การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 278 ความจริงทั้งมวล
เรื่องราวเหล่านี้ต้วนเจิ้งไม่อยากจะให้เกิดขึ้น
ทว่ามาถึงตรงนี้ต้วนเจิ้งพลันขมวดคิ้วมองไปทางต้วนชิงหมิง แล้วพูดเสียงกดตํ่า “หมิงเอ๋อร์ยังจะถามต่อไปอีก
หรือ?”
เด็กสาวตอบอย่างจริงจัง “ชื่อเสียงของลูกมีมากพอแล้ว แต่ว่าชื่อเสียงของจวนต้วนและลูกหลานของจวนต้วน
นั้นย่อมสำคัญกว่า ลูกมิอาจนิ่งเฉยได้” นางหยุดเว้นจังหวะลอบมองสีหน้าของบิดา เห็นต้วนเจิ้งที่กำลังถอนหายใจอย่าง
แผ่วเบาไม่เอื้อนเอ่ยวาจาใดต่ออีก
เขารู้ดี บุตรีของเขาเป็นคนดื้อรั้นเพียงใด
ต้วนชิงหมิงมองไปทางชายคนนั้นและถามขึ้นว่า “ในเมื่อเจ้ารู้จักกับจางอี๋เหนียงมานานหลายปี อีกครั้งยังแอบไป
มาหาสู่กันหลายครั้งจนมีลูกด้วยกัน เจ้ารู้หรือไม่ว่าตรงหน้าอกของนางมีจุดสีแดงอยู่หนึ่งเม็ด”
ชายคนนั้นถึงกับตะลึงงันและหันไปมองพาแม่นมหวางโดยไม่รู้ตัว… เห็นได้ชัดว่าเรื่องนี้ไม่มีคนเคยบอกเขามา
ก่อน
แม่นมหวางที่ยืนอยู่หลังหลิวหรง เมื่อได้ยินที่ต้วนชิงหมิงพูดก็ถึงกับผงะจนไปไม่ถูกเช่นกัน
เพื่อที่จะใส่ร้ายปั้ายสีจางอี๋เหนียง แม่นมหวางทุ่มทุนใช้ให้คนไปแอบดูร่างกายของนางว่ามีตรงไหนบ้างที่เป็นจุด
ตรงไหนบ้างที่เป็นปาน จนแม่นมหวางสามารถจดจำเรือนร่างของนางได้ทั้งหมด แต่ตอนนี้เมื่อต้วนชิงหมิงถามขึ้นก็ทำให้
แม่นมหวางไม่รู้จะทำอย่างไร เพราะที่คนมารายงานบอกว่าบนตัวของจางอี๋เหนียงไม่มีจุดแดงหรือปานแดงเลยแม้แต่
น้อย
แต่ต้วนชิงหมิงเป็นคนที่มีไหวพริบดี จนแม่นมหวางเริ่มสงสัยขึ้นมาว่านางจะใช้ไม้ไหนเพื่อมาเล่นงานชายคนนั้น?
เมื่อเห็นชายคนนั้นตะลึงงัน ต้วนชิงหมิงจึงพูดเย้ยหยันขึ้นว่า “หรือว่าเรื่องที่เกิดก่อนหน้านี้ ระหว่างเจ้ากับจางอี๋
เหนียงนั้นจะเป็นเรื่องที่แต่งขึ้นมาทั้งสิ้น? ถ้ามิใช่เช่นนั้นเหตุใดจุดแดงที่เห็นเด่นชัดเช่นนั้น เจ้ากลับไม่รู้อีกเล่า?”
ชายคนนั้นได้ฟังก็หันไปสบตากับแม่นมหวางพอดี เขาพูดอย่างรีบร้อนเสียงดังว่า “ไม่มีทั้งนั้น บนร่างกายของ
กวานเอ๋อร์สะอาดหมดจด ตรงหน้าอกก็ไม่มีจุดแดงสักเม็ดเดียว!”
นางยิ้มอย่างดูแคลน “เจ้ามั่นใจใช่หรือไม่?”
พอชายคนนั้นได้ยินที่ต้วนชิงหมิงถาม เขาก็เริ่มร้อนตัวจนต้องแอบชำเลืองไปมองทางแม่นมหวาง แม่นมหวางไอ
ออกมาเพื่อกลบเกลื่อน ชายคนนั้นจึงค่อยๆ ก้มหน้าลงแล้วพูดเสียงดังฟังชัดว่า “ใช่แล้ว ข้าน้อยมั่นใจขอรับ!”
ต้วนชิงหมิงถามคาดคั้นอีกครั้ง “จะไม่กลับคำแล้วใช่หรือไม่?”
ยิ่งนางคาดคั้น ชายคนนั้นก็ยิ่งไม่มั่นใจขึ้นมา ทางด้านแม่นมหวางส่งสายตาขอความช่วยเหลือจากหลิวหรงเพื่อ
ช่วยเปลี่ยนประเด็นที่ต้วนชิงหมิงจี้ถาม แต่หลิวหรงในเวลานี้ยังทรมานกับความคันจนพูดไม่ออก ทั้งยังไม่เห็นสายตาที่
แม่นมหวางส่งมาให้
แม่นมหวางนั้นรู้ว่าไม่มีสิทธิ์ที่จะพูดแทรกเข้ามา เห็นทีชายคนนั้นคงไม่รู้จะไปต่อได้อย่างไร
ชายคนนั้นไม่เคยได้เห็นเรือนร่างของจางอี๋เหนียงแม้แต่น้อย จึงไม่รู้ว่าบนตัวของนางนั้นมีจุดแดงหรือไม่ ยิ่งใน
ตอนนี้สีหน้าของต้วนชิงหมิงก็ยากที่เขาจะบอกได้ว่าเป็นเรื่องจริงหรือเรื่องหลอก!
หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุดชายคนนั้นก็เอ่ยปากขึ้น “ข้าน้อยมั่นใจและจะไม่กลับคำขอรับ!”
จากนั้นต้วนชิงหมิงก็ตบไปที่โต๊ะดัง “ปัง” หันไปตะคอกชายคนนั้น “เจ้าโกหก เจ้าไม่เคยได้เห็นเรือนร่างของจาง
อี๋เหนียงแม้แต่น้อย…”
เมื่อชายคนนั้นได้ยินก็สั่นระริกไปทั้งตัว รีบพูดกลับคำอย่างรวดเร็ว “ข้าน้อยไม่ได้โกหก ข้าน้อยกับจางอี๋เหนียงมี
ใจให้กันมานานแล้วขอรับ!”
“ในเมื่อเจ้าบอกว่ามีใจให้กันมานานแล้ว แม้แต่จุดแดงบนร่างกายจางอี๋เหนียงเจ้าก็ยังไม่รู้ เจ้าจะให้ใครเชื่อคำพูด
ของเจ้าอีกเล่า?” เด็กสาวพูดด้วยความโมโห
ชายคนนั้นรีบส่ายหน้าปฏิเสธว่า “ไม่สิ คุณหนูกำลังหลอกข้าน้อย บนอกของกวานเอ๋อร์ไม่มีจุดแดงอะไรทั้งนั้น
ไม่อย่างนั้นคุณหนูจะให้ทุกคนในที่นี้ดูเพื่อเป็นการพิสูจน์?”
ทางด้านหลิวหรงได้ยินที่ชายคนนั้นพูดก็หัวเราะเยาะขึ้นมา… ต้วนชิงหมิงคิดหรือว่านางฉลาดเกินใคร ที่แท้ก็หา
เรื่องใส่ตัว! จุดแดงตรงหน้าอกนั้นไม่ใช่ว่าใครก็สามารถดูได้ หรือจะต้องให้จางอี๋เหนียงถอดเสื้อให้ทุกคนดูเป็นการพิสูจน์?
ส่วนความต้องการที่จะพิสูจน์นี้ ต้วนเจิ้งก็คงจะไม่อนุญาตให้ทำเด็ดขาด
ชายคนนั้นจึงมั่นใจอย่างมากว่าต้วนชิงหมิงจะไม่มีทางพิสูจน์ได้ เนื่องจากหน้าอกของหญิงสาวนั้นเป็นสิ่งลํ้าค่า
และมิอาจให้ใครก็ได้มาดูตามอำเภอใจ!
ทางด้านจางอี๋เหนียงก็หน้าซีดลงอีกครั้ง
คำพูดของต้วนชิงหมิงเห็นได้ชัดว่าเป็นการผลักจางอี๋เหนียงเข้าไปสู่ความเป็นความตาย… ถ้านางเห็นด้วยกับการ
ถอดเสื้อพิสูจน์ให้คนอื่นดู ต่อให้นางไม่ได้เป็นอย่างที่ว่าชายคนนั้นพูด ชื่อเสียงของจางอี๋เหนียงก็ย่อมเสื่อมเสียอย่างหนัก
แต่ถ้าไม่ถอดเสื้อเพื่อเป็นการพิสูจน์ ความสงสัยต่างๆ ที่มีต่อนางก็จะไม่สามารถล้างได้อีก…
คุณหนูใหญ่… ที่พูดออกไปทั้งหมดไม่รู้ว่ากำลังช่วยเหลือ หรือว่าทำร้ายนางกันแน่?
สีหน้าของต้วนเจิ้งถึงกับงงงวย ยิ่งเขาคิดว่าต้วนชิงหมิงต้องการสร้างเรื่อง ในใจของเขาก็ยิ่งโกรธขึ้นไปอีก… มี
ที่ไหนกันที่บุตรสาวของเขาจะพูดว่า สองคนนั้นมีอะไรเกินเลยกันหรือที่บอกว่าเห็นร่างกายของจางอี๋เหนียงแล้ว คำพูด
เหล่านี้ถ้าเอาไปเล่าต่อไป เกรงว่าคนอื่นจะต้องเอามาใช้เป็นจุดอ่อนได้
ต้วนชิงหมิงไม่ให้โอกาสชายคนนั้นได้พูดต่อไปแล้ว นางจึงหันไปถามทางแม่นมหนิง “ข้าขอถามแม่นมหนิง การที่
ชายหญิงไปมีสัมพันธ์ลึกซึ้งกับคนที่ไม่ใช่สามีภรรยาของตน จะต้องลงโทษพวกเขาอย่างไรบ้าง?”
“เรียน คุณ… คุณหนู ผู้ชายนั้นจะจับใส่กรงถ่วงนํ้า ส่วนผู้หญิงก็ให้บวชชีเจ้าค่ะ!” แม่นมหนิงตอบอย่างขึงขัง
จริงจัง
ต้วนชิงหมิงจึงพยักหน้ารับ “เช่นนั้นตามกฎจงนำชายคนนี้ไปใส่กรงถ่วงนํ้าเสีย!”
เถี่ยเฟิงได้ฟังก็เดินขึ้นไปจับชายคนนั้นมัดและเดินออกไป
ชายคนนั้นตกใจจนขวัญหนีดีฝั่อ เข่าอ่อนทรุดลงกับพื้นทันที
ตอนแรกที่จ้างวานเขาให้มาใส่ร้ายจางอี๋เหนียงนั้น อีกฝั่ายได้ตกลงกับเขาอย่างดิบดีแล้วว่าจะเพิ่มเงินให้อีกสอง
ร้อยตำลึงและรับประกันว่าจะปลอดภัย แต่ถึงตอนนี้เงินยังไม่ทันได้จับ ชีวิตกลับแขวนอยู่บนเส้นด้ายแล้ว?
พอชายคนนั้นคิดได้ก็รีบส่งสายตาขอความช่วยเหลือจากแม่นมหวาง… เขาไม่อยากตาย เขายังตายไม่ได้!
สิ่งที่คิดไม่ถึงก็คือต้วนชิงหมิงใช้ความเป็นความตายมาข่มขู่ หลิวหรงจึงต้องระงับความเจ็บปวดและฝืนเอ่ยอย่าง
อ่อนโยนไปทางต้วนเจิ้ง “ท่านพี่ให้คุณหนูใหญ่ผู้สูงศักดิ์มาจัดการเรื่องบัดสีแบบนี้ เห็นทีจะเป็นการทำลายเกียรติและชื่อ
เสียงของนาง… เรื่องนี้ยกให้ปีเชี่ยเป็นคนสอบสวนแทนเถอะเจ้าค่ะ เพราะอย่างน้อยจะได้คืนความบริสุทธิ์ให้กับจางอี๋
เหนียงด้วย!”
ต้วนเจิ้งกำลังจะเอ่ยปากพูดแต่กลับเห็นต้วนชิงหมิงส่งสายตาให้กับแม่นมหนิงที่ยืนอยู่ด้านข้าง แม่นมหนิงรีบโค้ง
ตัวคำนับไปทางต้วนชิงหมิงแล้วพูดขึ้นว่า “คุณหนูฟังที่หลิวอี๋เหนียงพูดเถอะเจ้าค่ะ ที่นี่ไม่เหมาะที่คุณหนูจะอยู่นานได้
เจ้าค่ะ!”
ต้วนชิงหมิงได้ฟังสายตาพลันเปล่งประกายออกมา ถามขึ้นอย่างฉงนใจ “ไหนแม่นมลองอธิบายมาหน่อยสิ?”
แม่นมหนิงก้มหน้าลงแล้วตอบเสียงเบาที่ทุกคนจะสามารถได้ยินได้ “เรียนคุณหนู ที่นี่มีสตรีเป็นโรคอยู่ ดังนั้นคุณ
หนูไม่ควรจะอยู่ที่สกปรกเช่นนี้เป็นเวลานานเจ้าค่ะ!”
“เป็นไปไม่ได้ ที่นี่มีเพียงท่านพ่อกับอี๋เหนียงสองท่านเท่านั้น จะมีคนที่ไม่สะอาดอย่างที่เจ้าว่ามาได้อย่างไรกัน?”
เด็กสาวเอ่ยอย่างแปลกใจ
“คุณหนูรีบกลับก่อนเถอะเจ้าค่ะ!” แม่นมหนิงพูดด้วยความลำบากใจ
แต่เมื่อต้วนเจิ้งได้ฟังที่แม่นมหนิงพูด เขาก็กวาดสายตาไปที่หลิวหรงกับจางอี๋เหนียงแล้วเอ่ยขึ้นว่า “มีเรื่องแบบนี้
เกิดขึ้นจริงอย่างนั้นหรือ?”
จางอี๋เหนียงตอบกลับอย่างกระอักกระอ่วน “ท่านพี่พูดอะไรนะ ปีเชี่ยฟังไม่เข้าใจเจ้าค่ะ!”
จากนั้นสายตาที่ค่อนข้างดุดันของต้วนเจิ้งก็เลื่อนมาที่หลิวหรง “ถ้าปั่วยก็กลับไปพักที่เรือน จะมาที่นี่ทำไมกัน?”
ต้วนชิงหมิงมองทางเถี่ยเฟิงที่ลากตัวชายคนนั้นไปอยู่ตรงหน้าประตู แล้วโบกมือขึ้น “เถี่ยเฟิงยังไม่รีบเอาตัวชาย
คนนั้นไปใส่กรงถ่วงนํ้าอีกหรือ?”
ชายหนุ่มได้ฟังก็มองไปทางต้วนเจิ้ง เมื่อเห็นเขาพยักหน้ารับ จึงลากตัวชายคนนั้นเดินออกไป!
เมื่อชายคนนั้นเดินข้ามประตูออกไปก็ร้องไห้เอะอะโวยวายเสียงดัง “ข้าน้อยถูกใส่ร้าย ข้าน้อยไม่ได้มีสัมพันธ์ลึก
ซึ้งกับจางอี๋เหนียงแม้แต่น้อยขอรับ”
ต้วนชิงหมิงจึงถอนหายใจออกมาอย่างแผ่วเบา
นางหันไปมองชายคนนั้นที่ถูกเถี่ยเฟิงจับตัวลากไป แล้วหันมาทำความเคารพต้วนเจิ้ง “ที่เหลือ ขอให้ท่านพ่อเป็น
คนสอบสวนด้วยตัวเอง ลูกขอตัวก่อนเจ้าค่ะ!”
ผู้เป็นบิดาผายมือบอกเป็นนัยให้ต้วนชิงหมิงไปได้แล้ว นางจึงนำแม่นมหนิงและชิวหนิงเดินออกจากประตูไป