การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 281 ชายสองคน
แสงอาทิตย์ยามใกล้อัสดงสาดแสงส่องกระทบกับหิมะ และทุกสรรพสิ่งที่อยู่ในโลก ให้กลับกลายเป็นสีเหลืองทอง
อร่าม แผ่กว้างไปสุดลูกหูลูกตาสุดประมาณ
ทว่าสิ่งที่ทำให้เหยียนหลิ่งอวี๋รู้สึกตระหนกตกใจจนหาหัวก้อยไม่เจอ หาใช่แสงเหลืองทองอร่ามนั่น กลับเป็นคน
คนหนึ่งที่มาขวางทางมิให้เขาเดินไปข้างหน้าต่างหาก
ภายใต้แสงอาทิตย์ที่ใกล้จะลาลับ เขาเห็นคนคนหนึ่งยืนจ้องมองมาอยู่ตรงหน้าต่าง ด้วยแววตาเย็นชา
คนคนนั้นคือต้วนอวี้ เขายืนบังทางที่เหยียนหลิ่งอวี๋ต้องไป เนื่องจากด้านซ้ายมือและขวามือของเหยียนหลิ่งอวี๋
เป็นกองหิมะพะเนินสูง ดังนั้นถ้าเขาอยากจะออกจากจวนต้วนก็คงจะต้องผ่านทางที่ต้วนอวี้ยืนอยู่เท่านั้น
ทว่าเมื่อมองไปที่แววตาของต้วนอวี้ก็เห็นได้ชัดว่ากำลังรอคอยเหยียนหลิ่งอวี๋อยู่ ดูท่าคงรอคอยมาเป็นเวลานาน
แล้ว เพราะตอนนี้ใบหน้าเล็กจิ้มลิ้มของเขาแดงระเรื่อเพราะความหนาวเย็นไปหมดแล้ว… เมื่อเห็นว่าเหยียนหลิ่งอวี๋กำลัง
จะหันหลังกลับไปทางเรือนของต้วนชิงหมิง ต้วนอวี้จึงค่อยๆ เผยรอยยิ้มออกมา พูดขึ้นชัดเจนทีละคำ “องค์ชายสาม ข้า
มีเรื่องอยากคุยกับท่านขอรับ!”
ต้วนอวี้มาหาเขาด้วยตัวเอง ทั้งยังอยากจะพูดคุยกับเขาอีก?
เด็กน้อยยกมือขึ้นกอดอกมองหน้าเหยียนหลิ่งอวี๋นิ่งคล้ายกำลังรอคอยคำตอบ ยิ่งทำให้องค์ชายสามผู้ไม่เคยสน
ใครอยู่ในสายตา กลับรู้สึกเก้อเขินไปไม่เป็นเมื่อต้องอยู่ในสถานการณ์แบบนี้……เมื่อสักครู่เขาออกมาจากห้องของต้วนชิง
หมิง ทว่าเวลานี้ น้องชายของนางกลับมาขวางทาง พร้อมกับมีเรื่องอยากพูดคุยกับเขา สิ่งที่ต้วนอวี้อยากจะพูดคุยด้วย
คืออะไรก็สุดที่จะรู้ อยากให้เขาอยู่ห่างจากพี่สาวหรือมีเรื่องอื่นที่ต้องการกันแน่?
เด็กน้อยเห็นสีหน้าของเหยียนหลิ่งอวี๋ไม่ค่อยจะสู้ดี พลางหัวเราะขึ้นแล้วพูดด้วยนํ้าเสียงเสียดสีไม่น้อย “ทำไมกัน
หรือองค์ชายสามกล้าที่จะเข้าห้องของพี่สาวข้า แต่ไม่เคยคิดว่าจะถูกใครจับได้หรือขอรับ?”
เหยียนหลิ่งอวี๋หรี่ตามองประเมินเด็กน้อยที่อยู่ตรงหน้าเขาโดยใช้เเววตาที่น่าหวาดกลัว
ต้วนอวี้ที่อยู่อยู่ตรงหน้าเหยียนหลิ่งอวี๋อายุเพียงหกเจ็ดปีเท่านั้น รูปร่างที่เล็กและใบหน้าขาวเนียน ไม่ว่าจะมอง
จากมุมไหนยังมองเป็นเด็กน้อยอยู่ดี แต่แววตาคู่นั้นของเขาที่มองอย่างเหี้ยมโหดและเด็ดขาดกลับเหมือนผู้ใหญ่ไม่ผิด
เพี้ยน
ยิ่งไปกว่านั้นเหยียนหลิ่งอวี๋ได้บังเกิดความรู้สึกอย่างหนึ่ง ต้วนอวี้คนนี้ไม่ใช่เด็กอย่างที่เห็น แต่เป็นผู้ใหญ่ที่ผ่าน
โลกมามากมายแล้วต่างหาก
เหยียนหลิ่งอวี๋หันกลับไปมองที่เรือนของต้วนชิงหมิง แล้วพูดเสียงตํ่าขึ้น “คุณชายใหญ่ต้วนคิดจะคุยกันตรงนี้
อย่างนั้นหรือ?”
เด็กน้อยตอบเสียงเรียบนิ่งไม่ตระหนก “เช่นนั้นตามข้ามา!” แล้วหันหลังหมุนตัวเดินนำไป
ต้วนอวี้ตำหนิอีกฝั่ายอยู่ในใจ องค์ชายผู้นี้จะหน้าด้านหน้าทนเกินไปแล้ว! จะให้คุยอะไรกันที่นี่เล่า เขาแค่อยาก
พาเหยียนหลิ่งอวี๋ไปคุยในที่ไกลหูไกลตาผู้คน และเพื่อไม่ให้ต้วนชิงหมิงได้รับรู้ต่างหาก
ถ้าต้วนอวี้ไม่เห็นว่าเหยียนหลิ่งอวี๋พอจะมีประโยชน์ให้ใช้ได้ เขาก็คงไม่ต้องแบกหน้ามาหา ปั่านนี้คงไล่ตะเพิดคน
ที่มาข้องเกี่ยวกับต้วนชิงหมิงไปตั้งนานแล้ว
แน่นอนว่าเวลานี้เขายังต้องใช้ประโยชน์จากเหยียนหลิ่งอวี๋อยู่ เเต่เดี๋ยวรอให้เขาบรรลุถึงเปั้าหมายที่ตั้งไว้ค่อยเฉด
หัวเขาอย่างไม่สนใจไยดีก็ย่อมได้!
ความปรารถนาในใจของต้วนอวี้คือการได้สร้างอาชีพที่ประสบความสำเร็จก่อน จากนั้นจะกลับไปขอเชวียหนิง
หรานแต่งงาน! เพราะเขาอยากจะเป็นชายคนเดียวที่รับผิดชอบ มอบความรักและความสุขให้กับเชวียหนิงหรานแต่เพียง
ผู้เดียว
ต้วนอวี้อยู่รู้แก่ใจ หากเขาพูดสิ่งเหล่านี้ออกไปจะต้องไม่มีใครเชื่อเป็นแน่ เพราะไม่เพียงแต่จะไม่มีใครเชื่อ มิ
หนำซํ้ายังจะถูกผู้คน หัวเราะเยาะดูแคลนเอาได้
แต่มีเพียงต้วนอวี้เท่านั้นที่รู้แก่ใจของเขาเองว่ามีจิตวิญญาณ และความคิดความอ่านเป็นผู้ใหญ่ สำหรับเขาแล้วไม่
ว่าอยากจะได้สิ่งใด เขาจะต้องไขว่คว้ามาให้จงได้ ครั้งนี้ก็เช่นกันเขาจะต้องทำมันให้ได้
เหยียนหลิ่งอวี๋เดินตามต้วนอวี้ไปช้าๆ
เขาก้าวเดินอย่างเชื่องช้าและประหลาดใจไม่น้อย ด้วยอยากรู้ว่าเด็กน้อยอายุหกเจ็ดปีนั้นกำลังคิดอยากจะทำ
อะไรกันแน่
ไม่นานทั้งสองคนก็เดินไปถึงเรือนร้างที่ห่างไกลหลังหนึ่ง
ต้วนอวี้ได้วางแผนการในใจไว้หมดแล้ว เขาจึงเงยหน้าขึ้นมองเหยียนหลิ่งอวี๋ที่สูงกว่าเขาช่วงหัว แล้วเอ่ยประโยค
แรกถามขึ้นว่า “องค์ชายชอบพี่สาวของข้าใช่หรือไม่?”
เหยียนหลิ่งอวี๋พยักหน้ารับ กล่าวตอบอย่างไม่ลังเล “ใช่! แต่ข้าไม่รู้ว่า นางนั้นชอบข้าเหมือนกันบ้างหรือไม่?”
เหยียนหลิ่งอวี๋ไม่รู้สึกว่าการชอบพอต้วนชิงหมิงนั้นเป็นเรื่องที่พูดออกมาได้สบายๆ ต่อให้อีกฝั่ายเป็นน้องชายของ
ต้วนชิงหมิง เขาก็ยังคงเลือกที่จะสารภาพออกไปตรงๆ
เด็กน้อยยังจ้องมองเหยียนหลิ่งอวี๋ด้วยสายตาระคนแปลกใจ ถามต่ออย่างเย็นชา “องค์ชายชอบพี่สาวของข้าก็
เหมือนกับพวกผู้ชายพวกนั้น ที่พอได้ตบแต่งนางแล้วก็จะกลายเป็นเพียงไม้ประดับ หลังจากนั้นก็จะรับอนุภรรยามาอีก
เป็นกองใช่หรือไม่?”
ในยุคสมัยที่ต้วนอวี้มาเกิดนั้น การที่มีภรรยาเอกแล้วรับอนุภรรยามาเพิ่มถือเป็นสิทธิ์พิเศษที่ผู้ชายจะสามารถ
ทำได้เหมือนกับต้วนเจิ้งและผู้ชายโดยทั่วไป… ผู้ชายพวกนั้นคงจะรู้และอาจไม่ได้สนใจว่าการที่พวกเขาหลายใจและใช้
ความรักอย่างสิ้นเปลืองนั้น สุดท้ายนำมาซึ่งนํ้าตาของผู้หญิงและการทอดทิ้งพวกนางมานักต่อนักแล้ว
เหมือนกับผู้หญิงที่ซื่อบื้อและยอมสละชีวิตของตนให้กับผู้ชายที่ไม่เห็นค่าของพวกนาง
ต้วนอวี้จู่ๆ ก็นึกถึงผู้หญิงในศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ด ที่ผู้หญิงสามารถเลือกในสิ่งที่อยากทำและสามารถโต้แย้งกับ
ผู้ชายได้อย่างเท่าเทียม… เขาได้แต่รู้สึกเสียดายแทนผู้หญิงในยุคนี้
แม้ผู้หญิงในยุคนี้จะมีมากมายที่เขาสามารถเข้าไปยุ่งได้ทั้งหมด แต่กลับมีผู้หญิงเพียงสองคนที่เขาสนใจและพร้อม
ที่จะปกปั้อง
แสงอาทิตย์ในเหมันต์ฤดูคล้อยลงทางทิศตะวันตกไปอย่างรวดเร็ว ทำให้ภายในเรือนร้างแห่งนี้ยิ่งเงียบสงัดยิ่งขึ้น
ไปอีก
ต้วนอวี้ค่อยๆ เงยหน้ามองท้องฟั้าอันเวิ้งว้าง ที่บัดนี้เปลี่ยนเป็นสีเหลืองอร่ามงดงามเปล่งแสงสาดส่องไปทั่ว
บริเวณ เด็กชายพลันขมวดคิ้วน้อยๆ ขึ้น พูดจาฉะฉาน “ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง ข้าต้องขอโทษด้วย เพราะว่าพี่สาวของข้า
ไม่มีทางยอมแต่งไปเป็นภรรยา และยอมให้รับอนุมาอีกเป็นโขยงอย่างแน่นอน นางต้องการเป็นผู้หญิงเพียงคนเดียวของ
ผู้ชายเพียงคนเดียว!”
เหยียนหลิ่งอวี๋ฟังแล้ว พลันขมวดคิ้วขึ้นมาเล็กน้อย “นี่เป็นคำพูดของพี่สาวเจ้าพูดอย่างนั้นหรือ?”
ต้วนอวี้ส่ายหน้าเล็กๆ ไปมา แล้วเปลี่ยนเป็นพยักหน้าขึ้นลง เอ่ยขึ้น “นางไม่เคยพูด แต่นางมีความคิดแบบนี้!”
ผ่านไปแวบเดียวต้วนอวี้ก็ยืดอกเอ่ยขึ้นอีก “อย่างไร ข้าก็ไม่มีทางยอมให้เป็นแบบนี้เด็ดขาด”
ไม่ยอมให้ต้วนชิงหมิงแต่งกับผู้ชายแล้วมีอนุตามมาอีก! ไม่ยอมให้ชีวิตของต้วนชิงหมิงต้องตกอยู่ในความทุกข์
ทรมาน และสิ้นหวังที่จะมีชีวิตอยู่อีกต่อไป!
เพราะฉะนั้นตามที่ต้วนอวี้พูดไว้ ผู้ชายของต้วนชิงหมิงในวันข้างหน้าจะต้องมีนางแต่เพียงผู้เดียว
เด็กหนุ่มมองไปยังต้วนอวี้ ทันใดนั้นกลับพบว่า เขาไม่อาจมองข้ามเด็กน้อยคนน้อยคนนี้ได้แล้ว
“ข้าไม่มีทางทำเช่นนั้น ชีวิตของข้าจะมีผู้หญิงเพียงคนเดียวเท่านั้น ไม่ว่าวันข้างหน้าจะเป็นเช่นไร ข้าจะรักนาง
ทะนุถนอมนางตราบจนชีวิตจะหาไม่!!!” องค์ชายสามเอื้อนเอ่ยจริงจัง
ความเศร้าโศกเสียใจของผู้หญิงในแต่ละยุคแต่ละสมัยนั้น ต้นเหตุล้วนมาจากผู้ชายที่ไม่มีความรับผิดชอบ……เมื่อ
เหยียนหลิ่งอวี๋นึกถึงชีวิตของท่านแม่และบรรดาผู้หญิงที่อยู่ในวังหลัง เขาจึงตัดสินใจอย่างเด็ดขาดแล้วว่า ทั้งชีวิตนี้จะมีผู้
หญิงเพียงคนเดียว ไม่ว่าวันข้างหน้าจะเกิดสิ่งใดขึ้นก็ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง!
จู่ๆ พลันเห็นต้วนอวี้เผยยิ้มออกมาจนไม่เห็นตาดำแล้วพูดขึ้น “คำพูดเหล่านี้ องค์ชายควรไปบอกกับพี่สาวของ
ข้า… ข้ารู้เพียงว่าหากองค์ชายทำผิดต่อนางเมื่อไร ข้าไม่มีวันปล่อยให้องค์ชายลอยนวลแน่นอนพ่ะย่ะค่ะ!”
เหยียนหลิ่งอวี๋หัวเราะเสียงเบา คำพูดเหล่านี้เขาก็อยากจะเอื้อนเอ่ยให้ต้วนชิงหมิงได้ฟัง แต่ปัญหาคือนางจะยอม
ฟังหรือไม่? ถ้าเกิดนางฟังแล้วจะมีความรู้สึกเหมือนกับเขาบ้างหรือไม่?
นับจากนี้ไปในโลกใบนี้จะมีคนอีกคนหนึ่งที่ให้เขาได้ระลึกนึกถึง?
เหยียนหลิ่งอวี๋ฝืนยิ้มพร้อมกับส่ายหน้าไปตา
พริบตาเดียวเขามองเห็นสายตาครุ่นคิดบางสิ่งอย่างหนักของต้วนอวี้ สายตานั้นช่างลุกวาว อ่อนโยนและหวานซึ้ง
เหมือนกับสายตาผู้ใหญ่ที่กำลังระลึกนึกถึงผู้หญิงอันเป็นที่รัก