การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 289 ขนมกุ้ยฮวาเพียงจานเดียวนำความซวยมาให้
- Home
- การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง
- ตอนที่ 289 ขนมกุ้ยฮวาเพียงจานเดียวนำความซวยมาให้
เสียงที่ได้ยินทั้งไพเราะและดังสดใสกังวาน ทว่ากลับแฝงไปด้วยอารมณ์ที่ไม่พึงใจอย่างบอกไม่ถูก ต้วนชิงหมิงที่นั่ง
อยู่พลันได้ยินเสียงนี้ก็รู้สึกคุ้นเคยอยู่ไม่น้อย เหมือนเคยได้ยินจากที่ใดมาก่อน
เพียงแต่นึกเท่าไรก็นึกไม่ออกว่าเคยไปได้ยินที่ไหนมา
นางขมวดคิ้วขึ้นพลางหันไปทางบันได ก็พบหญิงสาวที่เดินมาพร้อมกับชายหนุ่มคนหนึ่ง
บันไดไม้ทางขึ้นสีนํ้าตาลนั้นมีกลิ่นหอมของใบชาลอยอบอวลไปทั่วบริเวณ พลอยทำให้คนที่ได้กลิ่นรู้สึกผ่อนคลาย
แสงอรุณรุ่งยามเช้าสาดส่องเข้ามาจากหน้าต่างลอดผ่านเข้ามาตามช่องตรงบันไดทางเดิน เห็นหญิงสาวหน้าตาสะสวยคน
หนึ่งกำลังเดินขึ้นมา
เด็กสาวคนนั้นอายุราวสิบสามสิบสี่ปี รูปร่างอรชรทว่ากลับดูสูงศักดิ์อย่างมาก อีกทั้งบนตัวของนางยังใช้เครื่อง
หอมที่หอมจนต้องเหลียวมองและยากที่จะละสายตาได้
เสื้อผ้าที่สวมใส่ก็เป็นสีอ่อนที่ตัดเย็บอย่างสวยงามเข้ากับเรือนร่าง ทำให้ยิ่งดึงดูดสายตามากขึ้นไปอีก แต่สิ่งที่ยัง
ขาดไปก็คือ ใบหน้าที่ขึงขังของอีกฝั่าย กลับทำให้คนที่มองอยู่ไม่กล้าจะมองต่อ
ยิ่งไปกว่านั้นตอนที่นางเดินขึ้นมาชั้นบนด้วยเสียงพูดที่ดังลั่น ทำให้คนที่กำลังดื่มนํ้าชาอยู่อย่างสงบเกิดความไม่
พอใจ ทุกคนในที่นั้นจึงหันหน้ามามองและใช้สายตาตำหนิเพื่อเป็นการบอกว่ากำลังรบกวนคนอื่น
แต่ทว่าหญิงสาวคนนั้นไม่ได้สังเกตเห็นหรือรู้ตัวแต่อย่างใด นางยังคงเสียงดังโวยวายเดินไปนั่งโต๊ะทิศใต้ และหัน
หน้าไปมองชายรูปงามที่ยืนอยู่ด้านหลังแล้วหัวเราะเป็นว่า “พี่รองมา พวกเรานั่งที่นี่ตรงนี้กันเถอะ!”
ชายรูปงามที่เดินตามหลังหญิงสาวมานั้นมีผิวพรรณขาวเนียน ดวงตาดำขลับเป็นประกาย รอยยิ้มหวานตราตรึง
จมูกโด่งเป็นสัน ริมฝีปากรูปกระจับ ใบหน้าด้านข้างเรียวเล็ก ทุกอย่างพอมองรวมกันแล้วก็ไม่ขาดไม่เกิน จากนั้นในชั่ว
พริบตาเดียวดวงตาที่เปล่งประกายคู่นั้นกลับกลายเป็นเคร่งขรึมและเย็นชาจนทำให้ไม่มีใครกล้าสบตาตรงๆ
บนตัวของผู้ชายคนนั้นสวมชุดผ้าไหมสีฟั้าและด้านนอกเป็นชุดคลุมสีนํ้าเงิน เมื่อเห็นชายคนนั้นยิ้มให้หญิงสาว
ใบหน้าของเขากลับเต็มไปด้วยความอบอุ่นจนทำให้คนที่เห็นเป็นอันต้องหลงใหล
ชายคนนี้แม้จะรูปงามสูงใหญ่แต่กลับสูงไม่เท่าเหยียนหลิ่งอวี๋ แต่ก็ถือว่ามีความหล่อเหลาเอาการอยู่มากทีเดียว
เมื่อพิจารณาจากเสื้อผ้าเนื้อดีที่ต้องแสงกับหน้าตาที่หล่อเหลา เชื่อได้เลยว่าชายคนนี้ยอมดึงดูดสายตาของคนจำนวน
มากบนถนนที่เดินผ่านมา หากใครได้สบตากับเขาเชื่อว่าคงไม่มีทางละสายตานั้นได้
ต้วนชิงหมิงมองไปก็กลับไม่รู้จักชายคนนั้น แต่หญิงคนนั้นเห็นได้ชัดว่าเป็นองค์หญิงในจวนเสนาบดีหลิว
เพียงแต่ชายหนุ่มที่องค์หญิงจิ่นซิ่วเรียกว่าพี่รองนั้น หรือว่ารูปร่างหน้าต่างที่ดูอ่อนโยน อบอุ่นและหล่อเหลาถึง
เพียงนี้จะเป็นองค์ชายรองนามว่า “เหยียนหลิ่งรุ่ย” อย่างนั้นหรือ?
ในชาติที่แล้วต้วนชิงหมิงเคยแต่ได้ยินเรื่องเล่าความเก่งกาจขององค์ชายรอง ถึงแม้จะดูเหมือนว่าความคิดความ
อ่านของเขาจะมิอาจสู้เหยียนหลิ่งอวี๋ได้ ทว่าเมื่อเหยียนหลิ่งอวี๋เสียชีวิต องค์ชายรองกลับเผยธาตุแท้ที่น่ากลัวนั้นออกมา
อย่างเต็มที่
แต่เรื่องราวของเขาที่ต้วนชิงหมิงได้ยินได้ฟังมาในชาติที่แล้วมีแต่เรื่องที่ดีงาม ทุกตรอกซอกซอยต่างรู้ถึงความเด็ด
ขาดในการสู้รบทำศึกสงครามของเขาที่ไม่เป็นรององค์ชายใหญ่เลย
ดังนั้นองค์ชายคนนี้จะต้องไม่ได้ดูอบอุ่นอ่อนโยนเหมือนที่เขาแสดงออกมาให้เห็น คนแบบนี้เหมือนกับบ่อนํ้าลึก
หากตกลงไปก็คงไม่รอด!
สำหรับต้วนชิงหมิงนั้นไม่ได้อยากจะเข้าใกล้บรรดาองค์ชายทั้งหลาย นางอยากอยู่ให้ห่างเสียด้วยซํ้า เพราะ
บรรดาองค์ชายหรือคนที่มีเชื้อสายต่างๆ ย่อมไม่พ้นคำนึงถึงอำนาจและฐานะของตน สิ่งที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้นก็คือ หลัง
จากที่ต้วนชิงหมิงได้กลับมาเกิดอีกครั้งก็พบว่า นอกจากการแก้แค้นแล้ว ความรักนั้นเป็นสิ่งที่นางต้องให้ความสำคัญเป็น
ที่สุด เพื่อจะได้ปกปั้องคนที่นางรัก และชดใช้สิ่งที่ติดค้างไว้กับผู้คนต่างให้มีชีวิตที่สุขสงบไปตลอด
ชายคนนั้นเหมือนรู้สึกตัวว่ามีสายตาจากมุมห้องจ้องมองมา จึงหันหลังกลับไปมองสายตานั้น ก็สบสายตากับต้วน
ชิงหมิงเข้า!
เมื่อสายตาของทั้งคู่ได้สบประสานกันต่างคนก็ต่างตกใจ ต้วนชิงหมิงตกใจกับสายที่โหดเหี้ยมและเย็นชาของเขา
ส่วนชายคนนั้นกลับตะลึงในแววตาที่สดใสวาววับเป็นประกายของนาง`
สายตานั้นแม้จะวาววับเปล่งประกาย ยามเมื่อได้มองลงไปจะไม่มีทางพบจุดสิ้นสุด ขอเพียงได้สบสายตาของต้วน
ชิงหมิงก็ไม่อาจละสายตาออกไปได้!
แม้จะเห็นหญิงสาวคนนั้นมองมาที่เขาจริง แต่ว่าสายตานั้นกลับไม่ได้มีความลุ่มหลงในความงามของเขา จะมีก็
เพียงมองอย่างชื่นชมเท่านั้น
ชายที่ตกใจคนนั้นจู่ๆ ก็หันมองต้วนชิงหมิงพร้อมกับเผยยิ้มออกมาจนเห็นฟัน
ต้วนชิงหมิงก็ได้แต่ตกใจและละสายตาไปทางอื่น… ชายคนนั้นช่างมีรอยยิ้มและสายตาที่น่ากลัวเหลือเกิน ดังนั้น
แล้วนางไม่อยากจะทำความรู้จักกับเขา ไม่ว่าจะด้วยเรื่องใดหรือเหตุผลใดก็ตาม!
สิ่งที่ชายคนนั้นคิดไม่ถึงก็คือ ถูกต้วนชิงหมิงมองอย่างไม่สนใจ แต่เขากลับไม่ได้โกรธเคือง จะมีก็เพียงใช้สายตา
ครุ่นคิดนิ่งๆ โดยที่คาดเดาไม่ได้เลยว่ากำลังคิดสิ่งใดอยู่
ทั้งสองคนต่างหลบเข้ามาในฉากกั้นลมของใครของมัน ต้วนชิงหมิงจึงเริ่มช่วยต้วนอวี้ชงนํ้าชา
เสียงแหลมสูงขององค์หญิงจิ่นซิ่วดังขึ้นมาจนได้ยินชัดเจน ทำไมต้วนชิงหมิงจะจำวีรกรรมขององค์หญิงที่มีความ
ทระนงผู้นี้มิได้เล่า องค์หญิงเคยต่อว่าด่าทอเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ ทั้งยังเอ่ยปากบอกจะฆ่าฟันทุกคนที่ขวางนาง
นางเป็นคนที่ต้วนชิงหมิงอยากจะหนีไปให้พ้นๆ อีกอย่างองค์หญิงจิ่นซิ่วกับหลิวยวนก็ยังมีความสัมพันธ์อันดีต่อ
กัน ต้วนชิงหมิงก็ยิ่งไม่อยากพบพานอีกแล้ว
ต้วนชิงหมิงได้ยินข่าวมาว่า องค์หญิงจิ่นซิ่วในตอนนี้ได้ถูกจับให้คู่กับหนิวไปั๋ และสิ่งที่น่าแปลกใจมากที่สุดก็คือ
นางไม่เพียงแต่จะไม่คัดค้านยังยินดีแต่งเข้าจวนหนิว สร้างความพึงพอใจให้กับฝั่าบาทไม่น้อย จนฝั่าบาทพระราชทาน
ทรัพย์สินสมบัติให้มากมาย
ต้วนชิงหมิงรู้เป็นอย่างดีว่า องค์หญิงจิ่นซิ่วไม่ได้รักใคร่หนิวไปั๋แต่อย่างใด นางรักหลิวยวนอย่างไม่แปรเปลี่ยนต่าง
หาก ดังนั้นต้วนชิงหมิงไม่มีทางเชื่อว่าองค์หญิงจิ่นซิ่วจะยอมแต่งกับหนิวไปั๋แต่โดยดี เกรงว่าองค์หญิงคนจะต้องสร้าง
เรื่องบางอย่างขึ้น เพื่อจะได้ไม่ต้องแต่งกับหนิวไปั๋เป็นแน่
แต่เรื่องนี้ไม่ใช่สิ่งที่ต้วนชิงหมิงจะต้องมาใส่ใจแล้ว สิ่งที่นางต้องทำในตอนนี้เป็นการอบรมสั่งสอนต้วนอวี้ให้ดี จาก
นั้นก็ค่อยใช้ชีวิตของนางอย่างสงบสุขเท่านี้ก็เพียงพอแล้ว!
ดังนั้นต่อให้องค์หญิงจิ่นซิ่วเดินมาที่โต๊ะก็ไม่ได้มีผลอะไรต่อนาง เพราะทุกคนที่มาที่นี่ก็เพื่อดื่มชา เมื่อเสร็จก็ต่าง
แยกย้ายกันไป เพราะฉะนั้นต้วนชิงหมิงไม่เชื่อหรอกว่า องค์หญิงจิ่นซิ่วจะเดินมาหาเรื่องนางจนถึงที่โต๊ะ!
เรื่องหลายต่อหลายเรื่องมิใช่ว่าแค่นางไม่อยากให้เกิด แล้วเรื่องจะไม่เกิดขึ้น ในความเป็นจริงนั้นองค์หญิงจิ่นซิ่
วสามารถใช้คำพูดไม่กี่ประโยคก็สามารถทำลายอารมณ์ของต้วนชิงหมิงกับต้วนอวี้ที่กำลังนั่งจิบชาอย่างสบายใจได้
เสี่ยวเอ้อเห็นองค์หญิงจิ่นซิ่วกับเหยียนหลิ่งรุ่ยสวมใส่เสื้อผ้าที่แตกต่างกับคนทั่วไป จึงรีบเข้าไปร้องทักทายและรับ
รายการอาหาร พลันมีเสียงแหลมที่อยู่หลังฉากกั้นลมดังขึ้นอย่างรวดเร็ว “อะไรนะ ข้ามาเร็วขนาดนี้แล้วยังไม่มีขนมกุ้ยฮ
วาอีกหรือ… ไม่ได้ ข้าไม่ยอม! จงรีบไปบอกพ่อครัวของเจ้าให้ช่วยทำให้ข้าทานหน่อย!”
องค์หญิงจิ่นซิ่วที่ยังคงนิสัยชอบออกคำสั่งก็คงเคยได้ยินได้ฟังชื่อเสียงของร้านนํ้าชาซานสุ่ยมาบ้าง ดังนั้นพอนาง
เข้ามาก็วาดหวังเต็มอกว่าจะได้กินขนมกุ้ยฮวา!
เห็นทีนางจะมาผิดเวลา เพราะขนมกุ้ยฮวาจานสุดท้ายเป็นของต้วนอวี้ไปแล้ว!
เสี่ยวเอ้อพูดอย่างกระอักกระอ่วน “คุณหนู ทางร้านต้องขออภัยด้วย ขนมกุ้ยฮวาจานสุดท้าย ถูกลูกค้าสองท่าน
นั้นสั่งไปแล้วขอรับ…”
เสี่ยวเอ้อต้องการแสดงสิ่งที่เขาพูดมานั้นเป็นเรื่องจริง จึงรีบชี้นิ้วไปทางโต๊ะที่ต้วนชิงหมิงกับต้วนอวี้นั่งอยู่