การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 274 หักหลังทรยศ
อารมณ์ของหลิวหรงที่ตอนนี้มีแต่ความโกรธเกลียดจนล้นออกมาจากทางสายตา นางชี้หน้าของจางอี๋เหนียงแล้ว
พูดด้วยเสียงดังฟังชัดไม่อ้อมค้อม “เป็นเพราะร่างกายของข้าไม่เอาไหนจึงไม่สามารถมีทายาทให้กับนายท่านได้ ก่อน
หน้าที่ข้าได้ทราบว่าจางอี๋เหนียงตั้งท้อง ใจหนึ่งข้าก็ดีใจอีกใจหนึ่งก็เสียใจอยู่บ้าง แต่คิดไม่ถึงเลยจางอี๋เหนียงผู้นี้จะใจกล้า
หลอกลวงนายท่านได้……”
นางหยุดพูดไปแล้วไอออกมาอย่างรุนแรง พลางยกมือขึ้นลูบอก แล้วจ้องเขม็งไปที่จางอี๋เหนียง “ข้าแค่รู้สึกว่า
เรื่องนี้ไม่ยุติธรรมกับนายท่าน”
พูดจบประโยคก็ไออย่างรุนแรงขึ้นอีกครั้ง ทว่าบริเวณด้านนอกห้องบรรพชนกลับไม่มีใครกล้าเอ่ยปากพูดสิ่งใด
จะมีก็เพียงแสงแดดที่สาดส่องและลมอันหนาวเหน็บจับใจพัดผ่านลอดเข้ามาทางประตู
“ไม่รู้ว่าเจ้าจะช่วยข้าจัดการความไม่ยุติธรรมนี้อย่างไร?” จู่ๆ เสียงต้วนเจิ้งก็ดังขึ้นทันทีที่หน้าประตูห้องบรรพชน
เมื่อสิ้นเสียงพลันปรากฏเงาร่างบุรุษสูงโปร่งเดินเข้ามา ดึงดูดทุกคนให้หันไปมองเป็นสายตาเดียวกัน ต้วนเจิ้งกลับ
มาจากการไปร่วมงานที่จวนเชวียแล้ว?
เขาเดินเข้ามา สายตากวาดมองไปรอบห้องในคราวเดียว รับรู้ได้ถึงบรรยากาศในห้องบรรพชน พูดอย่างเย็นชา
“เกิดอะไรกันขึ้น?”
ท่านพี่กลับมาแล้ว?
หลิวหรงสะดุ้งตกใจเล็กน้อย กุลีกุจอลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้ที่นั่งอยู่ สืบเท้าไปด้านหน้าสองก้าว ในขณะที่ต้วนเจิ้
งก้าวเท้าฉับๆ อย่างรวดเร็วมายืนตรงหน้าของนาง
ต้วนเจิ้งมองไปรอบห้องบรรพชนอีกคำรบหนึ่งด้วยสายตาที่น่ากลัวดุดัน… จางอี๋เหนียงที่คุกเข่าอยู่บนพื้นและชาย
ผู้นั้นต่างตกใจจนหน้าซีดขาวราวกับไก่ต้ม ส่วนหลิวหรงก็ไอเสียงดังออกมาอีกครั้ง!
บ่าวรับใช้สองคนที่จับจางอี๋เหนียงกดให้คุกเข่าอยู่ที่พื้นรีบปล่อยมือออกทันที ลนลานถอยหลังไปครึ่งก้าวเมื่อเห็น
สายตาดุดันของต้วนเจิ้งจ้องเขม็ง… แม้จางอี๋เหนียงผู้นี้จะถูกมองว่าสมคบกับชายชั่ว แต่ถ้ายังไม่มีหลักฐานชัดเจน นางก็
ยังคงเป็นอี๋เหนียงจวนต้วน หรือพูดให้ชัดก็คือในอนาคตนางอาจจะกลายเป็นนายหญิงของจวนต้วน หากใครเคยล่วงเกิน
นางไว้ ไม่แน่วันข้างหน้าอาจจะมีชีวิตที่ไม่ดีก็เป็นได้
ความกดดันของจางอี๋เหนียงกลับลดน้อยถอยลงไปในพริบตา ในที่สุดนางก็สามารถนั่งฟุบลงกับพื้นได้แล้ว แม้จะ
อยากร้องไห้ออกมาแต่นํ้าตาเจ้ากรรมกลับไม่ไหลออกมา… นางไม่คิดว่าจะถูกหลิวหรงใช้วิธีอันตํ่าช้าและหยามเกียรติเช่น
นี้เล่นงาน ทว่าฟั้าดินยังเข้าข้าง ตอนนี้ต้วนเจิ้งกลับมาถึงจวนแล้ว โชคดีเหลือเกินที่ยังสามารถรักษาลูกในท้องไว้ได้
ต้วนเจิ้งจ้องมองไปที่หลิวหรงเหมือนมองทะลุความคิดความอ่านของนางได้จนหมดสิ้น อีกฝั่ายจึงผงะด้วยความ
ตกใจรีบหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาปิดปากพูดอย่างเศร้าโศก “ท่านพี่……”
ต้วนเจิ้งปรายตามองหลิวหรงปราดหนึ่ง แล้วหมุนตัวกลับหลังเดินไปหาจางอี๋เหนียง ประคองนางให้ลุกขึ้นมา แม้
ใบหน้าของเขาจะยังมีร่องรอยขุ่นเคือง ทว่ากลับปฏิบัติกับจางอี๋เหนียงอย่างจริงใจและอ่อนโยน ทำให้จางอี๋เหนียงนํ้าตา
ไหลพรากเต็มใบหน้า
“อากาศหนาวเหน็บถึงเพียงนี้จะนั่งคุกเข่าอยู่ที่พื้นทำไมกัน? ถ้าลูกในท้องเกิดเป็นอะไรไปจะทำยังไง?” เขากล่าว
สิ้นเสียงชายหนุ่มนํ้าตาของจางอี๋เหนียงไหลรินออกมาอีกคำรบหนึ่ง “ท่านพี่กลับมาแล้วหรือเจ้าคะ?”
นางรีบทำความเคารพผู้เป็นสามีทันที เพราะนั่งคุกเข่าเป็นเวลานาน จึงทำให้นางโซซัดโซเซจนเกือบล้มลงไปกับ
พื้นเมื่อลุกยืน
อีกฝั่ายรีบยื่นมีเข้าไปประคองนางเอาไว้ได้ทันจนนางโซเซมาในอ้อมอกของเขาแทน “เจ้าไม่เป็นไรใช่ไหม?”
นางผงกศีรษะหงึกหงัก ตอบรับด้วยนํ้าตาอาบใบหน้า
จางอี๋เหนียงจับแขนของต้วนเจิ้งเอาไว้แนบแน่นจนปลายเล็บของนางจิกเข้าไปที่เนื้อของเขา ในเวลานี้นางยิ่งสั่น
เทิ้มไปทั้งตัว ราวกับรู้สึกผิดกับบางสิ่งที่ได้กระทำลงไป… ช่วงวิกฤตดูเหมือนจะผ่านไปแล้ว ทว่าเมื่อครู่ไม่มีใครล่วงรู้ว่า
นางนั้นผ่านความกดดันต่างๆ มาได้อย่างไร
สิ่งที่ต้วนเจิ้งได้ช่วยจางอี๋เหนียงทำให้ทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์รวมทั้งหลิวหรงต่างตกใจอยู่ไม่น้อย ทุกคนต่างมอง
หน้ากันและกันแทบไม่เชื่อกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า จางอี๋เหนียงผู้นี้ทำเรื่องชั่วช้า เหตุใดต้วนเจิ้งยังสงสารและเห็นใจนางถึง
เพียงนี้?
ชายหนุ่มประคองจางอี๋เหนียงไปนั่งลงที่ด้านข้าง ส่วนเขาก็มานั่งเก้าอี้ที่หลิวหรงนั่งเมื่อครู่นี้ ต้วนเจิ้งจ้องมองหลิว
หรงอย่างดุดัน เอ่ยเสียงเรียบนิ่ง “สรุปแล้วเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่?”
หลิวหรงคาดเดามาก่อนแล้วว่าต้วนเจิ้งจะต้องถามเช่นนี้ นางจึงให้แม่นมหวางประคองนางมายืนตรงหน้าของต้
วนเจิ้ง นางทำความเคารพผู้เป็นสามีแล้วยกมือขึ้นชี้นิ้วไปที่หน้าของจางอี๋เหนียงพูดอย่างเจ็บใจขึ้น “เรียนท่านพี่ จางอี๋
เหนียงนั้น……นางนั้น……”
หลิวหรงพูด ‘นางนั้น’ ยํ้าไปยํ้ามาอยู่นานสองนาน ราวกับว่าจางอี๋เหนียงทำเรื่องที่ไม่อาจให้อภัยได้อย่างไรอย่าง
นั้น
“ข้าจำได้ว่าปกติเจ้าจะไม่พูดจาติดขัดเช่นนี้นี่!” ชายหนุ่มเหลือบมองท่าทางร้อนรนของหลิวหรง
เป็นเพราะนางไอต่างหาก จึงได้หยุดพูดไป!
สีหน้าของหลิวหรงพลันซีดขาวขึ้นมาพร้อมกับพูดอึกอักเสียงตํ่า “ท่านพี่คงยังไม่รู้ว่าจางอี๋เหนียงคนนี้ถือโอกาสที่
ท่านพี่ไม่อยู่ แอบไปมีสัมพันธ์ลึกซึ้งกับญาติห่างๆ ของนางเจ้าค่ะ”
ชายหนุ่มหันไปมองหลิวหรงอย่างดูแคลน “ในเมื่อข้ากลับมาแล้ว เรื่องนี้ควรจะสอบถามให้กระจ่างเสียก่อน ถ้า
หลิวอี๋เหนียงรู้สึกไม่สบายก็กลับไปพักผ่อนก่อนเถอะ!”
หลิวหรงตกใจจนพูดอะไรไม่ออก……ท่านพี่ไล่นางหรือ?
นางอุตส่าห์วางแผนการไว้อย่างดิบดี พอเขากลับมาก็อยากให้นางกลับเรือนไปอย่างนั้นหรือ
ชายคนนั้นที่นั่งคุกเข่าอยู่ที่พื้น โขกคำนับพื้นไปทางต้วนเจิ้งไม่หยุด “จางอี๋เหนียงถูกท่านแม่ทัพทิ้งขว้างมานาน
หลายปี จึงเรียกให้ข้าน้อยมาอยู่เป็นเพื่อนยามเหงา บัดนี้นางได้ตั้งท้องลูกของข้าน้อย หวังว่าท่านแม่ทัพที่จิตใจกว้าง
ใหญ่จะปล่อยเราทั้งสองไปขอรับ!”
คำพูดของชายคนนั้น แม้ดูเหมือนจะช่วยแก้ตัวให้กับจางอี๋เหนียง แต่ทุกถ้อย ทุกวาจากลับเป็นการยืนยันถึงเรื่อง
คบชู้สู่ชายกับเขา ซึ่งทั้งหมดดูแล้วเป็นการผลักไสให้จางอี๋เหนียงไม่มีที่ยืนอยู่ในจวนต้วนได้อีกต่อไป
ความโกรธที่มียิ่งทวีคูณมากขึ้น จนใบหน้าและเนื้อตัวของต้วนเจิ้งแดงกํ่าขึ้นมาจนเห็นเส้นเลือดที่ปูดขึ้นอย่าง
ชัดเจน
เชื่อได้ว่าไม่ว่าชายใดก็ไม่อาจยอมรับให้ภรรยาของตนแอบไปลอบเล่นชู้กับชายอื่นอย่างแน่นอน แต่ว่าชายคนอื่น
เหมือนตั้งใจที่จะขอร้องให้เห็นใจแทนจางอี๋เหนียง? การกระทำเช่นนี้ของเขาล้วนเป็นการโยนหินถามทาง หรือต้องการที่
จะให้ต้วนเจิ้งปล่อยจางอี๋เหนียงจริงๆ?
ต้วนเจิ้งไม่สนใจในสิ่งที่ชายคนนั้นพูด เขาหันหน้าก้มมองจางอี๋เหนียงแล้วเอ่ยถามขึ้น “สิ่งที่เขาพูดมานั้นเป็นจริง
หรือไม่?”
นํ้าตาบนใบหน้าของจางอี๋เหนียงยังคงไหลรินไม่ขาดสาย
นางถูกคนชั่วใส่ร้าย!
จางอี๋เหนียงส่ายหน้าไม่หยุด ร่างกายสั่นเทิ้มไปทั้งตัว พลางเงยหน้าขึ้นมองอย่างกล้าๆ กลัวๆ “เรียนนายท่าน…
ปีเชี่ยไม่เคยคิดทรยศหักหลังท่านแม่ทัพแม้แต่น้อย หากปีเชี่ยทำเรื่องเช่นนั้นขอให้ฟั้าผ่าจนตายและชีวิตนี้ไม่มีทางตายดี
เจ้าค่ะ”
“เหอะ เหอะ หรือชายผู้นี้จะออกมาจากเรือนอื่นอย่างนั้นหรือ?” หลิวหรงกล่าวเยาะ
พอจางอี๋เหนียงได้ยินก็ชะงักจนหน้าซีดขาว ไม่พูดไม่จาอะไรออกมาอีก
คนที่เอื้อนเอ่ยขึ้นมาคือหลิวหรง นางใช้สายตาที่หยามเหยียดมองท้องของจางอี๋เหนียง แล้วพูดขึ้นว่า “ทำไมกัน
ถึงตอนนี้ยังอยากจะหลอกลวงท่านพี่อีกหรือ… หึ หึ! แล้วใครกันที่พูดอย่างเต็มปากเต็มคำเมื่อครู่ว่า ลูกในท้องนั้นเป็น
ของชายคนอื่น?”
ชายคนนั้นที่คุกเข่าอยู่บนพื้นค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมามองต้วนเจิ้ง และพูดยืนยันเพื่อเป็นการตอกยํ้าคำพูดของหลิวห
รงว่าเป็นจริง เขาพูดขึ้นว่า “ท่านแม่ทัพ ลูกในท้องของจางอี๋เหนียงเป็นลูกของข้าน้อย หวังว่าท่านแม่ทัพจะช่วยให้เราทั้ง
สองสมปรารถนาด้วยขอรับ!”
จางอี๋เหนียงได้ฟังก็โกรธจนตัวสั่นไปหมด นางมองไปยังชายคนนั้นตรงๆ ทั้งนํ้าตาอาบแก้มทั้งสองข้าง เอื้อนเอ่ย
อย่างเจ็บปวดรวดร้าว “พี่ชายจู้ ข้าไปล่วงเกินอะไรท่านหรือ? เหตุใดถึงช่วยคนอื่นใส่ร้ายข้าเช่นนี้ ทำไมพี่จึงไม่อยากให้
ข้ามีที่ยืนอยู่ในจวนต้วนแห่งนี้?”
ชายคนนั้นหันหน้าไปมองจางอี๋เหนียงอย่างเชื่องช้าแล้วกล่าวขึ้นอย่างทรมาน “กวานเอ๋อร์ ในเมื่อเจ้าไร้จิตใจ พี่ก็
ไม่จำเป็นต้องไว้หน้าอีกแล้ว ช่วงก่อนที่เจ้าไปวัดหนานซานทำให้เราสองได้พบหน้ากัน ในตอนนั้นเจ้าเล่าให้พี่ฟังว่าชีวิต
ในจวนต้วนนี้ช่างทุกข์ยากลำบากเหลือเกิน อีกอย่างเจ้าก็มิอาจลืมความรักครั้งเก่าได้จึงอยากจะสานสัมพันธ์กับพี่เหมือน
ดังเดิม… ทำไมตอนนี้เจ้ากลับลืมที่พูดไปหมดสิ้นแล้วหรือ?”