การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 276 ก่อความวุ่นวาย
ในสายตาของต้วนเจิ้งมีความรู้สึกรังเกียจออกมาให้เห็น… หญิงชั่วช้านั่นไปท้องกับคนอื่นยังกล้ามาสวมรอยบอก
เป็นลูกของเขา เสียดายที่ก่อนหน้านี้โปรดปรานนางไป ช่างน่าขบขันเสียจริง
ต้วนเจิ้งหันหลังกลับไปเพื่อจะได้ไม่ต้องเห็นจางอี๋เหนียง ออกคำสั่งให้เถี่ยเฟิงจับจางอี๋เหนียงที่กำลังร้องห่มร้องไห้
ไปขังไว้โดยเร็ว
ระหว่างที่หญิงสาวกำลังจะเดินออกจากห้องไปพลันเห็นสายตาเยาะเย้ยของหลิวหรงมองมาที่นาง… เรื่องทั้งหมด
นางคงเตรียมการมาเป็นอย่างดี หลิวหรง……เจ้าช่างเลือดเย็นและโหดเหี้ยมเสียเหลือเกิน อีกไม่นานเจ้าจะต้องได้รับผล
กรรม!
แววตาที่ชั่วร้ายของหลิวหรงปรากฏออกมาให้เห็น… หึ หึ! ขอเพียงเด็กในท้องคนนี้ไม่ได้รับความสนใจจากต้วน
เจิ้ง ก็คงไม่ยากที่จะหาวิธีมากมายทำให้มันไม่สามารถลืมตาขึ้นมาดูโลกได้!
จางอี๋เหนียงนางมารคอหอย กล้าดีถือโอกาสที่หลิวหรงถูกกักบริเวณ ปีนขึ้นบนเตียงหาท่านพี่จนตั้งท้อง
ทางสวรรค์มีไม่เดิน กลับจะเดินสู่ประตูนรก!
หลังจากที่จางอี๋เหนียงถูกลากตัวออกไปอย่างไม่เต็มใจ ต้วนเจิ้งก็เตรียมเดินออกจากห้องบรรพชน อีกทั้งหลิวหรง
ที่ยืนอยู่ด้านหลังก็กำลังคิดหาวิธีที่จะกำจัดจางอี๋เหนียงและลูกในท้องของนางให้หายไปจากโลกนี้พร้อมกันไปเลย
เมื่อถึงตอนนั้นขอเพียงหลิวหรงใส่ไฟต่อหน้าต้วนเจิ้งมากขึ้น จางอี๋เหนียงก็คงจะฆ่าตัวตายในที่สุด
จางอี๋เหนียง……เรื่องนี้ถ้าจะโทษก็ต้องโทษที่เจ้า อยู่อย่างสงบไม่ชอบ กลับหาเรื่องใส่ตัว ไม่รู้จักดูเวลํ่าเวลา
หลิวหรงที่ยืนอยู่ด้านหลังต้วนเจิ้ง จู่ๆ ก็มีนํ้าไหลออกมาจากตัวนาง กลิ่นคาวนั้นมาจากจุดสงวนของนางได้คละ
คลุ้งเหม็นไปทั่วห้อง ครู่เดียวนางก็เริ่มมีอาการคันขึ้นมาจนอยากจะถอดกระโปรงออกมาเกาให้เร็วที่สุด
กลิ่นคาวในตัวที่คละคลุ้งไปทั่วได้แผ่ซ่านไปออกไปเป็นบริเวณกว้าง นํ้าจากจุดสงวนได้ไหลลงมาเรื่อยๆ จนเปียก
กระโปรงที่นางใส่จนหมด หลิวหรงพยายามฝืนความคันที่มีอย่างสุดแรง จากนั้นก็ยกมือขึ้นมาปิดจมูกด้วยความรังเกียจ
กลิ่นนั้น พลางส่งสายตาร้อนใจไปทางแม่นมหวาง
แม่นมหวางเข้าใจความหมายที่หลิวหรงสื่อออกมา รีบพยุงพาหลิวหรงเดินไปห้องที่อยู่ติดกัน… ตั้งแต่ที่เสียลูกใน
ท้องไป โรคที่หลิวหรงเป็นนับวันก็ยิ่งรุนแรงขึ้น อีกทั้งเริ่มมีอาการพุพองเริ่มเน่า ดังนั้นถ้าไม่มีเรื่องอันใด นางจะไม่ออก
จากเรือนเป็นอันขาด
แต่สิ่งที่หลิวหรงยังแปลกใจคือ ยาของหมอเทวดานั้นก็ไปเอามาหลายต่อหลายครั้ง แต่ก็ไม่เห็นผลแม้แต่น้อยเลย
ทว่าตอนนี้ที่หลิวหรงออกมาจัดการจางอี๋เหนียง ในขณะที่โรคก็กำเริบอย่างหนักหน่วง ก็พยายามไม่ให้ต้วนเจิ้งรับ
รู้ถึงความผิดปกตินี้แต่อย่างใด
ต้วนเจิ้งยังไม่รับรู้ถึงจากเดินออกไปของหลิวหรง เนื่องจากเขายังอยู่ในห้วงของความโกรธ ความเสียหน้า ความ
ผิดหวังที่มิอาจบอกกับใครได้อยู่
จางอี๋เหนียงทำให้ความดีใจของเขาที่จะได้มีลูกกลับพังทลายลงไปไม่เป็นท่า
เมื่อเขาคิดถึงเรื่องที่ต้วนชิงหมิงขอร้องแทนจางอี๋เหนียงก่อนหน้านี้ ในใจของต้วนเจิ้งก็รู้สึกหนักอึ้งขึ้นมาในทันที…
เขารับปากที่จะไม่ลงโทษจางอี๋เหนียง แต่สิ่งที่เขาสั่งไปกลับเป็นตรงกันข้าม เช่นนี้เขาไม่รู้ว่าจะเอ่ยปากอธิบายกับหมิงเอ๋
อร์อย่างไรดี?
ในตอนนี้เองมีเสียงคนคุกเข่าดัง “ตุบ” อยู่ข้างหน้า “พวกเจ้ากำลังทำอะไรกัน? รีบปล่อยจางอี๋เหนียงเดี๋ยวนี้นะ
นางกำลังท้องกำลังไส้อยู่!”
องครักษ์ที่คุมตัวจางอี๋เหนียงไปนั้นมองเถี่ยเฟิงอย่างลำบากใจ เถี่ยเฟิงจึงเดินขึ้นไปด้านหน้า พูดเสียงเบาๆ “คุณ
หนูใหญ่ นี่เป็นคำสั่งของท่านแม่ทัพ ข้าน้อยมิอาจขัดคำสั่งได้ขอรับ”
คนที่มานั่งคุกเข่าย่อมเป็นใครไม่ได้นอกจากต้วนชิงหมิง นางขมวดคิ้วขึ้นมองไปยังจางอี๋เหนียงที่มีท่าทีอิดโรย
พร้อมกับพูดเสียงเรียบว่า “ก็ได้ เดี๋ยวข้าจะไปรายงานท่านพ่อ ทว่าจางอี๋เหนียงนั้นพวกเจ้าให้นางอยู่ตรงนี้ก่อน ถ้าลูกใน
ท้องของนางเกิดเป็นอะไรไป พวกเจ้าทั้งหมดจะต้องเอาหัวมารับผิดชอบแทน!”
เถี่ยเฟิงได้ฟังก็รับปากอย่างไม่ลังเล “คุณหนูใหญ่วางใจได้ ข้าน้อยจะอยู่ตรงนี้และไม่ให้เกิดเรื่องอะไรขึ้นเด็ดขาด
ขอรับ”
จางอี๋เหนียงที่นํ้าตาไหลพรากเงยหน้าขึ้นมามองต้วนชิงหมิง พูดเสียงอ่อยว่า “คุณหนูใหญ่……”
ต้วนชิงหมิงจึงยื่นมือขึ้นตบบ่าของจางอี๋เหนียงอย่างเบามือแล้วตอบกลับว่า “อี๋เหนียงอย่าได้กลัวไป รอข้าอยู่ที่นี่
ประเดี๋ยว”
“ปีเชี่ยน้อมทำตามที่คุณหนูใหญ่สั่งเจ้าค่ะ!” จางอี๋เหนียงพูดสะอึกสะอื้น
เด็กสาวพยักหน้ารับ จากนั้นก็เดินไปหาท่านพ่อตรงหน้าและทำความเคารพ “ลูกคารวะท่านพ่อ!”
ต้วนเจิ้งขมวดคิ้วมองไปยังบุตรี “หมิงเอ๋อร์ เจ้ามาที่นี่ได้อย่างไร?”
ต้วนชิงหมิงหัวเราะคิกคักมองไปที่ต้วนเจิ้งพร้อมกับพูดเสียงดังฟังชัดว่า “ลูกเพิ่งเจอเรื่องบางอย่างเข้า จึงอยาก
จะเสาะหาหลักฐานกับท่านพ่อ แต่นึกไม่ถึงว่าดันเจอจางอี๋เหนียงถูกคนคุมตัวออกไป หรือว่าท่านพ่อลืมคำที่รับปากลูก
ไปแล้วหรือเจ้าคะ?”
ผู้เป็นบิดาสีหน้าเคร่งเครียดขึ้นมา พูดเสียงนิ่งตอบกลับไป “พ่อมิได้ลืมอย่างแน่นอน เพียงแต่…”
เด็กสาวกลับส่ายหน้า ยกยิ้มขึ้นน้อยๆ “ท่านพ่อคอยพรํ่าสอนลูกมาตลอดว่า เมื่อพูดแล้วต้องรักษาคำพูดมิใช่หรือ
เจ้าคะ?”
ทันใดนั้น ต้วนเจิ้งก็ตะลึงงันเหมือนคำพูดของเขาย้อนกลับมา จนเขาพูดไม่ออก
ต้วนชิงหมิงพูดอย่างออดอ้อนและจับไปที่มือของต้วนเจิ้ง “ท่านพ่อทำตามที่สัญญาไม่ได้ หมิงเอ๋อร์ต้องลงโทษ
ท่านพ่อแล้ว……”
พอต้วนเจิ้งได้ฟังก็ฝืนยิ้มออกมา “ไม่รู้ว่าหมิงเอ๋อร์จะลงโทษพ่ออย่างไรเล่า?”
“หมิงเอ๋อร์จะลงโทษโดยการให้ท่านพ่อยกเรื่องของจางอี๋เหนียง ให้หมิงเอ๋อร์เป็นคนจัดการ ได้หรือไม่เจ้าคะ?” ต้
วนชิงหมิงพูดอย่างฝืนๆ
เมื่อต้วนเจิ้งได้ฟังก็ตกใจไม่น้อย เขาก้มหน้าลงมองดวงตาดำขลับเป็นประกายของต้วนชิงหมิง จากนั้นก็อดพยัก
หน้ารับไม่ได้ “เช่นนั้นก็ได้ พ่อจะให้หมิงเอ๋อร์เป็นคนจัดการเรื่องจางอี๋เหนียงแล้วกัน!”
“ขอบคุณท่านพ่อเจ้าค่ะ!” ต้วนชิงหมิงพูดออกมาด้วยความดีใจ
จากนั้นก็สั่งให้องครักษ์พวกนั้นนำตัวจางอี๋เหนียงกับชายคนนั้นไปส่งที่ห้องโถงรับรอง
ทางด้านหลิวหรงเมื่อเห็นการปรากฏตัวของต้วนชิงหมิง ในใจของนางกลับมีความรู้สึกหวาดกลัวขึ้นมา จนต้อง
อุทานในใจ “แย่แล้ว!”
หลิวหรงที่เพิ่งเดินกลับมาที่ห้องบรรพชนพลันได้ยินสิงที่ต้วนชิงหมิงเรียกชื่อ “ในเมื่อหลิวอี๋เหนียงอยู่ที่นี่ก็ฟังไป
พร้อมกันเถอะ”
หลิวหรงหันหน้ามามองพร้อมกับยิ้มเยาะ “ช่วงนี้ปีเชี่ยไม่ค่อยสบายนัก ขอตัวกลับเรือนไปก่อน อีกประเดี๋ยวจะ
กลับมาเจ้าค่ะ?”
ดวงตาที่เปล่งประกายของต้วนชิงหมิงจ้องมองหลิวหรงนิ่งๆ “ไม่ทราบว่าหลิวอี๋เหนียงเห็นข้าแล้วไม่สบายขึ้นมา?
หรือว่าเห็นจางอี๋เหนียงไม่ได้รับโทษจึงไม่สบายใจกันแน่?”
หลิวหรงได้ยินที่ต้วนชิงหมิงพูดก็ได้แต่กัดฟันกรอด
เป็นที่รู้กันว่าต้วนเจิ้งเริ่มสงสัยในตัวนางที่ปฏิบัติต่อต้วนชิงหมิงต่อหน้าอย่างลับหลังอย่างเป็นทุนเดิมแล้ว ในตอน
นี้นางเด็กบ้าคนนี้ยังพูดออกมาเช่นนี้ เพื่อต้องการทำลายภาพลักษณ์อันดีที่นางสร้างต่อหน้าต้วนเจิ้งเมื่อครู่นี้
เห็นทีต้วนชิงหมิงนี่เป็น ‘ตัวซวย’ จริงๆ! ไม่ว่านางจะไปอยู่ที่ไหนก็จะไม่มีเรื่องดีเกิดขึ้นกับหลิวหรงเลย!
เมื่อเห็นสีหน้าของต้วนเจิ้งเริ่มเผยความเคลือบแคลงสงสัยออกมา นางจึงฝืนยิ้มแล้วพูดกลับไปว่า “คุณหนูใหญ่
พูดเกินไปแล้ว ปีเชี่ยไม่ได้หมายความเช่นนั้น… ปีเชี่ยตามคุณหนูใหญ่ไปก็ได้เจ้าค่ะ!”
ต้วนชิงหมิงที่หน้าขาวผ่องเป็นยองใยก็ยิ้มหน้าบานไม่หุบ นางหันหลังกลับไปมองต้วนเจิ้งเอ่ย “ท่านพ่อ… ลูก
ทราบดีว่าหลิวอี๋เหนียงเป็นคนที่มีเหตุมีผลที่สุดในจวนต้วนแห่งนี้เจ้าค่ะ!”
ต้วนเจิ้งพยักหน้ารับ หลังจากนั้นก็เดินนำไปก่อน
ส่วนหลิวหรงก็อมยิ้มกัดฟันพูดขึ้นมาประโยคหนึ่ง “คุณหนูใหญ่พูดเกินไปแล้วเจ้าค่ะ!”
แม้ภายนอกจะดูยิ้มแย้ม แต่ภายในใจของหลิวหรงกลับเกลียดชังหน้านางเต็มที่… หลิวหรงไม่อยากจะแสร้งพูดดี
กับต้วนชิงหมิง ทว่าต้วนเจิ้งอยู่ที่นี่ด้วย นางจึงไม่สามารถเผยตัวตนที่แท้จริงออกมาได้!
ต้วนชิงหมิงถือโอกาสที่ต้วนเจิ้งกลับตัวเดินไป ก็ยิ้มตาหยีให้กับหลิวหรง พร้อมกับพูดเสียงแผ่วเบามาก “หลิวอี๋
เหนียง อีกสักครู่จะมีเรื่องสนุกเกิดขึ้น ข้าจะไม่เรียกอี๋เหนียงไปดูด้วยกันได้ยังไงเล่า?”
ทันทีที่หลิวหรงได้ฟังก็กัดฟันกรอดและพูดอย่างโมโห “เชอะ! เรื่องสนุกจบไปแล้ว เป็นเจ้าเองต่างหากที่พลาดไป
กระมัง!”
ทั้งสองคนที่มีความแค้นต่อกันต่างก็ไม่แสร้งทำเป็นเรียบร้อยเหมือนอยู่ต่อหน้าต้วนเจิ้งอีกต่อไป เวลานี้ทั้งสองคน
ต่างจ้องตากันจนลุกเป็นไฟ
เมื่อลมหนาวจากด้านนอกได้พัดผ่านเข้ามาในห้อง ต้วนชิงหมิงทำหน้าบูดเบี้ยวเหยเก “นี่มันกลิ่นอะไรกัน เหม็น
ชะมัด!”
หลิวหรงหน้าดำหน้าแดงขึ้นมาด้วยความโกรธจัดเมื่อได้ยิน
นางเกลียดร่างกายที่ไม่เอาไหนเหลือเกิน ทั้งยังเกลียดที่ใช้เวลานานแล้วก็ยังมิอาจรักษาโรคได้หายขาด ถ้านางไม่
ต้องกังวลกับเรื่องนี้ที่ไม่สามารถให้ต้วนเจิ้งเข้าใกล้ตัวนางได้ละก็ มีหรือที่ต้วนชิงหมิงจะได้โอกาสขี่แพะไล่นางได้!