การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 279 ความกังวลที่เก็บซ่อนของเชวียหนิงหราน
- Home
- การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง
- ตอนที่ 279 ความกังวลที่เก็บซ่อนของเชวียหนิงหราน
ต้วนเจิ้งผายมือบอกเป็นนัยให้ต้วนชิงหมิงไปได้แล้ว นางจึงนำแม่นมหนิงและชิวหนิงเดินออกจากประตูไป
ยังไม่ทันที่พวกนางจะก้าวเท้าออกจากประตูดี พลันได้ยินเสียงที่น่าเกรงขามของต้วนเจิ้งดังลั่นไปทั่วบริเวณ “รีบ
พูดออกมาว่าเรื่องทั้งหมดเป็นมาอย่างไร?”
ชายผู้นั้นพูดไปร้องไห้ไป เล่าเรื่องราวที่ถูกคนใช้เงินซื้อ เพื่อให้ใส่ร้ายปั้ายสีจางอี๋เหนียง
สองหูของต้วนชิงหมิงได้ยินทุกถ้อยทุกวาจา ทว่าไม่ได้หยุดฝีเท้าลง แต่ยิ่งเพิ่มความเร็วในการเดินออกไปให้เร็วขึ้น
อีก… หลิวหรง ในเมื่อเจ้าปั่วยแล้วยังไม่เจียมตัวอีก เช่นนั้นคนต่อไปที่จะต้องโดนก็คงเป็นตาเจ้าแล้ว!
ทันทีที่ต้วนชิงหมิงก้าวเท้าออกจากห้องโถงรับรอง คิ้วเรียวงามดั่งคันธนูของนางพลันขมวดขึ้นเล็กน้อยเมื่อเห็นเย
วี่ยเจียก็มารอทำความเคารพอยู่ที่หน้าห้อง “คุณหนู… คุณหนูเชวียมาหาเจ้าค่ะ”
จวนเชวียนั้นมีคุณหนูทั้งหมดสามคน แต่มีเพียงคนเดียวที่มักจะไปมาหาสู่และคอยเป็นห่วงเป็นใยต้วนชิงหมิง
เสมอ……ดังนั้นบ่าวรับใช้ในเรือนของต้วนชิงหมิงทุกคน เพียงเอ่ยว่าคุณหนูเชวียมา ย่อมรับรู้ได้ทันทีว่าหมายถึง ‘เชวีย
หนิงหราน’
ใบหน้าของต้วนชิงหมิงเผยรอยยิ้มแห่งความสุขออกมาทันที “พี่สาวเชวียมาแล้วหรือ? เชิญไปที่เรือนหรือยัง?”
เยวี่ยเจียได้ฟังก็หัวเราะคิกคักทันที “แขกของคุณหนู มีหรือที่พวกบ่าวจะปล่อยลอยแพ คุณหนูวางใจได้ คุณหนู
เชวียนั่งจิบนํ้าชารอคุณหนูอยู่ที่เรือนแล้วเจ้าค่ะ!”
เด็กสาวยู่ปาก มองค้อนไปที่อีกฝั่ายพลางยื่นนิ้วจิ้มไปที่หัวของเยวี่ยเจียครั้งหนึ่ง แล้วยกยิ้มเอ่ยขำๆ “เจ้าบ่าวคนนี้
นิ!”
พูดจบก็รีบสืบเท้าอย่างรวดเร็วกลับไปที่เรือน
ทว่า ในที่ลับตาคนด้านหลังของต้วนชิงหมิงกลับมีสายตาลึกลับกำลังจับจ้องมาที่นาง สายตาที่เต็มไปด้วยความน่า
กลัวและไม่อาจคาดเดาความหมายได้
วันนี้เป็นงานเลี้ยงวันเกิดของท่านปูั่เชวีย แต่จู่ๆ ต้วนเจิ้งก็มีสีหน้าเคร่งเครียดและพาต้วนชิงหมิงกลับไประหว่างที่
ร่วมงาน เชวียหนิงหรานที่เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดอดรู้สึกเป็นห่วงเป็นใยต้วนชิงหมิงไม่ได้ ทำได้เพียงรอให้งานเลี้ยงวันเกิด
จบลงแล้วรีบมาหาถึงจวนต้วน
เชวียหนิงหรานนั้นมีความหมายกับต้วนชิงหมิงอย่างมาก นางมีทั้งมิตรภาพและความเป็นพี่น้อง ดังนั้นนางจึงเป็น
ห่วงเป็นใย กลัวว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับต้วนชิงหมิง
เมื่อต้วนชิงหมิงกลับมาที่เรือนแล้วได้พบเชวียหนิงหรานกำลังนั่งจิบนํ้าชาอยู่ พร้อมกับเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ที่ยังไม่หาย
ปั่วยดีนั่งคุยไปพลางๆ กับนาง
เมื่อเชวียหนิงหรานเห็นต้วนชิงหมิงกลับมาถึงเรือน ถลาเข้าไปจับมือพลางเดินวนดูรอบตัวของต้วนชิงหมิง แล้ว
ถอนหายใจลงอย่างเชื่องช้า “ดีที่เจ้าไม่เป็นอะไรแม้แต่น้อย”
เด็กสาวได้ฟังพลันอ้าปากหัวเราะชอบอกชอบใจ “พี่เชวียมาถึงที่นี่เพราะกลัวว่าข้าจะเป็นอะไรไปอย่างนั้นหรือ?”
“ถ้าไม่อย่างนั้น เจ้าคิดว่าพี่จะมาที่นี่เพื่อสิ่งใดกันเล่า?” เชวียหนิงหรานอมยิ้ม
“ข้าก็คิดว่า พี่เชวียจะบอกว่าเป็นห่วงน้องยังไงล่ะ!” นางเลิกคิ้วขึ้นมา
“เจ้าเป็นคนเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราวและโหดเหี้ยม ข้าจะเป็นห่วงเจ้าทำไมกัน……”
ต้วนชิงหมิงได้ฟังก็คันปากยิบๆ “ก็ได้ๆ ในเมื่อข้าใจดำโหดเหี้ยมและเจ้าเล่ห์ ต่อไปถ้ามีเรื่องอะไรเกิดขึ้น อย่า
ร้องไห้มาหาข้าก็แล้วกัน”
นางพูดไปก็หรี่ตาลงเล็กน้อย แอบยื่นมือเข้าไปจิ้มที่เอวของเชวียหนิงหราน อีกฝั่ายทั้งหลบทั้งขอร้องให้หยุด เมื่อ
ต้วนชิงหมิงเห็นเชวียหนิงหรานหัวเราะจนท้องคัดท้องแข็ง จึงยอมหยุดมือลงแล้วพูดขึ้น “ช่างร้ายกาจเสียจริง…”
เชวียหนิงหรานรีบยกมือขึ้นมาขอร้องให้หยุดจั๊กจี้ “ได้ ได้ ข้าเป็นคนร้ายกาจเสียงเอง อย่างนี้เจ้าพอใจแล้วใช่หรือ
ไม่?”
ต้วนชิงหมิงยอมดึงมือกลับมาพร้อมกับมองค้อนทีเล่นทีจริงไปที่เชวียหนิงหราน “แค่นี้จะให้ปล่อยแล้วอย่างนั้น
หรือ… หึ หึ! ฝันไปเถอะ!”
…………………………………
ต้วนชิงหมิงแกล้งทำเป็นโกรธเคืองได้เพียงครู่เดียว จากนั้นทั้งสองคนก็นั่งลงบนเก้าอี้ เริ่มพูดคุยสิ่งที่เกิดขึ้นใน
จวนต้วนช่วงที่ผ่านมา
เชวียหนิงหรานนั่งพูดคุยอยู่บนเตียงของต้วนชิงหมิงไปเรื่อยๆ “ชิงหมิง เจ้ายังจำได้หรือไม่? เรื่องครั้งก่อนที่ซานอี๋
เหนียงบาดเจ็บ ตอนนี้ท่านพ่อไปสอบถามท่านหมอจนทั่วเมืองหลวงแล้ว ทุกท่านต่างบอกว่าจนปัญญาที่จะรักษาใบหน้า
ให้หายดีดังเดิม!”
ระหว่างที่เชวียหนิงหรานพูดไปก็ไม่ได้ใส่อารมณ์ความเคียดแค้นลงไป นางเพียงแค่เล่าให้ฟังด้วยความโศกเศร้า
อาดูรก็เท่านั้น!
ต่อให้ซานอี๋เหนียงจะเป็นคนน่ารังเกียจเพียงใด แต่อย่างน้อยนางก็เคยเป็นคนที่ท่านพ่อโปรดปรานอยู่ไม่น้อย มา
ตอนนี้ใบหน้างดงามของนางเสียโฉมลง ท่านพ่อก็ไม่แม้แต่ย่างกรายเข้าไปที่ห้องของนางแม้แต่ก้าวเดียว
ในตอนนี้นางเริ่มเห็นรอยยิ้มแห่งความรักใคร่ของท่านพ่อกับท่านแม่บ้างแล้ว เพียงแต่ทุกครั้งที่เชวียหนิงหราน
นึกถึงซานอี๋เหนียงก็อดไม่ได้ที่จะมีความรู้สึกเศร้าใจอยู่บ่อยครั้ง
นางเป็นเพียงอนุภรรยาคนหนึ่งที่ใช้แรงกายแรงใจทั้งหมดไขว่คว้าสิ่งที่ปรารถนา แต่สุดท้ายนางกลับพบว่ามือทั้ง
สองข้างนั้นกำลังจะไม่เหลือสิ่งใดอยู่ในมืออีกแล้ว
ต้วนชิงหมิงนั่งฟังด้วยความอิดโรยไม่อยากจะขยับเนื้อขยับตัวเหมือนแมวที่อยากนอนขี้เกียจอยู่อย่างนั้น นางมอง
ไปยังเชวียหนิงหราน จู่ๆ ก็หัวเราะขึ้น “อะไรกัน พี่เชวียเริ่มเห็นอกเห็นใจซานอี๋เหนียงขึ้นมาแล้วหรือ?”
เชวียหนิงหรานตื่นจากภวังค์ความคิด หรือว่าตัวนางพูดอะไรที่โศกเศร้าเกินไปแล้ว จึงรีบดึงสติกลับมาพร้อมยื่น
มือเข้าไปจั๊กจี้ต้วนชิงหมิงที่เอว “เจ้านี่นะ ถ้าวันไหนไม่ได้แซวพี่สักหน่อย คงนอนไม่หลับใช่หรือไม่?”
เด็กสาวส่งเสียงหัวเราะลั่นห้อง วิ่งหลบซ้ายทีขวาที ปากก็ขอร้องให้หยุด ไม่นานเชวียหนิงหรานจึงยอมปล่อยนาง
พลางกัดฟันพูด “เจ้าน้องบ้า ชอบมารังแกพี่อยู่นั่นแหละ!”
“ได้ ได้ เช่นนั้นถือว่าข้ารังแกพี่เชวียแล้วกัน อย่างนี้พอใจหรือยัง? อีกประเดี๋ยวอย่าเล่าเรื่องนี้ให้ต้วนอวี้ฟังก็แล้ว
กัน ไม่อย่างนั้นเขาคงไม่นับถือข้าเป็นพี่สาวของเขาแน่!”
เชวียหนิงหรานหน้าแดงขึ้นทันที กล่าวตำหนิ “เจ้านี่ไม่รู้จักละอายบ้าง ยังเอาน้องชายมาเป็นข้ออ้างอีก ข้าไม่เคย
เห็นคนเป็นพี่ที่ไหนจะเอาน้องชายมาเป็นโล่กันตัวเอง!”
เมื่อได้ยินที่เชวียหนิงหรานตำหนิ ต้วนชิงหมิงก็ยังคงหัวเราะต่อไป พลางขยับลุกขึ้นไปรินนํ้าชาให้กับอีกฝั่าย “ใช่
แล้ว ใช่แล้ว! ข้าไม่เหมาะที่จะเป็นพี่สาวของต้วนอวี้ ไม่อย่างนั้นพี่เชวียลองเปลี่ยนมาเป็นพี่สาวของต้วนอวี้ดูไหมล่ะ?”
อีกฝั่ายกลับนิ่ง ไม่ปริปากตอบแต่อย่างใด
ต้วนชิงหมิงจึงหันไปมองด้วยความแปลกใจ ก็พบเชวียหนิงหรานกำลังใช้มือทั้งสองข้างลูบไปมาที่เข่าของนาง
อย่างเหม่อลอย
ต้วนชิงหมิงเรียกเชวียหนิงหรานถึงสองครั้งสองครากว่านางจะได้สติ ดวงตาของนางเสมองไปที่ต้วนชิงหมิงแล้ว
พูดด้วยนํ้าเสียงเศร้าโศก “ชิงหมิง ทำไมโลกใบนี้ผู้ชายถึงมีผู้หญิงได้หลายคน แต่ทำไมผู้หญิงกลับมีมากเหมือนผู้ชายไม่
ได้? เจ้าคิดว่าจะมีผู้ชายสักคนหนึ่งที่รักเรา ดูแลเรา และซื่อสัตย์ต่อผู้หญิงคนเดียวไปทั้งชีวิตหรือไม่?”
เด็กสาวได้แต่ถอนหายใจยาว พลางห่อไหล่ ผายมือก่อนจะตอบกลับไป “บางทีอาจมีก็ได้ เพียงแต่เรายังไม่เคย
พบพานเท่านั้นเอง!”
ไม่ได้พบพานเท่านั้น?
เชวียหนิงหรานรู้ดีว่าการที่ชายจะมีหญิงเพียงคนเดียวเป็นสิ่งที่ริบหรี่เหลือเกิน หรืออาจจะเป็นไปไม่ได้เลย ซึ่งไม่รู้
อีกว่าผู้ชายรักเดียวใจเดียวจะได้มีวาสนาได้พบพานกับพวกนางหรือไม่?
เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ทำให้ต้วนชิงหมิงอดคิดถึงเรื่องในชาติที่แล้วขึ้นมาไม่ได้ เพราะความหลายใจของไปั๋หย่วนฮ่าวจึง
ทำให้นางต้องจบชีวิตของตัวเองและลูกชายลูกสาว… แต่การได้กลับมาเกิดอีกครั้งในชาตินี้ก็ได้เห็นการแย่งชิงความรัก
จากนายท่านของทั้งจวนต้วนกับจวนเชวีย การต่อสู้ชิงดีชิงเด่นของผู้หญิงพวกนั้นย่อมไม่มีใครอ่อนข้อให้กันและกันอย่าง
แน่นอน
สรุปแล้วผู้ชายก็ล้วนแล้วแต่ละโมบโลภมาก มีผู้หญิงแล้วคนหนึ่งไม่พอ ยังจะรับอนุคนแล้วคนเล่าเข้ามาอีก
สุดท้ายก็ทำได้เพียงบอกให้ผู้หญิงของเขาอยู่กันอย่างรักใคร่ปรองดอง ตอนนี้พอมาคิดดูแล้วพวกชายพวกนั้นช่างเห็นแก่
ตัวเสียจริงๆ
ต้วนชิงหมิงไม่อยากจะพูดคุยเรื่องหนักสมองเช่นนี้ต่อไปแล้ว จึงเอ่ยถาม “ทำไมพี่สาวเชวียถึงถามอะไรพวกนี้
เกิดอะไรขึ้น?”
“ข้าก็แค่เห็นท่านพ่อแล้วก็ได้แต่ห่อเหี่ยวใจก็เท่านั้น”
เด็กสาวตะลึงงันที่ได้ยิน “ความรักของท่านลุงเชวียกับท่านปั้าเชวียไม่ได้ดีอย่างที่เห็นหรือ?”
ต้วนชิงหมิงยังจดจำได้งานเลี้ยงวันเกิดของท่านปูั่เชวียนั้น เชวียหย่งเฉียงกับฮูหยินเชวียยังจับมือพากันเดินออกไป
ดูแล้วช่างมีความรักที่หวานซึ้งต่อกัน แต่เหตุใดเชวียหนิงหรานกลับมีท่าทีกลัดกลุ้มหดหู่ถึงเพียงนี้เล่า? หรือระหว่างทั้ง
สองคนจะเกิดเรื่องขึ้นมาอีกแล้ว?
ด้านเชวียหนิงหรานที่นอนควํ่าอยู่บนเตียงของต้วนชิงหมิง ได้ใช้นิ้ววาดรูปดอกไห่ถังไปมาแล้วพูดอย่างหดหู่ใจ “ก็
เพราะพวกเขากลับมาดีต่อกันแล้วน่ะสิ ข้าถึงได้เป็นกังวลอยู่นี่!”
ในเวลานี้ฮูหยินเชวียกับเชวียหย่งเฉียงมีความสุขกันดี แต่เชวียหนิงหรานไม่รู้ว่าท่านพ่อท่านแม่ของนางจะรักกัน
แบบนี้ไปได้อีกนานเท่าไร ยิ่งไม่รู้ว่าเมื่อไรท่านพ่อจะเปลี่ยนผู้หญิงใหม่มา และทำให้ท่านแม่เสียใจอีกครั้ง
ต้วนชิงหมิงเข้าใจหัวอกของเชวียหนิงหรานเป็นอย่างดี แต่เพราะในสังคมผู้หญิงนั้น เวลาอยู่บ้านต้องเชื่อฟังบิดา
มารดา พอออกเรือนต้องเชื่อฟังผู้เป็นสามี ซึ่งธรรมเนียมเหล่านี้ไม่มีที่ให้ผู้หญิงได้เป็นอิสระในตัวเอง ดังนั้นนางจึงทำได้
เพียงถอนหายใจและไม่รู้จะเอื้อนเอ่ยคำใด