การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 290 ไม่มีขนมกุ้ยฮวาอีกเหลืออีกแล้ว
องค์หญิงจิ่นซิ่วหันหน้ามองไปยังทางที่เสี่ยวเอ้อชี้ไป ใครกันที่มาแย่งขนมกุ้ยฮวาของนาง! หึ! ถ้าเป็นคนที่รู้จักก็
แล้วไป แต่ถ้าไม่ใช่คนที่รู้จักเห็นทีจะได้เห็นดีกันแน่
ทว่าด้วยระยะที่ค่อนข้างไกล อีกทั้งระหว่างทางยังมีฉากกั้นลมมาบังสายตาอีก นางจึงได้ยินเพียงเสียงเด็กร้อง แต่
กลับมองไม่เห็นคนที่นั่งอยู่อีกฝังว่าเป็นใคร
สายตาทอดมองไปยังโต๊ะของต้วนชิงหมิงที่ยังคงว่างเปล่า ไม่มีแม้กระทั่งขนมกุ้ยฮวา ทันใดนั้นองค์หญิงจิ่นซิ่วจึง
เข้าใจในทันทีว่า ต้วนชิงหมิงกับต้วนอวี้มาก่อนนางเพียงก้าวเดียว และได้สั่งขนมกุ้ยฮวาจานสุดท้ายตัดหน้านางไปแล้ว
แต่ตอนนี้ขนมยังไม่ได้นำมาวางไว้ที่โต๊ะก็ย่อมแสดงว่าทั้งสองคนยังไม่ได้แย่งขนมกุ้ยฮวาไปได้เสียหน่อย
เหอะ เหอะ ของที่ยังไม่ได้นำมาวางบนโต๊ะ เช่นนั้นย่อมแสดงว่าจะเป็นของใครก็ได้นี่ องค์หญิงจิ่นซิ่วจึงตั้งหน้าตั้ง
ตาดูว่าใครที่จะกล้ามาแย่งขนมกุ้ยฮวาของนาง นางจะฆ่าทิ้งเสีย
เมื่อเห็นทั้งสองคนยังไม่มีขนมกุ้ยฮวายกมาวางไว้บนโต๊ะ ดวงตาขององค์หญิงจิ่นซิ่วก็เปล่งประกายขึ้นมาทันที
พร้อมกับโบกมืออย่างวางมาดให้กับเสี่ยวเอ้อ พูดเสียงดังลั่น “เจ้าไปบอกสองคนนั้นซิ ว่าขนมกุ้ยฮวาจานสุดท้ายเป็นของ
องค์หญิงอย่างข้าแล้ว เจ้าไปบอกให้พวกเขาค่อยมาใหม่ครั้งหน้า หรือจะให้องค์หญิงอย่างข้าให้เงินแทนก็ย่อมได้!”
หน้าตาท่าทางของเสี่ยวเอ้อเลิ่กลั่กทำตัวไม่ถูก เมื่อได้ยินองค์หญิงจิ่นซิ่วออกคำสั่ง
นางจะเอาขนมของแขกที่สั่งก่อนไปอย่างนั้นหรือ! เรื่องแบบนี้ไม่ต้องเอ่ยถามว่ากล้าหรือไม่ ต่อให้มีความกล้า
เสี่ยวเอ้อก็ไม่มีทางทำเช่นนั้นเด็ดขาด
ในฐานะที่พวกเขาเป็นคนของร้านนํ้าชาซานสุ่ย แขกท่านไหนสั่งอะไรทานย่อมไม่เกี่ยวข้องอะไรกับพวกเขา แต่
การที่จะเอาของที่แขกอื่นสั่งไว้ก่อนแล้วนั้นเป็นสิ่งที่ทำไม่ได้ ตอนนี้องค์หญิงจิ่นซิ่วจะให้เสี่ยวเอ้อไปบอกต้วนชิงหมิงกับต้
วนอวี้ว่าไม่มีขนมกุ้ยฮวาแล้วหรือ
เขาไม่รู้ควรจะพูดออกมาอย่างไรดี!
เสียงดังเอะอะโวยวายขององค์หญิงจิ่นซิ่วที่ดังมาตั้งแต่ชั้นหนึ่ง ที่ว่า นางมีความคิดที่จะมาแย่งขนมกุ้ยฮวาจาน
สุดท้ายกับตน ต้วนอวี้จึงแสยะยิ้มข้างในใจช้าๆ เขาไม่รอให้ต้วนชิงหมิงเอ่ยปากก็รีบเดินผ่านที่กั้นลมสองบานที่ตั้งอยู่เพื่อ
มุ่งตรงไปที่องค์หญิงจิ่นซิ่ว แล้วพูดอย่างเย็นชา “เสี่ยวเอ้อ” รบกวนช่วยไปบอกแขกท่านนั้นให้หน่อย ขนมกุ้ยฮวาของ
คุณชายอย่างข้านั้นไม่มีทางให้นาง หากนางอยากจะทานขนมกุ้ยฮวา เจ้าก็จงบอกไปเสียว่าค่อยมาทานวันพรุ่งนี้แล้วกัน”
เสี่ยวเอ้อได้ฟังก็รีบตอบรับคำในทันทีหันขวับมาที่โต๊ะของอีกฝั่าย เพียงแต่เมื่อเสี่ยวเอ้อกลับมาเห็นหน้าตาที่
อยากจะกินเลือดกินเนื้อขององค์หญิงจิ่นซิ่ว ปากที่กำลังอ้าค้างพลันหุบลงทันที พลางกลืนนํ้าลายไปหลายอึก ไม่เปล่ง
วาจาใดอีก
ต้วนอวี้ฝากคำพูดไปกับเสี่ยวเอ้อเพียงประโยคเดียวเท่านั้น ก็ก้มหน้าหูผึ่งคอยฟังสิ่งที่องค์หญิงจิ่นซิ่วจะพูด
ประโยคต่อไป
พูดตามตรง ต้วนอวี้เคยไปที่จวนเสนาบดี และเคยเจอหน้าเจอตาขององค์หญิงจิ่นซิ่วมาแล้ว เขายังเคยเห็นองค์
หญิงจิ่นซิ่วตกนํ้าไม่เป็นท่า อีกทั้งการตามติดหลิวยวนขององค์หญิงจิ่นซิ่วนั้นยิ่งทำให้ต้วนอวี้เอือมระอาในตัวนางยิ่งนัก!
ต้วนอวี้เป็นคนหนึ่งมีนิสัยที่หากใครมาดี เขาก็จะดีตอบ ทว่าหากใครมาร้าย เขาจะร้ายกว่าตอบกลับไป สำหรับ
คนที่ไม่ชอบหน้านั้นเขาไม่เคยจะชักสีหน้าแสดงความไม่พอใจให้เห็น ดังนั้นปกติแล้ว ถ้ามีใครอยากจะลิ้มรสขนมกุ้ยฮวา
เขาก็สามารถยกให้ได้ แต่อย่าได้มา “แย่ง” ต่อหน้าต่อตาเหมือนองค์หญิงจิ่นซิ่วผู้นี้เป็นอันขาด
เพราะฉะนั้นต้วนอวี้จึงไม่มีทางยอมให้ขนมกุ้ยฮวาจานสุดท้ายไปเด็ดขาด
คำพูดของเด็กน้อย แม้แต่ต้วนชิงหมิงก็มิอาจจะห้ามปรามไว้ได้ทัน
ต้วนชิงหมิงรินนํ้าชาจนเต็มแก้วแล้วเหลือบมองไปที่ใบหน้าดื้อดึงของผู้เป็นน้องชาย ก็อดไม่ได้ที่จะยกยิ้มบางๆ
พลางส่ายหัวไปมามิได้ เดิมทีนั้นนางอยากอยู่นิ่งๆ ไม่ไปทำให้องค์หญิงจิ่นซิ่วรำคาญใจ แต่บัดนี้เห็นทีจะต้องเผชิญหน้า
กันเสียหน่อยกระมัง!
ที่จริงแล้วต้วนชิงหมิงไม่ได้หวาดกลัวองค์หญิงจิ่นซิ่วแม้แต่น้อย นางแค่ไม่อยากไปมีเรื่องด้วยก็เท่านั้น สำหรับองค์
หญิงคนหนึ่งมีฐานะสูงกว่าคนทั่วไป ไม่ต้องไปทำอะไรด้วยตัวนางเองมากนัก… ถ้าไม่มีความจำเป็น ต้วนชิงหมิงย่อมไม่
อยากจะล่วงเกินองค์หญิงจิ่นซิ่วและแกว่งเท้าหาเสี้ยนเป็นแน่
สิ้นเสียงต้วนอวี้ พลันได้ยินเสียงตบโต๊ะดังขึ้นมาอย่างแรง องค์หญิงจิ่นซิ่วลุกขึ้นยืนทันที หันหน้าและชี้นิ้วไปทาง
โต๊ะที่สองพี่น้องนั่งอยู่ ตะโกนถามเสียงดังลั่นบริเวณ “พวกเจ้าเป็นใครกัน? บังอาจมาแย่งขนมกุ้ยฮวาของข้า?”
ระหว่างที่องค์หญิงจิ่นซิ่วกำลังโวยวายเดือดดาล เหยียนหลิ่งรุ่ยที่นั่งอยู่ข้างๆ จึงกระแอมไอเตือนสติองค์หญิงจิ่น
ซิ่วว่าที่นี่ไม่ใช่วังหลวง อีกอย่างทั้งสองคนแอบออกมาจากวังหลวงโดยใส่เสื้อผ้าธรรมดาอีก ถ้าจะตะโกนปั่าวประกาศ
ฐานะออกไปคงมิใช่เรื่องที่เหมาะสมเป็นแน่… ถ้าเรื่องนี้ไปถึงพระกรรณของฝั่าบาทและฮองเฮาคงต้องโดนเอ็ดหลายตลบ
และคงไม่ได้ออกมาจากวังหลวงตามใจแบบนี้ได้อีก!
เมื่อเหยียนหลิ่งรุ่ยกระแอมไอเตือนสติ องค์หญิงจิ่นซิ่วจึงได้เปลี่ยนสรรพนามจาก “องค์หญิง” เป็น “ข้า” แทน
องค์หญิงจิ่นซิ่วรบเร้าขอเหยียนหลิ่งรุ่ยตามออกมานอกวัง หากใครเปิดเผยฐานะขององค์หญิงจิ่นซิ่วละก็ เขา
คงจะต้องลำบากเป็นแน่
ครั้นต้วนอวี้ได้ยินสรรพนามที่อีกฝั่ายใช้ ก็ได้แต่หัวเราะเยาะอยู่ภายในใจ ถ้านางเผยฐานะว่าเป็นองค์หญิง นาง
คงจะเอาเรื่องการใช้อำนาจบาตรใหญ่มาใช้รังแกคน แต่หากนางไม่กล้าเปิดเผยฐานะองค์หญิง ก็เตรียมตัวโดนด่าอย่างไม่
ปรานีก็แล้วกัน
เด็กน้อยขยับลุกขึ้นมาพร้อมกับหัวเราะเยาะเย้ยทันที พูดเสียงดังลั่น “แล้วเจ้าเป็นใครกัน… ไม่ใช่คนในจวนของ
ข้าแล้วเหตุใดข้าจะต้องยอมให้ด้วย?”
เมื่อองค์หญิงจิ่นซิ่วได้ยินก็โกรธจนลมออกหู นางเดินพรวดพราดออกมาแล้วขึ้นเสียงดังตอบ “เชอะ! เจ้าเด็กเมื่อ
วานซืน กล้าดีอย่างไรมาถือดีกับข้า เจ้าไม่กลัวองค์หญิงอย่างข้าจะจัดการเจ้าหรือ?”
ต้วนอวี้กำลังจะเอ่ยปากตอบโต้ ก็ได้ยินเสียงเสี่ยวเอ้อวิ่ง “ตึงๆๆ” เข้ามา แล้วเอ่ยว่า “ขอทางหน่อยขอรับ ขน
มกุ้ยฮวามาแล้ว…”
เมื่อได้ยินว่าขนมกุ้ยฮวามาแล้ว สายตาขององค์หญิงจิ่นซิ่วก็เปล่งประกายขึ้นมาทันที นางรีบตะโกนเสียงดัง “นี่ๆ
ทางนี้! เอาขนมกุ้ยฮวามาให้ข้าทางนี้!”
เสี่ยวเอ้อได้ยินก็ยกขนมกุ้ยฮวาไปทางองค์หญิงจิ่นซิ่ว แล้วชะงักฝีเท้า พลางเอ่ยด้วยสีหน้ามึนงง “จำผิดหรือเปล่า
ขอรับ? ขนมกุ้ยฮวาจานนี้มิใช่ของโต๊ะนี้ขอรับ!” กล่าวจบก็ยกขนมกุ้ยฮวากลับไปทางด้านหลัง!
เป็นที่รู้ว่าขนมที่สั่งในร้านนี้จะมีหมายเลขโต๊ะกับหมายเลขห้องไว้ก็เพื่อจะได้จำหมายเลขโต๊ะไม่ผิด อีกเรื่องหนึ่งที่
เห็นได้ชัดคือองค์หญิงจิ่นซิ่วเพิ่งจะมาถึง ยิ่งบนโต๊ะของนางยังไม่มีแม้แต่ชุดนํ้าชาจึงแน่ชัดว่าเพิ่งมาถึง จึงไม่มีทางที่ขน
มกุ้ยฮวาจะมาเร็วกว่านํ้าชาได้อย่างแน่นอน
พอองค์หญิงจิ่นซิ่วได้ยินที่เสี่ยวเอ้อพูด นางก็รีบคว้าจานขนมกุ้ยฮวามาอย่างไร้มารยาทจากมือของเสี่ยวเอ้อ แล้ว
ใช้มืออีกข้างผลักเขาออกไปอย่างแรง เสี่ยวเอ้อตกใจจนหน้าซีดขาวที่ขนมกุ้ยฮวาได้ถูกแย่งไปจากมือ และไม่กล้าเอากลับ
มา เสี่ยวเอ้ออีกคนที่ยืนด้านข้างก็ไม่กล้าเอ่ยปากเช่นกัน!
นางรู้สึกดีใจที่แย่งขนมกุ้ยฮวามาได้ พลางหันมาถลึงตาโตไปมองเสี่ยวเอ้อตะโกนเสียงดัง “ข้าบอกแล้วว่าให้เอา
มาให้ข้า… หรือเจ้ากลัวข้าไม่ให้เงินเจ้า?”
ทางด้านต้วนอวี้เมื่อเห็นขนมกุ้ยฮวาถูกแย่งไปต่อหน้าต่อตา เขาจึงรีบกระโดดลงจากเก้าอี้ที่นั่งอยู่พุ่งเข้าไปหา
เสี่ยวเอ้อที่หน้าซีดคนนั้น แล้วพูดดังลั่น “เฮ้ย เฮ้ย! เสี่ยวเอ้อ ขนมกุ้ยฮวาของข้าล่ะ?”
เสี่ยวเอ้อที่โดนแย่งขนมกุ้ยฮวาไปจากมือได้แต่ยืนหน้าถอดสีด้วยความหวาดกลัว ด้วยรู้ว่าทั้งสองนั้นเป็นคน
รํ่ารวย มีฐานะสูงศักดิ์ และไม่น่าจะใช่คนธรรมดา ดูท่าจะต้องมีการแย่งชิงขนมกุ้ยฮวาจานนั้นให้จงได้เป็นแน่ คงต้องไป
เรียกผู้ดูแลร้านออกมารับหน้าแล้ว!
ระหว่างที่ต้วนอวี้พูดก็สาวเท้าน้อยๆ อย่างรวดเร็วไปยืนตรงหน้าเสี่ยวเอ้อ แม้ต้วนอวี้จะมีรูปร่างเล็กแต่พลังการ
พูดกลับมากล้น เขาใช้นิ้วชี้ไปที่หน้าเสี่ยวเอ้อแล้วถามอย่างขึงขังว่า “เสี่ยวเอ้อ ไหนเจ้ามาพูดตามความจริงมาสิ ขน
มกุ้ยฮวาจานนี้เป็นคุณชายน้อยอย่างข้าที่สั่งไว้ใช่หรือไม่?”
เสี่ยวเอ้อกำลังตกใจกับท่าทีที่ดุดันขึงขังของต้วนอวี้ ในขณะเดียวกันก็ถูกองค์หญิงจิ่นซิ่วด่าทอจนหน้าซีดเผือด
ชะงักเท้าก้าวถอยหลังอย่างจนปัญญา ทว่ายังไม่ลืมที่จะก้มหน้าพยักพเยิดเพื่อเป็นการแสดงว่าขนมกุ้ยฮวาจานนี้เป็นของ
ต้วนอวี้!
ต้วนอวี้โกรธจนถึงขีดสุด ก้าวเท้าไปยืนตรงหน้าองค์หญิงจิ่นซิ่ว เอ่ยเสียงลั่น “ได้ยินหรือยัง? ขนมกุ้ยฮวาจานนี้
เป็นของคุณชายอย่างข้า ถ้าเจ้าอยากจะทาน พรุ่งนี้ก็ให้รีบมาต่อแถวแต่เช้าก็แล้วกัน!”