาได้แต่เจ็บปวดไปทั้งหัวใจและยังไม่ทันจะพูดสิ่งใด
ต่อ ต้วนชิงหมิงกลับหัวเราะขึ้นมาก่อน “ลูกเพียงแค่อยากจะให้ท่านพ่อรักษาเด็กในท้องของจางอี๋เหนียงเอาไว้ให้ได้……”
ไม่รู้ด้วยเหตุผลกลใด บัดนี้ในใจต้วนเจิ้งกลับรู้สึกผ่อนคลายลงไปไม่น้อย! บุตรสาวของเขาแค่อยากจะรักษาลูกใน
ท้องจางอี๋เหนียง แค่นั้นใช่หรือไม่?
ทันใดนั้นต้วนเจิ้งเหมือนคิดอะไรขึ้นมาได้ สายตาของเขาจึงเปลี่ยนไป ก่อนจะพยักหน้ารับแล้วตอบว่า “พ่อรับรู้
แล้ว!”
ต้วนชิงหมิงขมวดคิ้วขึ้นน้อยๆ มองตามหลังผู้เป็นบิดาเดินจากไป ในใจหวังเพียงว่าต้วนเจิ้งจะเข้าใจคำพูดของ
นางไม่มากก็น้อย ทว่านางกลับไม่แน่ใจว่าเขาจะรักษาเด็กในท้องของจางอี๋เหนียงไว้หรือไม่!
เมื่อเงาของต้วนเจิ้งเดินเลี้ยวหายวับไปตามทาง สรรพเสียงรอบด้านพลันเงียบลง
ในเวลานี้แววตาที่เปล่งประกายของต้วนชิงหมิงกลับหม่นหมองลง สีหน้าของนางค่อยๆ เปลี่ยนไปเจือปนด้วย
อารมณ์อันหลากหลาย นางเงยหน้ามองท้องฟั้าที่อึมครึมแต้มสีเทา ดูท่าแล้วหิมะที่ตกโปรยปรายเมื่อคํ่าคืนที่ผ่านมาคง
เป็นเพียงแค่ลางบอกเหตุ เพราะตอนนี้หิมะสีขาวราวกับปุยนุ่นได้ตกลงมามากกว่าเดิมอย่างไม่มีทีท่าว่าจะหยุดลงโดย
ง่าย!
จู่ๆ ก็มีเงาของคนแวบผ่านไปมาอย่างรวดเร็ว ทว่านางหาได้สนใจมองตามเงานั้นไม่ กลับพูดขึ้นเสียงเรียบ “ออก
มาได้แล้ว!”
ทางเดินด้านหลังปรากฏเงาของคนกำลังเยื้องย่างออกมา นางเดินมายืนตรงหน้าต้วนชิงหมิง กล่าวด้วยเสียงที่
ค่อนข้างเบา “บ่าวชื่อ ซิวเหอ คารวะคุณหนูใหญ่!”
ต้วนชิงหมิงค่อยๆ หันหลังกลับไปมองหญิงคนนั้นอย่างเชื่องช้า ด้วยท่าทีไม่รีบร้อนและนิ่งสงบดังเดิม พูดอย่างชัด
ถ้อยชัดคำ “เจ้าจงเล่าสิ่งที่ได้เห็นทั้งหมดให้ข้าฟังมาทุกเรื่อง อย่าได้ปิดบังแม้แต่เรื่องเดียว!”
ซิวเหอยกมือประสานทำความเคารพ จากนั้นก็รายงานเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อวาน วันนี้ และเมื่อวานซืน ออกมาทุก
อย่างทุกเหตุการณ์ให้ต้วนชิงหมิงได้ฟัง
เด็กสาวยืนรับลมหนาวอยู่ที่ซุ้มประตูฉุยฮวา เพื่อฟังสิ่งที่ซิวเหอเล่ามาทั้งหมดอย่างตั้งใจ ไม่พูดอะไรขึ้นมาแม้แต่
คำเดียว… สิ่งที่จะเกิดอย่างไรก็ต้องเกิด จะหนีอย่างไรก็หนีไม่พ้น ‘หลิวหรง’ ครั้งนี้ข้าจะให้เจ้าไม่มีที่ยืนในจวนต้วนอีกต่อ
ไป!
หลิวหรง… นี่เป็นเพราะเจ้ารนหาที่เอง!
ใบหน้าที่นิ่งสงบและเย็นชาของต้วนชิงหมิงยามเมื่อสายลมอันเหน็บหนาวนำละอองหิมะกรูเข้ามาปะทะใบหน้า
และร่างกาย จนทำให้ชายเสื้อสีขาวพลิ้วไหวไปตามลมกลับยิ่งชวนให้คนมองรู้สึกถึงความโหดเหี้ยมและเลือดเย็นแผ่ซ่าน
ออกมา
เสียงหวีดหวิวยามเมื่อลมพัดมาคล้ายล่องลอยมาจากแดนปรโลกยามมืดสลัว ต้วนชิงหมิงยืนรับลมหนาวเหน็บ
ด้วยรอยยิ้มอันชั่วร้าย
เรื่องทั้งหมดเป็นอย่างที่นางคิดอย่างนั้นหรือ?
……
จางอี๋เหนียงถูกจับกดให้คุกเข่าลงที่ห้องบรรพชน ผมของนางกระเซอะกระเซิง เสื้อผ้าหลุดลุ่ย สีหน้าลนลาน ทว่า
กลับไร้ซึ่งความหวัง
เพียงไม่กี่วัน จากจางอี๋เหนียงที่ดูมีชีวิตชีวา บัดนี้เนื้อตัวกลับแปรเปลี่ยนเป็นซีดขาว นางคุกเข่าอยู่ที่พื้นอันเย็น
เฉียบมานานเท่าไรก็ไม่อาจทราบ จนร่างกายสั่นเทิ้มไปทั้งตัว
กลีบปากของนางเผยออ้าออก ละม้ายพูดพึมพำอะไรสักอย่าง หนาวเหลือเกิน หนาวไปถึงกระดูกแล้ว!
หนาวเหน็บเหลือเกิน หัวใจนั้นเย็นชาจนไร้ความรู้สึกใดๆ แล้ว!
ในใจของนางเย็นชืดจนจับเป็นนํ้าแข็งท่ามกลางเหมันต์ฤดูไปแล้ว แต่ว่านางยังคงใช้แรงที่เหลืออยู่คอยจับท้อง ไม่
ให้คนเหล่านี้มาแตะต้องลูกของนางได้… ลูกคนนี้เป็นทุกอย่างของนาง นางยอมไม่เหลือสิ่งใด ยกเว้นลูกของนางในท้อง
คนนี้!
ข้างกายของจางอี๋เหนียงมีบุรุษหนุ่มอีกคนหนึ่ง ที่นั่งคุกเข่าอยู่ที่พื้นด้วยกัน
ผู้ชายคนนั้นใบหน้าหล่อเหลา มองดูก็รู้ว่าเป็นพวกใช้หน้าตายั่วยวนให้ผู้หญิงตกหลุมรัก บัดนี้เขาได้คุกเข่าอยู่ด้าน
ข้างของจางอี๋เหนียง ทั้งยังขอร้องไม่หยุด หวังเพียงให้คนเหล่านี้ปล่อยจางอี๋เหนียงและลูกในท้องของนางไป!
ยิ่งชายคนนั้นพูด ก็ยิ่งเป็นการเติมเชื้อไฟแห่งความโกรธให้ปะทุมากยิ่งขึ้น ยิ่งไปกว่านั้นทุกครั้งที่เขาเปล่งวาจา ก็
จะถูกคนของต้วนเจิ้งคอยมอบความเจ็บปวดให้เขาจนไม่อาจพูดได้จบประโยค
ชายคนนั้นดูแล้วมีความรักที่ลึกซึ้งให้กับจางอี๋เหนียง เขาไม่ได้สนใจรอยบาดแผลที่อยู่เต็มตัวและไม่สนใจว่าจะ
เจ็บปวดเพียงใด ยังคงขอร้องคนเหล่านั้นให้ปล่อยลูกของเขาไป!
จางอี๋เหนียงที่เอาแต่ก้มหน้าจ้องมองลงไปบนหินสีเทาที่พื้นไม่เอื้อนเอ่ยคำใดออกมา ท่าทางของนางดูเหมือน
เป็นการยอมรับ ทว่าก็ดูเหมือนไม่ยอมรับในคราเดียว
บ่าวรับใช้ในจวนต้วนต่างห้อมล้อมอยู่ด้านนอกห้องบรรพชน สายตาเกือบทุกคู่จ้องมองหญิงชายคู่นี้ด้วยแววตา
สงสัย ปราศจากความรู้สึกเห็นใจหรือสงสารแต่อย่างใด
ในห้องบรรพชน หลิวหรงนั่งยิ้มเยาะอย่างสาแก่ใจอยู่บนเก้าอี้ที่จัดวางไว้ด้านข้าง
หรือเป็นเพราะการสูญเสียลูกมาแล้วคนหนึ่ง ใบหน้าของหลิวหรงจึงซีดเซียวและซูบผอมลง ทว่าแววตาคู่นั้นของ
นางยังเต็มเปียมไปด้วยความโกรธแค้นที่พุ่งออกมายามจ้องมองจางอี๋เหนียง “คิดไม่ถึงจริงๆ เลยว่าเจ้าจะไร้ยางอายถึง
เพียงนี้ มีหน้าพูดว่าลูกในท้องเป็นของท่านพี่ แต่ลับหลังกลับทำเรื่องระยำตำบอนถึงเพียงนี้… เจ้า เจ้ายังกล้ามาสู้หน้า
ท่านพี่อีกหรือ?”
เหมือนว่าหลิวหรงพูดด้วยความโมโหโทโส จึงหยุดพูดลงกลางคันแล้วกระแอมไอเสียงดังออกมาแทน ราวกับมี
อะไรติดอยู่ที่คอจนพูดไม่ออก!
ด้านแม่นมหวางรีบเดินขึ้นมาข้างหน้าหนึ่งก้าว แล้วทุบหลังของหลิวหรงเบาๆ พลางพูดโน้มน้าวขึ้น “นายหญิง…
จางอี๋เหนียงผู้นี้ละเมิดกฎของจวนต้วนจึงสมควรที่จะได้รับโทษจากนายท่าน นายหญิงอย่าได้เสียสุขภาพด้วยเรื่องของ
คนพวกนี้เลยเจ้าค่ะ!”