การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 277 แก้ต่าง
ต้วนชิงหมิงปรายตามองไปยังสีหน้าซีดเผือดของหลิวหรงอย่างเย้ยหยัน พลางยกมือขึ้นปิดจมูก… หลิวหรง โรคที่
เจ้าเป็นอยู่จะไม่มีทางรักษาหายไปชั่วชีวิตอย่างแน่นอน ข้ารับรองได้
หลิวหรงจะไม่มีทางล่วงรู้ได้ว่า ยาที่นางได้ต้มกินนั้น ถูกต้วนชิงหมิงสับเปลี่ยนแล้ว ดังนั้นความเจ็บปวดรวดร้าว
แสนสาหัสในชาตินี้ของหลิวหรง ย่อมไม่มีทางรู้ว่าเป็นใครที่แอบลงมือเล่นงานนาง
ชีวิตที่เหลือของเจ้าจะต้องทรมานเหมือนคนตายทั้งเป็น!
ทว่าตอนนี้หลิวหรงทำได้เพียงกัดฟันกรอดเดินตามต้วนชิงหมิงออกไปที่ห้องโถงรับรอง ในเมื่อต้วนชิงหมิงกล้ามา
ท้าทายนางต่อหน้า หากไม่ตามไปก็เท่ากับเสียหน้าแล้ว
แม่นมหวางรีบเข้าไปประคองมือของหลิวหรง กระซิบกระซาบข้างหูอย่างเป็นห่วงเป็นใย “นายหญิง ท่านดู
ท่าทางที่ได้ใจของคุณหนูใหญ่สิเจ้าคะ เห็นทีจะมีการเตรียมการมาเป็นอย่างดี ประเดี๋ยวนายหญิงจะต้องระวังให้มากนะ
เจ้าคะ!”
สีหน้าของหลิวหรงเหยเก เพราะตอนนี้นางรู้สึกคันมากจนอยากจะเอามือเกาไปเสียทั้งตัว ทว่านางกลับทำได้
เพียงอดทนและพูดอย่างโกรธเคือง “จะสนใจอะไรว่านางจะมาไม้ไหน ชายคนนั้นข้าได้ใช้เงินซื้อไปแล้ว ต่อให้เจ้าเด็กบ้า
นั่นจะฉลาดเป็นกรดเช่นไรก็ไม่มีทางมองออกได้แน่นอน!”
หลิวหรงค่อยๆ เดินตามไปอย่างเชื่องช้า โชคดีที่วันนี้นางใช้แปั้งหอมทาตัวเพื่อกลบกลิ่นเหม็นที่ออกมาจากตัวนาง
ไว้ แม่นมหวางกลั้นลมหายใจ พลางนึกภาวนาในใจให้เรื่องที่จะเกิดขึ้นจบลงโดยเร็ว มิฉะนั้นโรคที่หลิวหรงเป็นคงปิดไว้ไม่
มิดแน่
ทุกคนต่างมารวมกันที่ห้องโถงรับรอง มีต้วนเจิ้งนั่งอยู่ตรงกลางห้อง ด้านข้างเป็นต้วนชิงหมิง อันที่จริงบุตรสาว
แต่ละจวนไม่ควรจะมาก้าวก่ายเรื่องของผู้ใหญ่ แต่ในเมื่อต้วนเจิ้งรับปากต้วนชิงหมิงไปแล้วก็ไม่อาจกลับคำได้แล้ว
ไม่นานชายคนนั้นก็ถูกนำตัวเข้ามา เขาไม่อาจละสายตาจากต้วนชิงหมิงที่ใช้ผ้าตาข่ายมาบังหน้าให้เห็นเพียงหน้า
บางส่วนเท่านั้น
ต้วนชิงหมิงจ้องมองไปที่แววตาของชายคนนั้นแล้วพูดขึ้นอย่างขัดเคือง “เถี่ยเฟิง ควักลูกตาคนนั้นมาให้ข้าหน่อย
สิ!”
อะไรนะ? จะต้องควักลูกตาของเขาเลยหรือ?
ชายคนนั้นได้ฟังก็ตกใจจนตัวสะดุ้งโหยง เขาไม่เคยคิดเลยว่าหญิงสาวที่งดงาม จะมีจิตใจที่โหดเหี้ยมถึงเพียงนี้
เขาแค่มองนางเพียงไม่กี่ทีก็ถึงขั้นควักลูกตาของเขาออกมาเลยหรือ!
แต่ว่าเด็กสาวคนนี้ช่างดูสูงศักดิ์น่าลุ่มหลง เพียงนางนั่งอยู่เฉยๆ เหตุใดจึงเหมือนกับนางฟั้าที่ลงมาจากสรวง
สวรรค์ก็มิปานเล่า
ด้านเถี่ยเฟิงที่กำลังตระหนกตกใจกับสิ่งที่นางสั่งเขา ไม่นานพลันได้สติขึ้นมา แต่เมื่อมาคิดดูว่าชายคนนี้บังอาจเข้า
มาเดินเล่นในจวนท่านแม่ทัพก็ทำให้เถี่ยเฟิงเดือดดาลขึ้นมา ดังนั้นเขาจึงสั่งให้ลูกน้องจับแขนทั้งสองข้างของชายคนนั้น
ออก และหยิบกริดที่แหลมคมหมายจะควักลูกตาของเขาออกมา
เมื่อชายคนนั้นมองมาเห็นต้วนชิงหมิงมีท่าทีจริงจัง เขาทั้งตื่นตกใจ พยายามดิ้นรนให้หลุดออกจากมือของคนที่
จับแขน พลางคลานเข้ามาร้องขอชีวิต “คุณหนูไว้ชีวิตด้วย คุณหนูไว้ชีวิตข้าด้วย……”
ชายคนนั้นถูกคนลากออกไปรอที่หน้าประตู เมื่อเขาเห็นกริชแหลมคมกวัดแกว่งใกล้เข้ามาเรื่อยๆ จึงเข้าใจแล้วว่า
ต้วนชิงหมิงไม่ได้พูดเล่น และต้องการจะควักลูกตาของเขาออกมาจริงๆ… เขาแค่มาหาเงินเท่านั้น ไม่ได้คิดว่าจะมาเสียด
วงตาที่นี่ จึงรีบยกมือขึ้นมาปิดตาอ้าปากร้องเสียงดังลั่น “ช่วยด้วยๆ อย่าควักลูกตาข้าเลย!”
ต้วนเจิ้งที่นั่งมองอยู่นานพลันขมวดคิ้ว หันไปมองบุตรสาว “หมิงเอ๋อร์ ลูกผู้หญิงมิอาจทำเรื่องโหดร้ายเช่นนี้ได้
ปล่อยเจ้าคนนี้แล้วมาคุยกันดีๆ เถอะ!”
“เช่นนั้น ก็ทำตามที่ท่านพ่อว่าแล้วกันเจ้าค่ะ” นางกล่าวยิ้มๆ
เมื่อพูดจบ นางก็ยกมือเพื่อส่งสัญญาณให้เถี่ยเฟิงหยุดมือ แล้วลากชายคนนั้นมากองตรงหน้าดังเดิม ต้วนชิงหมิงอ
ยู่ๆ ก็หัวเราะเยาะขึ้นมา “เจ้าก็รู้จักกลัวตายเหมือนกันนี่ เหตุใดยังมาพูดเพ้อเจ้อในจวนท่านแม่ทัพอีกเล่า?”
“ข้าน้อยไม่ได้มาพูดเพ้อเจ้อขอรับ!” ชายคนนั้นรีบแก้ต่าง
ต้วนชิงหมิงนิ่งฟังแล้วถามอย่างเย็นชากลับไป “ในเมื่อไม่ได้พูดเพ้อเจ้อ ทำไมยังกล้ามาใส่ร้ายคนในจวนท่าน
แม่ทัพให้แปดเปือนด้วย?”
“ข้าน้อยไม่ได้ทำเช่นนั้น……” เขายังคงยืนยันคำเดิม
ต้วนชิงหมิงหัวเราะเยาะเสียงดังลั่น พริบตาเดียวก็เปลี่ยนสีหน้าเป็นเรียบนิ่งทว่าเหี้ยมโหด “เจ้าอยากจะบอกว่า
เจ้ากับจางอี๋เหนียงมีความรักต่อกัน เมื่อได้พบหน้ากันอีกครั้งจึงเกิดความรู้สึกปฏิพัทธ์ต่อกันกลับมาและได้มีลูกด้วยกัน
เดิมทีเจ้าอยากจะโน้มน้าวให้จางอี๋เหนียงแอบหนีไปกับเจ้า แต่กลัวว่านางจะสุขสบายอยู่บนกองเงินกองทองจึงไม่ยอม
หนีไปด้วยกัน เจ้าจึงต้องลงมือวางแผน เพื่อหวังให้ท่านพ่อข้าช่วยให้เจ้าสมปรารถนาอย่างนั้นใช่หรือไม่?”
คำพูดของต้วนชิงหมิงทั้งหมดทำให้ชายคนนั้นตกตะลึงอ้าปากค้าง แล้วถามกลับทันที “คุณหนูรู้ได้อย่างไร?”
ต้วนชิงหมิงยิ้มเยาะเย้ย “ข้าแต่งเรื่องนะสิ!”
“แต่งเรื่องอย่างนั้นหรือ?” ชายคนนั้นงงเป็นไก่ตาแตก
ต้วนชิงหมิงเลิกคิ้วขึ้นถามอย่างดุดันว่า “งานวัดในวันที่สิบเจ็ดเดือนสิบนั้น เจ้าอยู่ที่ใดกัน?”
เขารีบตอบกลับทันทีอย่างไม่ลังเลใจ “ข้าน้อยอยู่ที่วันหนานซาน ตรงที่วางปั้ายวิญญาณของแม่กวานเอ๋อร์
ขอรับ!”
“เจ้าจำอะไรผิดพลาดหรือเปล่า?”
ชายคนนั้นจึงรีบแก้ต่างในทันทีเมื่อได้ยิน “ไม่ผิด ไม่มีทางผิดอย่างแน่นอน… วันนั้นตั้งแต่เช้า ข้าน้อยไปที่วัด
หนานซาน เพื่อจะไปจุดธูประลึกถึงท่านปั้าให้ช่วยคุ้มครองครอบครัวให้มีความสุขสงบ แต่คิดไม่ถึงว่าที่นั่นจะได้พบกับ
น้องกวานเอ๋อร์ที่ไม่ได้พบกันเป็นมานาน……”
ต้วนชิงหมิงพินิจชายคนนั้นอย่างละเอียดถี่ถ้วน คำพูดเหล่านี้มีการเตรียมการมาเป็นอย่างดี ดังนั้นจึงสามารถพูด
ได้อย่างคล่องปากโดยไม่ต้องคิดเลย
แต่น่าเสียดายเสีย ต่อให้เขาจะเจ้าเล่ห์หรือกลับกลอกเพียงใด ก็ยังมีจุดที่ยังสามารถจับได้อยู่ดี
“เจ้ามั่นใจว่าเป็นวันที่สิบเก้าเดือนสิบไปถึงวัดหนานซานอย่างนั้นหรือ?”
อีกฝั่ายพูดอย่างหนักแน่นเป็นที่สุด “ใช่แล้วขอรับ วันนั้นเป็นวันที่ท่านแม่ของกวานเอ๋อร์เสียชีวิต ข้าน้อยกับท่าน
พ่อยังเคยไปไว้อาลัย ไฉนจะจำไม่ได้ขอรับ?”
ต้วนชิงหมิงยืนมือขึ้นไปปลดผ้าตาข่ายตรงหน้าออกเพื่อยกนํ้าชาขึ้นมาจิบทีละน้อย นางจึงหันไปถามจางอี๋เหนียง
เสียงเรียบ “จางอี๋เหนียง ไหนลองบอกญาติห่างๆ ของเจ้าซิ งานวัดหนานซานเป็นวันไหน ท่านแม่ของเจ้าเสียไปวัน
ไหน?”
จางอี๋เหนียงเช็ดนํ้าหูนํ้าตาแล้วพูดเสียงดังฟังชัด “เรียนคุณหนูใหญ่ ท่านแม่ของปีเชี่ยเสียชีวิตวันที่สิบแปดเดือน
สิบ แต่เพราะวันนั้นเป็นวันเกิดของท่านพ่อพอดี ดังนั้นพวกลูกๆ จึงไปที่วัดหนานซานเพื่อจุดธูประลึกถึงท่านแม่ นานวัน
เข้าก็ถือปฏิบัติเช่นนี้เจ้าค่ะ”
ดูท่าเรื่องนี้คนนอกไม่มีทางรู้ได้แน่นอน ชายคนนั้นเมื่อได้ยินก็ตะลึงจนพูดไม่ออกอีกเลย
ต้วนชิงหมิงจึงถามยํ้าขึ้นอีกว่า “อย่างนั้นจางอี๋เหนียงยังจำได้หรือไม่ สรุปแล้วงานวัดหนานซานเป็นวันที่สิบเจ็ด
เดือนสิบหรือสิบเก้าเดือนสิบกันแน่?”
“เรียนคุณหนูใหญ่เป็นวันที่สิบเจ็ดเดือนสิบเจ้าค่ะ” จางอี๋เหนียงตอบอย่างมั่นใจ
ถึงตอนนี้ชายคนนั้นจึงรู้แล้วว่าถูกต้วนชิงหมิงถามวกไปวนมาจนหลง เขาจึงรีบแก้ต่างอย่างรีบร้อน “เป็นวันที่สิบ
เจ็ดเดือนสิบไม่ผิด แต่เพราะเมื่อครู่ข้าน้อยจำผิดไปนิดหน่อยเท่านั้น!”
“เจ้ามั่นใจนะว่าจำผิดจริงๆ?” เด็กสาวถามยํ้าอีกคำรบ
“ข้าน้อยมั่นใจขอรับ!” เขาตอบอย่างฉะฉาน มั่นใจ
ทุกคนในที่นั้นต่างรู้ว่าชายคนนั้นกำลังแก้ต่างให้กับตัวเขาเอง ทว่าต้วนชิงหมิงยังไม่ขยี้ในจุดนี้ นางเพียงแต่ตอบ
รับสั้นๆ “อ่อ” และถามอย่างตรงไปตรงมาว่า “เจ้ากับจางอี๋เหนียงแอบลักลอบเจอกันกี่ครั้งแล้ว? แล้ว……ครั้งแรกไปนัด
เจอกันที่ใด?”
ชายคนนั้นตอบโดยไม่ต้องคิดแม้แต่น้อย “ครั้งแรกเจอกันที่วัดหนานซานในครั้งนั้น พวกเราเจอกันทั้งหมดสาม
ครั้ง… ส่วนครั้งสุดท้ายก็คือวันนี้ แต่กลับถูกคนจับได้ขอรับ!”
ชายคนนั้นตอบหนักแน่นและไม่มีความละอายแม้แต่น้อย แต่เขาไม่ทันได้สังเกตว่าตัวเขานั้นมีอะไรที่ผิดปกติไป
ทางด้านหลิวหรงที่นั่งอยู่ด้านข้างนั้นมิอาจนั่งอย่างเป็นสุข เนื่องจากนางคันยุบยิบไปทั้งตัว แต่ไม่สามารถใช้มือ
เกาได้ จึงได้แต่เอามือจับหูลูบไปมา
ทางด้านต้วนเจิ้งก็มิอาจทนฟังที่ชายคนนั้นตอบเรื่องบัดสีเช่นนี้ได้แล้ว อีกอย่างเรื่องระยำตำบอนพวกนี้ สำหรับ
เขานั้นเป็นเรื่องที่น่าอับอายเป็นที่สุด… ถ้ายังจะให้ต้วนชิงหมิงที่ยังไม่ได้ออกเรือนถามเรื่องบัดสีพวกนี้ต่อไป เกรงว่าจะ
เสื่อมเสียชื่อเสียงมาถึงบุตรสาวของเขาอย่างแน่นอน