การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 288 ได้พบองค์หญิงจิ่นซิ่วอีกครั้ง
ทว่าร้านนํ้าชาซานสุ่ย กลับถือว่ามีชั้นเชิงทางการค้าอยู่มาก เพราะนอกจากขนมกุ้ยฮวาที่เป็นของขึ้นชื่อแล้ว ยังมี
ขนมชนิดอื่นที่ขึ้นชื่ออีกมาก ทั้งบรรยากาศภายในร้านที่ตกแต่งอย่างสวยงามด้วยกิ่งก้านใบชาชั้นเลิศ ย่อมดึงดูดลูกค้าให้
เข้ามาในร้านได้ไม่น้อย ดังนั้นแล้วคงไม่แปลกใจหากลูกค้าจะผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมา
มิใช่เพื่อลิ้มรสขนมกุ้ยฮวาเพียงอย่างเดียว แต่มีลูกค้าอีกจำนวนมากต่างมุ่งหน้ามาเพื่อลิ้มรสนํ้าชาและพูดคุยกัน
อย่างผ่อนคลายอารมณ์
ต้วนชิงหมิงกับต้วนอวี้แหวกม่านตรงประตูหน้าร้านออกเพื่อเดินเข้าไปในร้าน กลิ่นหอมของใบชาที่อบอวลเตะ
จมูกผู้มาเยือน เสี่ยวเอ้อที่ต้อนรับขับสู้รีบพาทั้งสองคนเดินขึ้นไปที่ชั้นสองของร้าน
ชั้นที่หนึ่งของร้านเป็นห้องโถงกว้างที่ใช้สำหรับต้อนรับแขกทั่วไป พวกเขาจะนั่งล้อมวงดื่มชาบ้าง ดื่มสุราบ้าง พูด
คุยกันอย่างออกรสออกชาติดูแล้วช่างวุ่นวายไปหมด… แม้ต้วนชิงหมิงกับต้วนอวี้ จะมีจิตใจเป็นผู้ใหญ่ทว่าตอนนี้ก็ยังอยู่
ในร่างเด็ก ด้วยร่างกายที่เป็นเด็กจึงไม่ได้สร้างความตระหนกหรือดึงดูดสายตาของแขกที่มามากนัก พวกเขาจึงเดินอ้อม
ตามเสี่ยวเอ้อขึ้นไปชั้นสองเลย
ต้วนชิงหมิงที่เดินขึ้นมาชั้นสองทันใด สองเท้าพลันหยุดชะงักดวงตาเปล่งประกายขึ้นมาทันที
นางเห็นฉากผ้ากั้นทางเดินที่ถูกตกแต่งอย่างสวยสดงดงาม ผสมกับกลิ่นหอมของใบชาที่ฟุั้งไปทั่วบริเวณ แม้ห้องนี้
จะเป็นห้องที่ไม่ใหญ่มาก แต่กลับมีโต๊ะเล็กๆ หลายตัววางอยู่แต่ละหัวมุม ส่วนตรงกลางชั้นสองนั้นเป็นตู้ขนาดใหญ่หลาย
ตู้ที่แขกสามารถเลือกใบชามาชง เพื่อลองลิ้มรสได้รอบๆ ตู้ขนาดใหญ่ ยังมีโต๊ะที่วางไว้ให้แขกสามารถเลือกสรรใบชาได้
อย่างสะดวก
แต่ละโต๊ะบนชั้นที่สองจะมีฉากกั้นลมคอยตั้งไว้เพื่อแยกความเป็นส่วนตัวให้กับแขก ข้อดีอีกอย่างคือคนที่อยู่ด้าน
หลังฉากกั้นลมสามารถมองเห็นคนที่เดินขึ้นบันไดมา แต่คนที่เดินขึ้นมากลับมองไม่เห็นคนที่อยู่ด้านหลังฉากกั้นลม
ต้วนชิงหมิงกวาดสายตามองไปรอบๆ เห็นชุดนํ้าชาที่จัดวางไว้อย่างครบครัน บนโต๊ะและเก้าอี้สีไม้ ให้ความรู้สึก
แปลกใหม่สำหรับนาง
ดังนั้นบนชั้นที่สองแม้จะมีพื้นที่มาก แต่กลับมีที่นั่งไม่มาก เห็นได้ชัดว่าทุกอย่างบนพื้นได้ถูกจัดสรรไว้สำหรับ
ต้อนรับแขกที่มีเกียรติ หรือไม่ก็เพื่อพูดคุยเรื่องที่สำคัญต่อกันเท่านั้น
เด็กสาวนั่งลงพลางกวาดสายตามองไปโดยรอบซ้ายทีขวาทีอีกครา เพื่อมองโต๊ะที่ถูกจัดวางไว้อย่างเป็นระบบ
ระเบียบ ทว่าน้องชายตัวดีก็นั่งลงและกำลังสั่งขนมกุ้ยฮวากับเสี่ยวเอ้อ โดยที่ต้วนชิงหมิงมองยิ้มๆ ไม่พูดขัดสิ่งใด จากนั้น
นางก็ผายมือให้เสี่ยวเอ้อไปจัดเตรียมของมา
นางถือโอกาสที่เสี่ยวเอ้อไปจัดเตรียมของที่สั่งเมื่อครู่ กวาดสายตามองโดยรอบจนทั่วอย่างตื่นตาตื่นใจ
โต๊ะนํ้าชานี้ออกแบบได้อย่างสมเหตุสมผลและมีหลักการชัดเจน ต่อให้แขกในชั้นที่หนึ่งส่งเสียงดังเอะอะโวยวาย
พอขึ้นมาชั้นที่สองกลับรู้สึกเงียบสงบไม่ได้ยินเสียงที่วุ่นวายพวกนั้น อีกทั้งชั้นที่สองได้ตกแต่งอย่างวิจิตรงดงาม ไม่ว่าจะ
เป็นโต๊ะหรือสิ่งประดับประดาต่างๆ อีกทั้งโดยรอบต่างมีกลิ่นอายของวัฒนธรรมชาอย่างถ่องแท้ที่ทำให้คนจิตใจเงียบ
สงบลงได้
ดังนั้นแขกในชั้นที่สองจึงมีไม่ค่อยมาก ที่มาก็ล้วนแล้วแต่เป็นคนที่มีฐานะการศึกษาทั้งสิ้น ต่างพูดจาเสียงแผ่วเบา
จนทุกอย่างดูสงบเงียบไปหมด
ต้วนชิงหมิงมองไปโดยรอบอีกครั้ง ก่อนเทนํ้าร้อนล้างแก้วและชุดอุปกรณ์ในการชงชา
ในเวลานี้แขกที่มาใช้บริการมีจำนวนไม่มากนัก ทั้งแขกที่มาใช้ยังพูดจาเสียงเบากันอีก แสงแดดได้สาดส่องเข้ามา
ตรงชุดนํ้าชาที่วางที่วางไว้หน้าต้วนชิงหมิง ทำให้เห็นถึงข้อมือที่ขาวผ่องเรียบเนียนของนาง
นี่เป็นครั้งแรกเหมือนกันที่ต้วนอวี้มาที่ร้านชาแห่งนี้ เพราะความหนาวเหน็บจากด้านนอกทำให้มือทั้งสองข้างชา
จนไม่รับรู้ความรู้สึก ครั้นได้เข้ามานั่งที่ชั้นสองเพียงครู่เดียวมือก็ค่อยอุ่นขึ้นเรื่อยๆ เขาจึงเริ่มมองซ้ายทีขวาที ดูท่านั่งไม่
ติดกับเก้าอี้แล้ว หลังจากที่ต้วนอวี้มองไปโดยรอบสายตาก็ต้องหยุดชะงักลงตรงมุมหนึ่งของห้อง เขาพลันยกมือขึ้นชี้นิ้ว
ไปที่ของที่ห้อยอยู่ข้างแผ่นปั้ายไม้ที่ติดเอาไว้ด้านบน แล้วถามอย่างไร้เดียงสา “พี่ชิงหมิง ด้านข้างแผ่นปั้ายนั้นมีสิ่งใด
ห้อยอยู่อย่างนั้นหรือ?”
เด็กสาวเงยหน้าขึ้นมองก็เห็นกำแพงขนาดใหญ่ที่ข้างปั้ายนั้นมีชาผู่เอ๋อร์ที่เก็บไว้นานหลายปีห้อยอยู่ก้อนหนึ่งที่มี
กลิ่นหอมตลบอบอวลไปทั่ว เมื่อมองอย่างพินิจก็ดูออกว่าคุณภาพชาก้อนนี้เป็นชาชั้นเลิศ ต้วนชิงหมิงจึงอดหัวเราะออก
มาไม่ได้ “ดูท่าแล้วนั่นเป็นชาผู่เอ๋อร์ที่เก็บเอาไว้นานหลายต่อหลายปีแล้ว”
เด็กน้อยถามขึ้นด้วยความแปลกใจ “ใบชาไม่ได้เอาไว้ใช้ชงดื่มหรอกหรือ? ทำไมถึงเอาแขวนไว้บนนั้นด้วย? ก้อน
ใหญ่ขนาดนี้ต้องใช้ใบชาจำนวนเท่าไร แล้วจะไม่สิ้นเปลืองใบชาหรอกหรือ?”
ต้วนชิงหมิงหัวเราะลั่นแล้วเอ่ยขึ้น “นี่แหละเป็นกรรมวิธีของการผลิตชา โดยการนำใบชามาบีบอัดเป็นแผ่นหรือ
ก้อน ยิ่งไปกว่านั้นชาเหล่านี้ยิ่งเก็บไว้นานวันมากเท่าไรก็ยิ่งมีราคาสูงขึ้นเท่านั้น ฉะนั้นจะบอกว่าเป็นการสิ้นเปลืองได้
อย่างไรเล่า”
พอต้วนอวี้ได้ฟังจึงมองชาก้อนนั้นไม่วางตา
แม้ว่าเขาจะเป็นคนที่มาจากศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ด แต่สำหรับเขาที่เอาแต่ทำธุรกิจ จึงไม่ได้มีความสนใจของที่ดูสูงส่ง
พวกนี้
เวลานี้ใบชาถูกยกมาวางไว้ที่โต๊ะเรียบร้อยแล้ว เมื่อกลิ่นใบชาที่หอมเข้มข้นได้ลอยเข้าไปในจมูกของต้วนอวี้ ต้วน
ชิงหมิงจึงเริ่มใช้นํ้าร้อนล้างใบชา ล้างแก้ว และนำชาที่ชงไว้รินใส่แก้วของทั้งสองคนจนเต็ม
ปกติต้วนอวี้ไม่ได้ดื่มดํ่ากับการดื่มชามากขนาดนั้น แต่เมื่อย้อนเวลากลับมาในยุคโบราณสักระยะหนึ่งแล้ว
นอกจากดื่มชาแล้วก็มีแต่ดื่มชาเท่านั้น เขาจึงเริ่มมีความรู้เกี่ยวกับใบชาอยู่บ้าง
เขาบรรจงยกนํ้าชาที่ต้วนชิงหมิงรินใส่แก้วขึ้นดมกลิ่นอย่างละเมียดละไม แล้วพูดอย่างชื่นชม “เป็นชาที่ดี!”
เสี่ยวเอ้อที่ยืนอยู่ด้านข้างพอได้ยินที่ต้วนอวี้พูด ก็ยิ้มกว้างทันที สีหน้านั้นเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ พูดโอ้อวด
ชัดถ้อยชัดคำ “แน่นอนขอรับ นี่เป็นชาหลงจิ่งซึ่งเป็นชาชั้นดีในร้านของเรา! ใครได้ดื่มย่อมถวิลหารสชาตินี้อีกขอรับ!”
เสี่ยวเอ้อหยุดเว้นจังหวะ แล้วพูดต่อด้วยความภูมิใจ “อีกทั้ง ในเมืองหลวงแห่งนี้ ชาหลงจิ่งที่ร้านของเรามีชื่อ
เสียงไปทั่ว ร้านอื่นยังสู้ไม่ได้เลยนะขอรับ!”
เมื่อได้ยินที่เสี่ยวเอ้อพูดเช่นนี้ ต้วนอวี้ที่มาจากศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดจึงอดมิได้ที่จะอ้าปากถามด้วยความสงสัย
“อย่างนั้นที่นี่นอกจากชาหลงจิ่งแล้ว ยังมีชาอะไรที่ขึ้นชื่ออีกไหม? อย่างเช่นพวกชาดำที่หมักอย่างสมบูรณ์ หรือพวกชาอู่
หลงที่หมักแบบบางส่วน?”
ชิชะ! วัฒนธรรมการดื่มชาเกิดจากการสั่งสมองค์ความรู้จนตกผลึก! เขาไม่เชื่อหรอกว่าคนในสมัยโบราณจะรู้เรื่อง
ใบชามากกว่าคนที่มาจากยุคปัจจุบันเช่นเขา
เป็นที่รู้กันทั่ว ยุคปัจจุบันในศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ด ใบชานั้นมีมากมายหลากหลายประเภท ซึ่งประกอบไปด้วยใบชา
ที่ต้องหมักอย่างสมบูรณ์ เช่น ชาแดงและดำ ใบชาที่หมักเพียงบางส่วน เช่น ชาอู่หลงและชากวนอิม ใบชาที่หมักเพียง
เล็กน้อย เช่น ชาดอกไม้ และชาที่ไม่ผ่านการหมัก เช่น ชาเขียว
เมื่อเสี่ยวเอ้อคนนั้นได้ยินที่ต้วนอวี้ถามขึ้นจึงงงงวยไปชั่วขณะ
เพราะการผลิตใบชาหลงจิ่งนั้น เสี่ยวเอ้อได้รับการถ่ายทอดความรู้จากการสอนกับมือ แต่ว่าชาที่ว่าหมักอย่าง
สมบูรณ์ หมักเพียงบางส่วนอะไรพวกนั้น มันคือแบบไหนกัน?
ในยุคสมัยโบราณนั้น ใบชาแบ่งออกเป็นชาชั้นดี ชาชั้นกลาง และชาทั่วไป ซึ่งคุณภาพและราคาย่อมขึ้นอยู่กับว่า
เป็นชาชั้นไหน แม้ว่าในยุคนี้จะมีชาประเภทกวนอิมน้อย และพวกมันมักจะขึ้นเพียงจำนวนน้อยในที่ห่างไกลทางภาคใต้
ดังนั้นจึงไม่มีส่งมาที่เมืองหลวงแห่งนี้ เสี่ยวเอ้อจึงงงกับคำถามที่ต้วนอวี้ถามขึ้นมา
ต้วนชิงหมิงเห็นต้วนอวี้มีความรู้เรื่องชามากขนาดนี้ ก็ได้แต่ขมวดคิ้วมุ่นด้วยความฉงนใจ ทว่าไม่ได้เอื้อนเอ่ยสิ่งใด
ออกมา การที่เด็กผู้ชายมีความรู้มากถือว่าเป็นสิ่งที่ดี เพราะเป็นการแสวงหาและทำความเข้าใจโลกให้มากขึ้น
ทว่าต้วนชิงหมิงยังรู้สึกแปลกใจและไม่เข้าใจความหมายกับสิ่งที่ต้วนอวี้พูดว่า ‘ชาที่หมักอย่างสมบูรณ์ กับ ชาที่
หมักเพียงบางส่วน’
ในตอนนี้เองตรงบันไดที่เดินขึ้นมาชั้นสองจู่ๆ ก็มีเสียงผู้หญิงดังขึ้น “พี่……รอง พี่แน่ใจหรือว่าจะมาดื่มชาที่นี่?
น้องว่าที่นี่นอกจากคนเยอะไปหน่อย แล้วก็ไม่เห็นมีอะไรที่น่าแปลกตาแปลกใจสักนิดเดียว”