การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 286 คิดถึงท่านแม่ขึ้นแล้ว
ชุนถาวยืนพูดคุยกับต้วนชิงหมิงชั่วครู่เดียว จู่ๆ ก็ได้ถามเกี่ยวกับต้วนเจิ้ง เมื่อทราบว่าเขายังใช้ชีวิตอยู่อย่างสุข
สบายตามที่นางคิดไว้ ก็มิได้พูดอะไรต่อ ทำเพียงถอนหายใจเฮือกยาวออกมาอีกคำรบหนึ่ง
ทว่าเด็กสาวเบื้องหน้าที่มองกิริยาท่าทางของอีกฝั่ายกลับไม่ได้รู้สึกแปลกใจแต่อย่างใด เนื่องจากชุนถาวเป็นคน
ดูแลตู้ชิงหรวน อีกทั้งทั้งสามคนยังมีเรื่องในอดีตบางอย่างที่ควรจะได้คุยกันให้รู้เรื่อง ดังนั้นตู้ชิงหรวน ติงโหรว และต้วน
เจิ้งกับเรื่องราวที่ผ่านมาเป็นสิบกว่าปี ไม่รู้ว่าถ้าสองคนที่ยังมีชีวิตอยู่ต่างมีสิ่งใดที่ค้างคาใจต่อกัน
พูดได้ว่าเรื่องราวในอดีตนั้น หาได้เลือนรางจางหายไปตามกาลเวลาไม่ อยากไขว่คว้าให้กลับมาเพียงใดก็มิอาจ
ตามกลับมาได้แล้ว!
ชุนถาวถือเป็นคนเฉลียวฉลาด ครั้นเห็นสายตาของต้วนชิงหมิงจึงเปลี่ยนเป็นเสียงพูดพึมพำแทน นางคาดเดาได้
ว่าต้วนชิงหมิงอยากจะรู้เรื่องราวในอดีตที่ผ่านมาของทั้งสามคน เรื่องราวนั้นมีคนรู้มากมายและไม่ได้เป็นความลับอะไร
เพียงแต่เรื่องราวในอดีตกลับเป็นบาดแผลอันทรมานของตู้ชิงหรวน ดังนั้นในฐานะคนปรนนิบัติรับใช้ตู้ชิงหรวนอย่างชุน
ถาว จึงไม่มีทางย้อนเล่าเรื่องราวในอดีตทั้งหมดให้กลับต้วนชิงหมิงได้ฟัง!
หญิงสาวอมยิ้มพร้อมกับเปลี่ยนหัวข้อสนทนาอย่างรวดเร็ว นางย้อนกลับมาถามเรื่องปลาจิ่นอวี๋ที่ลอยแพขึ้นมา
เหนือนํ้าในงานวันเกิดของต้วนชิงหมิง และเรื่องราวที่เหลียนฮวาเบ่งบานหิมะในยามหิมะโปรยปรายแทน
เรื่องในงานวันเกิดของต้วนชิงหมิงในวันนั้นเป็นเรื่องที่นางไม่อยากจะพูดถึงมันอีก แต่บัดนี้ชุนถาวได้ถามขึ้นมาอีก
ครั้ง สีหน้าและแววตาของต้วนชิงหมิงพลันชะงักงันขึ้นทันที พลางหัวเราะบ่ายเบี่ยงคำถามนี้ “เรื่องเล่าอะไรพวกนั้น พี่
ชุนถาวฟังให้น้อยและอย่าได้ปักใจเชื่อ แต่พูดไปพูดมาก็เป็นเรื่องที่ไม่เอาด้วยเล่ห์ก็เอาด้วยกล”
ฮ่า ฮ่า! เรื่องเล็กอย่าง “ไม่เอาด้วยเล่ห์ก็เอาด้วยกล” นี้ไม่แพร่กระฉ่อนไปทั่วเมืองหลวงแห่งนี้ทุกตรอกซอกซอย
แล้ว แต่คนที่ใช้ชีวิตอยู่เรือนด้านหลังทุกคน พอได้ดูก็เข้าใจในทันทีว่า ไม่ได้มีเรื่องความซวยจากปลาจิ่นอวี๋และเหลียนฮ
วาเบ่งบานในยามเหมันต์อะไรนั้นหรอก? เห็นได้ชัดว่าเป็นเพียงการต่อสู้และใส่ร้ายปั้ายสีกันระหว่างบุตรสาวภรรยาเอก
กับอี๋เหนียง
เรื่องการต่อสู้กันของเรือนด้านหลังนั้นก็เป็นเรื่องปกติธรรมดาเหมือนกับอาทิตย์ที่ต้องโผล่พ้นฟั้าขึ้นมาทางทิศ
ตะวันออก ส่วนใครจะชนะใครหรือแพ้ ใครจะอยู่ใครจะไป ย่อมไม่รู้เลยว่าจะเป็นใครที่หัวเราะได้จนถึงท้ายที่สุด?
เด็กสาวพลางถอนหายใจและเปลี่ยนเรื่องที่กำลังสนทนากัน กลายเป็นถามสภาพชีวิตของตู้ชิงหรวนในช่วงนี้ขึ้น
มาแทน
ต้วนชิงหมิงไม่ยินยอมที่จะเล่า ชุนถาวจึงไม่ได้ซักไซ้ไล่ความถามต่อไป เอาเข้าจริงเรื่องราวชั่วร้ายในเรือนหลังของ
แต่ละจวนเป็นที่รู้กันดีว่ามีเรื่องฉาวโฉ่มากมาย เพียงแต่ทุกคนเหยียบเรื่องนี้เอาไว้แทบเท้าของตนเอง ชุนถาวยังแอบล่วง
รู้อีกว่าต้วนชิงหมิงใช้ชีวิตในจวนต้วนช่วงนี้เป็นอย่างไร
พอสนทนากันจนถึงตอนนี้ก็เหมือนหมดหัวข้อที่จะคุยขึ้นมาแล้ว หญิงสาวจึงยกห่อยาที่อยู่ในมือขึ้นมานับ เอ่ยยํ้า
ให้ต้วนชิงหมิงดูแลสุขภาพร่างกายของตัวเองให้ดี หากตู้ชิงหรวนหายดีเมื่อไรค่อยนัดแนะมาพบกันใหม่ พูดจบก็โบกไม้
โบกมือลาแล้วเดินจากไป
ต้วนอวี้มองตามแผ่นหลังชุนถาวไปด้วยความรู้สึกบางอย่างที่ท่วมท้น เขาได้แต่มองไปที่ด้านหลังของหญิงสาวที่
กำลังเดินจากไป ในแววตานั้นมีอารมณ์วุ่นวายที่ไม่มีใครเข้าใจได้
ต้วนชิงหมิงยืนมองดูผู้คนที่เดินขวักไขว่ไปมา จู่ๆ มองเห็นด้านหลังชุนถาวพลันนึกถึงตู้ชิงหรวนที่อยู่โดดเดี่ยว
เพียงผู้เดียวที่เรือนในเวลานี้
นางนึกถึงใบหน้าที่เต็มไปด้วยความกังวลของตู้ชิงหรวน และนึกถึงท่าทางช่วงนี้ที่เคร่งเครียดของต้วนเจิ้ง ในใจ
ของต้วนชิงหมิงจึงอยากจะช่วยทั้งคู่… ตอนนี้ต้วนเจิ้งยังไม่มีภรรยาเอก หากปล่อยเนิ่นนานแบบนี้เห็นท่าจะไม่ดี ตู้ชิงห
รวนเคยเป็นสหายเก่าของท่านแม่ ทั้งนางยังมีความรู้สึกดีต่อต้วนชิงหมิงอีกด้วย ยิ่งไปกว่านั้นการที่ตู้ชิงหรวนไม่ยอมออก
เรือนคงเป็นเพราะต้วนเจิ้งเป็นแน่ ถ้าเป็นไปได้นางอยากจะให้ทั้งคู่ได้ใช้ชีวิตร่วมกันคงจะเป็นความคิดที่ไม่เลว?
เพียงแต่ต้วนชิงหมิงรู้ดีว่าเรื่องนี้ไม่อาจทำให้สำเร็จได้อย่างรวดเร็ว เนื่องจากเรื่องนี้เป็นปมในใจของคนรุ่นพ่อรุ่น
แม่ หากต้องการจะเปิดใจคุยเพื่อล้างความขัดเคืองที่มี คงจะต้องทำให้หลายต่อหลายคนต้องเสียหน้า ถึงแม้ว่านางไม่มี
เจตนาให้เสียหน้า ทว่าต้วนเจิ้งย่อมรู้สึกเช่นนั้น ทั้งยังไม่มีทางรับความปรารถนาดีของต้วนชิงหมิงต่อหน้าแม้แต่น้อย
เด็กสาวหันหน้าไปจับมือของผู้เป็นน้องชายแล้วเดินตรงต่อไปด้านหน้าทันที ในหัวสมองของนางนั้นมีความคิดนี้
กลับไปกลับมาอยู่หลายรอบ เห็นทีต้องหาเวลาให้ต้วนเจิ้งกับตู้ชิงหรวนนั้นได้พบหน้ากันโดยเร็วที่สุด หากทั้งสองคนได้
มานั่งตรงหน้ากัน ไม่แน่ว่าความสัมพันธ์ของทั้งสองคนอาจจะดีขึ้นก็เป็นได้?
เมื่อต้วนชิงหมิงคิดถึงจุดนี้ก็ได้แต่ถอนหายใจอย่างอ่อนใจ
ทางด้านต้วนอวี้ปล่อยให้ต้วนชิงหมิงจับมือของเขาเดินแกว่งไปมาไม่พูดไม่จาและขัดขืนแต่อย่างใด จนกระทั่ง
ได้ยินเสียงผู้เป็นพี่สาวถอนหายใจเป็นคำรบที่สาม เขาจึงเตือนด้วยความปรารถนาดีขึ้นประโยคสั้นๆ ว่า “พี่ชิงหมิง สรุป
แล้วเราจะเดินต่อไปหรือไม่?”
อีกฝั่ายละม้ายได้สติขึ้นมาได้แต่ร้อง “อ่า” แล้วก้มหน้าลงมองใบหน้าจิ้มลิ้มที่จะยิ้มก็ไม่ยิ้มของต้วนอวี้ พูดเหมือน
มีบางสิ่งแอบแฝงอยู่ในใจ “อ่า……อวี้เอ๋อร์หิวหรือยัง?”
เด็กน้อยส่ายหน้าไปมา เป็นนัยว่ายังไม่ได้หิวแม้แต่น้อย!
“อวี้เอ๋อร์อยากซื้อของเล่นบ้างหรือไม่?”
ต้วนอวี้ก็ยังคงส่ายหน้าไปมาอีกครั้ง!
ต้วนชิงหมิงรู้สึกฉงนใจ ปกติแล้วเวลาพาเด็กน้อยมาเดินเล่นนอกบ้าน หากเห็นสิ่งใดย่อมอยากไปไปหมดไม่ใช่
หรอกหรือ?
แต่ต้วนอวี้เดินเป็นเพื่อนนางตั้งนานแล้ว ยังไม่เห็นเขาถูกใจของสิ่งใดเลย หรือว่าเด็กน้อยในตอนนี้ช่างเอาใจยาก
เหลือเกิน
เมื่อเห็นใบหน้าต้วนชิงหมิงที่ปรากฏความรู้สึกผิดและแววตาฉงนสงสัย ต้วนอวี้จึงเอ่ยปากอย่างน่าเอ็นดู “พี่ชิงห
มิง ถ้าอวี้เอ๋อร์อยากได้อะไร พี่จะซื้อให้ทั้งหมดเลยใช่หรือไม่?”
เด็กสาวพยักหน้าอย่างตั้งใจ “ขอเพียงพี่คนนี้ให้ได้ ไม่ว่าอวี้เอ๋อร์อยากได้อะไร พี่สาวคนนี้จะหามาให้!”
ต้วนอวี้ได้ฟังก็รู้สึกซาบซึ้งใจอยู่ไม่น้อย เพียงแค่คิดว่ากำลังจะเริ่มการแผนที่วางไว้กลับเกิดความรู้สึกผิดขึ้นมาใน
ใจ… เพราะพี่สาวคนนี้ของเขาดีต่อเขาจากใจจริง เพียงแต่ต้วนอวี้ยังมีหน้ามาวางแผนให้ต้วนชิงหมิงเดินตามแผนที่เขาได้
วางไว้อีก
แม้ว่าต้วนอวี้จะปรารถนาดีต่อต้วนชิงหมิง แต่เขารู้ดีว่าต้วนชิงหมิงเกลียดคนที่ลอบเล่นงานนางมากที่สุด เห็นที
ครั้งนี้ต้วนอวี้จะต้องตายเป็นแน่
คำพูดที่ต้วนอวี้เตรียมไว้อย่างดิบดีพลันมลายหายไปในพริบตาจนพูดอะไรไม่ออกอีกเลย
ต้วนชิงหมิงอมยิ้มมองหน้าน้องชาย พลางเอ่ยถามขึ้นเสียงแผ่วเบา “เป็นอะไรไป? อวี้เอ๋อร์มีเรื่องปิดบังพี่อย่างนั้น
หรือ?”
สีหน้าท่าทางของต้วนอวี้ผิดปกติอย่างเห็นได้ชัดเจน ดูท่าแล้วเจ้าน้องชายตัวเเสบจะต้องมีเรื่องในใจแต่เลือกที่จะ
ปิดบังนางแน่
เด็กน้อยค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมามองต้วนชิงหมิงด้วยรอยยิ้มน้อยๆ แล้วพูดขึ้นว่า “อันที่จริง ก็ไม่ได้มีเรื่องมากหรอก
พี่ชิงหมิง ก็แค่ข้าคิดถึงท่านแม่แล้วก็เท่านั้นเอง!”
ต้วนชิงหมิงได้ฟังที่ต้วนอวี้พูดถึงกับเลิกคิ้วขึ้นทันที… อวี้เอ๋อร์โตขึ้นแล้วจริงๆ เด็กน้อยที่ปกตินิ่งเงียบกลับคิดถึง
ท่านแม่ขึ้นมาหรอกหรือ?
ทว่าพี่สาวคนโตเปรียบเหมือนกับแม่ เห็นทีในฐานะพี่สาวคนโตนั้น นางยังคงทำหน้าที่ไม่ได้เต็มที่
นางจับมือต้วนอวี้ไว้แน่นด้วยความกังวล “อวี้เอ๋อร์เป็นเด็กดี อีกสองสามวัน พี่สาวคนนี้จะพาเจ้าไปมาท่านแม่ดี
หรือไม่?”
ปั้ายวิญญาณของติงโหรวยังอยู่ที่วัดศักดิ์สิทธิ์จิ่วฮวา เส้นทางการเดินทางจะว่าใกล้ก็ไม่ใช่ จะว่าไกลก็ไม่เชิง ปกติ
แล้วในใบไม้ฤดูผลิ ฤดูร้อน ฤดูใบไม้ร่วง ทั้งสามฤดูกาลสามารถใช้เวลาไปกลับเพียงวันเดียวเท่านั้น
แต่ตอนนี้กลับเป็นฤดูหนาวที่หิมะโปรยปรายจนเส้นทางลื่นไปหมดยากต่อการเดินทางขึ้นเขา ถ้าตอนนี้พาต้วนอวี้
ไปที่วัดศักดิ์สิทธิ์จิ่วฮวาคงต้องใช้เวลาเดินทางไปถึงสองวันโดยที่ยังไม่รวมเวลากลับ!
ยิ่งไปกว่านั้นยังใกล้กับวันตรุษจีน ถ้าจะไปที่วัดศักดิ์สิทธิ์จิ่วฮวาก็เกรงว่าจะไม่เหมาะสม ทั้งต้วนเจิ้งก็คงไม่มีทาง
เห็นด้วยแน่นอน!
การปฏิเสธนั้นเป็นเรื่องง่ายที่อยู่จะพูดออกมาได้ตลอด แต่พอต้วนชิงหมิงก้มหน้าลงไปมองแววตาที่ใสแจ๋วคู่นั้น
ของต้วนอวี้ นางก็ต้องชะงักไปชั่วขณะ แล้วค่อยๆ ย่อตัวลงมา พูดเสียงเบาปลอบประโลม “อวี้เอ๋อร์เป็นเด็กดี เวลานี้
หิมะโปรยปรายเส้นทางการเดินทางลื่นไปหมด อีกทั้งการไปด้วยรถม้าก็ยากลำบากเป็นที่สุด หรือว่ารอให้ถึงฤดูใบไม้ผลิ
ถนนหนทางสัญจรได้สะดวก พี่สาวจะรีบพาอวี้เอ๋อร์ไปหาท่านแม่ดีหรือไม่?”
เด็กน้อยไม่ค่อยพอใจจึงเบะปากไปอีกทาง พร้อมกับดึงชายเสื้อของต้วนชิงหมิงแล้วพูดเสียงเเผ่วเบา “ครั้งที่แล้ว
พี่สาวไปเยี่ยมท่านแม่ก็ไม่เห็นเรียกอวี้เอ๋อร์ไปด้วยกันเลย!”
เมื่อต้วนชิงหมิงได้ฟังก็ถึงกับสะอึกกับคำพูดของต้วนอวี้ นางจับมือของเขาไว้แน่นแล้วพูดโน้มน้าวอย่างใจเย็น “อ
วี้เอ๋อร์เป็นเด็กดีนะ ครั้งก่อนพี่สาวออกเดินทางอย่างรีบร้อนไปที่จ้วงจื่อ ยังต้องใช้เวลาหลายวันในการไปและกลับหนึ่ง
ครั้ง อีกทั้งเส้นทางก็ยังเป็นหลุมเป็นบ่อไม่เรียบตลอดทาง ดังนั้นพี่สาวจึงไม่ได้พาอวี้เอ๋อร์ไปด้วย!”