การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 275 จัดการให้หมดสิ้น
จางอี๋เหนียงได้ฟังก็ชะงักหน้าเปลี่ยนสีไป นางยืดตัวขึ้นหันไปต่อว่าชายคนนั้น “เจ้าพูดเพ้อเจ้ออะไรของเจ้า? วัด
หนานซานนั้นเป็นที่เก็บปั้ายวิญญาณของท่านแม่ของข้า อีกอย่างข้าไม่เคยพบเจ้าที่นั่นมาก่อน ยิ่งไม่เคยมีความรักกับเจ้า
มาก่อนเช่นกัน แล้วจะให้ไปสานสัมพันธ์กับเจ้าต่อได้อย่างไรกัน?”
ชายคนนั้นจ้องมองจางอี๋เหนียงตาไม่กะพริบราวกับผิดหวังระคนเสียใจในคราวเดียว “กวานเอ๋อร์ ชีวิตที่รํ่ารวย
หรูหรามันสำคัญกับเจ้ามากมายถึงเพียงนี้เลยหรือ… วันนั้นเจ้าบอกกับข้าว่าจวนต้วนแห่งนี้ได้พรากช่วงชีวิตอันรุ่งโรจน์
ของเจ้าไปหลายปี เจ้าจึงต้องเข้าไปใกล้ชิดสนิทสนมข้างกายท่านแม่ทัพเพื่อให้ลูกของเรามีอนาคตที่ดี… ตอนนั้นข้าคิดว่า
เจ้าแค่พูดไปอย่างนั้นไม่ได้จริงจังอะไร แต่นี่……ข้าคิดไม่ถึงจริงๆ ว่าเจ้าจะทำเช่นนั้น!”
“เจ้า!… ทำไมเจ้าถึงได้ใส่ร้ายข้าเช่นนี้?”
อีกฝั่ายตอบกลับเสียงแข็ง “ข้าใส่ร้ายเจ้าตรงไหน ข้ากำลังช่วยเจ้าอยู่ ข้ารู้ดีว่าเจ้ารังเกียจข้าที่ไม่มีอะไรติดตัว
และไม่สามารถให้ในสิ่งที่เจ้าต้องการได้ แต่ว่าเจ้าเคยคิดบ้างหรือไม่? ความหรูหรารํ่ารวยของคนอื่นอย่างไรก็เป็นของคน
อื่น ต่อให้เจ้าจะพยายามแย่งมาก็ไม่อาจครอบครองไว้ได้ ช่างเถอะ……เจ้ากับข้าช่วยกันขอร้องท่านแม่ทัพต้วนให้ยกโทษ
ให้พวกเรา จากนั้นก็กลับไปพร้อมกับข้า ใช้ชีวิตที่เหลืออย่างมีความสุขร่วมกันเถอะ!”
เดิมทีจางอี๋เหนียงไม่ถนัดกับการต่อปากต่อคำกับคนอื่น ยิ่งถูกชายคนนี้ที่พูดอย่างนํ้าไหลไฟดับก็ยิ่งพูดแก้ต่างไม่
ถูก
แม้ไม่รู้ว่าจะพูดแก้ตัวอย่างไร นางจึงทำได้เพียงส่ายหน้า พลางส่งสายตาอ้อนวอนไปทางต้วนเจิ้ง “นายท่าน… ปี
เซี่ยไม่ได้ทำเรื่องพวกนี้เจ้าค่ะ!”
ในที่สุดสีหน้าของต้วนเจิ้งก็ขึ้งเคียดขึ้นมาทันที ไม่พูดไม่จาสิ่งใดออกมา
พูดได้ว่าจิตใจของต้วนเจิ้งในตอนนี้ สับสนวุ่นวายไปหมดแล้ว!
ก่อนที่จะเดินมาที่ห้องบรรพชนแห่งนี้ ต้วนชิงหมิงได้ขอร้องเขาให้รักษาเด็กในท้องของจางอี๋เหนียงเอาไว้ ดังนั้น
ตั้งแต่ที่เขาเดินเข้ามาก็แสดงท่าทีเป็นห่วงเป็นใยในตัวจางอี๋เหนียงเพื่อต้องการปลอบใจนางให้สงบลง แต่ต้วนเจิ้งคิดไม่ถึง
เลยว่าเรื่องจะกลับตาลปัตรได้ถึงเพียงนี้ ชายคนนั้นเล่าเรื่องทุกอย่างเป็นจริงเป็นจังอย่างมาก แม้กระทั่งจางอี๋เหนียงก็ไป
ไม่ถูก
เมื่อหลิวหรงเห็นใบหน้าของต้วนเจิ้งที่ตอนนี้เส้นเลือดปูดโปนปรากฏอยู่บนหน้าผากเด่นชัด เม็ดเหงื่อผุดพราย
ไหลย้อยลงมาไม่ขาดสาย นางจึงรู้ว่าความอดทนของต้วนเจิ้งใกล้มาถึงขีดสุดแล้ว
หลิวหรงปรายตามองชายคนนั้นที ปรายตามองไปที่จางอี๋เหนียงที่น่าสมเพชเวทนาที พลันอ้าปากหัวเราะเยาะลั่น
“เหอะ เหอะ! จางอี๋เหนียง… เจ้าบอกว่าจะให้ท่านพี่ช่วยตัดสินให้เจ้าอย่างนั้นหรือ? อย่างนั้นก็รีบพูดเรื่องบัดสีที่เจ้าทำ
ออกมาให้หมดสิ!”
จางอี๋เหนียงจ้องมองไปที่หน้าของหลิวหรงด้วยความเคียดแค้นเป็นที่สุด ทว่ากลับไม่พูดสิ่งใดอีกเช่นเดิม
เห็นได้ชัดว่าอีกฝั่ายนั้นเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราวยิ่งนัก อีกทั้งรู้ว่านางไปทำอะไรมาบ้าง แม้แต่เรื่องครึ่งเดือนก่อนที่
นางไปวัดหนานซานไหว้ปั้ายวิญญาณของท่านแม่ก็ถูกนางจับเอามาทำเป็นเรื่องใหญ่ได้… และวันนี้ญาติห่างๆ ของนางก็
มาเยี่ยมที่จวนต้วนพอดี ยังพูดคุยกันไม่ได้ถึงสองประโยค หลิวหรงก็พาคนบุกเข้ามาจับนางที่เรือน……บัดนี้จางอี๋เหนียง
เข้าใจแจ่มแจ้งแล้วว่าทั้งหมดล้วนเป็นแผนการที่วางไว้แล้วทั้งสิ้น ต่อให้นางอยากจะอธิบายเพียงใด สุดท้ายก็จะถูกมอง
ว่าเป็นการแก้ต่างและปกปิดความชั่วอยู่ดี!
เห็นทีครั้งนี้หลิวหรงคงไม่ปล่อยให้นางมีที่ยืนในจวนต้วนแห่งนี้ได้ต่อไปแล้ว
หรือว่าจุดจบที่เลวร้ายนี้จะเหมือนกับเมื่อหลายปีก่อน? ที่ลูกของจางอี๋เหนียงต้องตายลงต่อหน้าต่อตาของนาง?
ต้วนเจิ้งมองไปที่จางอี๋เหนียง พูดเสียงตํ่าว่า “เจ้ามีอะไรจะพูดอีกหรือไม่?”
นํ้าตาของจางอี๋เหนียงยิ่งพรั่งพรูออกมามากกว่าเดิม แววตาของนางเต็มไปด้วยความสิ้นหวังเหมือนตายทั้งเป็น
นางไถลตัวลงจากเก้าอี้แล้วคำนับไปที่พื้นพร้อมกับพูดไม่หยุดว่า “นายท่าน ปีเชี่ยไม่เคยทำเรื่องเช่นนี้เลยเจ้าค่ะ!”
สีหน้าของต้วนเจิ้งก็ยิ่งเคร่งเครียดมากกว่าเดิม
เขาเชื่อคำพูดของจางอี๋เหนียงอย่างสนิทใจ แต่ว่าเรื่องในวันนี้กลับมาทำให้เป็นเรื่องใหญ่ต่อหน้าปั้ายวิญญาณ
บรรพชนของตระกูลต้วน เช่นนี้ถ้าไม่ทำอะไรบ้างละก็ จะให้ต้วนเจิ้งเอาหน้าไปไว้ที่ไหน ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อต้วนชิงหมิงเอ่ย
ปากขอร้องแทนจางอี๋เหนียงแล้ว เขาก็ตั้งใจจะไม่เอาเรื่องเอาความ แต่ถึงตอนนี้จางอี๋เหนียงกลับไม่แก้ต่างให้ตัวนางเอง
เอาแต่พูดว่า นางไม่ได้ทำ! นางไม่ได้ทำ! เช่นนี้ต้วนเจิ้งจะช่วยนางได้อย่างไร?
ชายหนุ่มมองไปยังจางอี๋เหนียงด้วยใจที่กลัดกลุ้ม เขาพูดอย่างเย็นชา “ในเมื่อเจ้าไม่ได้ทำก็หาหลักฐานมายืนยัน
แล้วกัน”
จางอี๋เหนียงเอาแต่หลับตาด้วยความรู้สึกสิ้นไร้ไม้ตอก ไม่พูดไม่จา!
นางไม่รู้จะอธิบายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้อย่างไร เนื่องจากนางรู้อยู่แก่ใจว่าครั้งนี้ได้ตกหลุมพรางที่หลิวหรงวางไว้
แล้ว เห็นทีนางคงจะพ่ายแพ้อีกครั้งหนึ่งแล้ว
หลิวหรงเห็นจางอี๋เหนียงนิ่งงันจึงหัวเราะเย้ยขึ้น นางหันไปมองต้วนเจิ้งและพูดอย่างระมัดระวัง “ท่านพี่ก็เห็น
แล้วสิเจ้าคะ วันนี้ปีเชี่ยได้ยินเรื่องที่มีชายโผล่เข้ามาในเรือนของจางอี๋เหนียง เดิมทีก็ยังไม่ได้ปักใจเชื่อเสียทีเดียว แต่ใคร
จะไปคิดว่าได้เห็นเรื่องนี้กับตาของปีเชี่ยเองละเจ้าคะ!”
นางแอบปรายตาประเมินท่าทีของต้วนเจิ้งก่อนแล้วพูดอย่างลำบากใจ “ท่านพี่ ลูกของปีเชี่ยเพิ่งจะจากไป และ
การที่จางอี๋เหนียงได้ตั้งท้องก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ยิ่งไปกว่านั้นท่านพี่ก็เคยโปรดปรานนาง เรื่องนี้ขอให้ท่านพี่อภัยให้นางด้วย
เถอะเจ้าค่ะ!
สายตาของต้วนเจิ้งครุ่นคิดและช่างใจหนักขึ้นไปอีก
เมื่อก่อนเขาเคยโปรดปรานจางอี๋เหนียงมากเท่าไร ในตอนนี้เขาก็ยิ่งโกรธเกลียดนางมากขึ้นเป็นทวีคูณ… ลูกใน
ท้องของหลิวหรงไม่มีแล้ว ตอนนี้ลูกในท้องของจางอี๋เหนียงกลับไม่ใช่ลูกของเขาอีก… เช่นนี้เป็นการหยามหน้ากันชัดๆ
ชายหนุ่มดึงแขนเสื้อทั้งสองข้างขึ้น เขามองไปที่จางอี๋เหนียงพูดอย่างเย็นชาว่า “ข้าจะให้โอกาสสุดท้ายกับเจ้า ถ้า
เจ้าพูดคำตอบที่ทำให้ข้าพอใจกับเรื่องนี้ก็ถือว่าจบไป ไม่อย่างนั้น…”
เขาไม่ได้พูดต่อให้จบ แต่ดูจากรอยยิ้มเย็นชาแล้ว เผยให้เห็นถึงอารมณ์ของเขาที่กระวนกระวายใจไปหมด
จางอี๋เหนียงยกมือขึ้นลูบท้องและมองไปทางต้วนเจิ้ง นางขอร้องวิงวอนว่า “ท่านแม่ทัพ ปีเซี่ยไม่เคยทำเรื่องเช่นนี้
เจ้าค่ะ… วันนี้ชายคนนี้มาหาปีเซี่ยก็เดินผ่านเข้าประตูใหญ่มาตามปกติ… บ่าวรับใช้ต่างเห็นกันหมดว่าเขาเดินเข้ามาที่
เรือนของปีเชี่ย หลังจากนั้นหลิวหรงก็นำคนบุกเข้ามาในเรือนจนปีเชี่ยตกใจไปหมด ในตอนนั้นเองชายคนนี้ก็ได้ใส่ร้ายปี
เชี่ย เรื่องทั้งหมดนี้ปีเชี่ยไม่ได้รับรู้มาก่อนเลยเจ้าค่ะ”
ขณะที่จางอี๋เหนียงกำลังแก้ต่างให้กับตัวนางเอง ชายคนนั้นก็พูดพรวดขึ้นมาว่า “กวานเอ๋อร์ เรื่องมาถึงขนาดนี้
แล้ว เจ้ายังคิดอยากจะมีชีวิตที่หรูหราฟุั้งเฟั้ออีกหรือ… ถ้าอย่างนั้นอย่าหาว่าข้าเป็นคนไร้จิตใจก็แล้วกัน…”
เมื่อชายคนนั้นพูดจบลงก็หันไปทางต้วนเจิ้งคำนับหัวลง “ท่านแม่ทัพต้วน ข้าน้อยตามพี่ชายมาส่งของ จึงแอบ
ลักลอบเข้ามาที่เรือน ที่นางบอกว่ามีคนเฝั้าประตูอะไรนั่นไม่เป็นความจริง ถ้าท่านแม่ทัพต้วนไม่เชื่อก็สามารถเรียกคน
มาสอบถามได้ขอรับ!”
ต้วนเจิ้งหลับตาลงแล้วเรียกคนที่เฝั้าประตูมา สิ่งที่น่าแปลกใจก็คือ คนที่เฝั้าประตูต่างบอกว่าไม่เคยเห็นญาติ
ห่างๆ ของจางอี๋เหนียง แม้แต่บ่าวรับใช้ที่ต้วนเจิ้งให้รับใช้จางอี๋เหนียงก็บอกว่าไม่เคยพบเช่นกัน แต่ว่าแม่นมที่อยู่ในครัว
กลับบอกว่า วันนี้มีคนเข้ามาส่งของจริงและยังพาน้องชายของเขาเข้ามาด้วย น้องชายคนนั้นบอกว่าอยากจะเดินเยี่ยมชม
จวนต้วน แต่กลับถูกแม่นมด่าไปยกหนึ่งทำให้น้องชายคนนั้นไม่กล้าพูดอะไรอีกเลย ที่เหลือนั้นแม่นมก็ไม่ได้สนใจว่าน้อง
ชายคนนั้นจะไปไหนต่อ เพราะมัวแต่ยุ่งอยู่กับงานในครัวที่กองพะเนิน!
เมื่อได้ยินคำให้การของแต่ละคน จางอี๋เหนียงจึงรู้ว่าชีวิตของนางนั้นแพ้อย่างราบคาบแล้ว
นางประเมินหลิวหรงตํ่าเกินไป หรือว่าเชื่อคำพูดของต้วนชิงหมิงมากเกินไปกันแน่?
เมื่อหลิวหรงเห็นจางอี๋เหนียงข่มตาแน่น จึงเอ่ยถามต้วนเจิ้งขึ้น “ท่านพี่ เรื่องนี้จะจัดการอย่างไรดีเจ้าคะ?”
ต้วนเจิ้งรู้สึกงุนงงระคนสับสน เผลอประสานมือแน่นจนเกิดเสียงกระดูกลั่น แววตาที่เต็มเปียมไปด้วยความโกรธ
ได้เผาทำลายสติสัมปชัญญะที่เขามีจนหมดสิ้น
อันที่จริงจางอี๋เหนียงไม่ใช่ว่าไม่รู้วิธีแก้ต่าง แต่เพราะไม่ว่าจะพูดอะไรออกมา ก็เป็นเหตุผลที่ฟังไม่ขึ้นอยู่ดี!
เห็นทีเรื่องที่นางรับปากต้วนชิงหมิงเอาไว้คงไม่อาจทำได้อีกแล้ว
ต้วนเจิ้งโบกมืออย่างรำคาญใจ พูดขึ้นว่า “เถี่ยเฟิง จับหญิงชั่วคนนี้ไปขังไว้ในห้องเก็บฟืน ส่วนชายคนนี้ให้โบย
อย่างหนักแล้วโยนออกไปนอกจวน!”
เมื่อเถี่ยเฟิงได้ยินก็ทำตามคำสั่งที่ต้วนเจิ้งพูดออกมา
หลิวหรงเห็นแววตาที่ไร้ซึ่งความหวังของจางอี๋เหนียงก็เกิดความสะใจอย่างบอกไม่ถูก นางแสร้งทำเป็นพูดอย่าง
ลำบากใจขึ้น “ท่านพี่ แต่ว่าจางอี๋เหนียงมีลูกอยู่ในท้องนะเจ้าคะ!”
ถ้าหลิวหรงไม่พูดว่าจางอี๋เหนียงมีลูกอยู่ในท้อง ต้วนเจิ้งก็คงจะไม่เดือดดาลถึงเพียงนี้ เขาสะบัดมือและพูดอย่าง
โมโหเป็นที่สุด “นำตัวนางไปขังไว้ก่อน เรื่องอื่นค่อยว่ากันทีหลัง!”