การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 291 ใครแกล้งใครกันแน่?
เมื่อต้วนอวี้พูดจบก็เข้าไปแย่งจานขนมกุ้ยฮวามาจากมือขององค์หญิงจิ่นซิ่ว ทว่านางมือไวกว่า กลับเอาจานนั้นไป
แอบไว้ด้านหลังแล้วเบิกตาโต พูดด้วยความโกรธระคนเยาะเย้ย “ใครแย่งได้ก่อนก็เป็นของคนนั้น เจ้าอยากจะกินก็รอ
พรุ่งนี้ก็แล้วกัน!”
ดูท่าว่าจะเกิดการแย่งชิงระหว่างต้วนอวี้กับองค์หญิงจิ่นซิ่วเสียแล้ว
อีกทั้งท่าทางของทั้งสองคนคงไม่มีใครยอมใครแม้แต่น้อย จะให้พูดโน้มน้าวก็คงจะไร้ผล ดังนั้นต้องรีบไปตามคน
มาช่วยแล้ว คนนั้นจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากผู้ดูแลร้าน
เสี่ยวเอ้อคิดได้ดังนั้น ก็รีบวิ่งสุดชีวิตไปตามผู้ดูแลร้านให้รีบออกมาห้ามทัพ
ทว่าต้วนชิงหมิงกลับนั่งจิบชาอย่างใจเย็น นางรู้จักนิสัยของต้วนอวี้กับองค์หญิงจิ่นซิ่วดี พูดได้ว่าต่อให้ต้วนอวี้จะ
แย่งชิงขนมกุ้ยฮวาจานนี้กลับมาได้ใช่ว่าจะสงบเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น อีกอย่างถึงนางจะเป็นองค์หญิงแล้วจะมาแย่ง
ของคนอื่นไปง่ายๆ ได้อย่างไร ต้วนชิงหมิงจึงยอมปล่อยให้ต้วนอวี้เดินไปหาเรื่ององค์หญิงจิ่นซิ่วถึงที่
ขอเพียงไม่เกิดเรื่องร้ายแรงขึ้นกับต้วนอวี้ก็พอ
นางเงยหน้ามองต้วนอวี้ที่กำลังทำท่าทางขึงขังพลางส่ายหน้าช้าๆ เมื่อเห็นทั้งสองคนกำลังทะเลาะแย่งชิงขน
มกุ้ยฮวา ต้วนชิงหมิงจึงขยับลุกขึ้นยืนอย่างเชื่องช้า ใช้มือลูบเสื้อผ้าที่เป็นรอยยับ ราวกับจะไปช่วยโน้มน้าวไม่ให้ต้วนอวี้
ไปคิดเล็กคิดน้อยกับองค์หญิงจิ่นซิ่ว
ส่วนเหยียนหลิ่งรุ่ยที่นั่งอยู่ด้านข้างเป็นคนที่มีสิทธิ์พูดมากที่สุด อันที่จริงเขาอยากจะไปห้ามปรามองค์หญิงจิ่นซิ่ว
แต่เมื่อเห็นต้วนชิงหมิงที่นั่งอยู่อีกฝังลุกขึ้นยืนเดินมาทางเขา จึงเลือกนั่งนิ่งไม่ขยับเขยื้อนตัว
เพราะเหตุใดก็สุดรู้ที่เหยียนหลิ่งรุ่ยเกิดความรู้สึกบางอย่างที่พูดไม่ถูกต่อต้วนชิงหมิง ในตอนที่นางกำลังเดินมา
ทางนี้ เขาอยากจะรู้เสียเหลือเกินว่าเด็กสาวที่ไม่เหมือนใครคนนี้จะจัดการเรื่องที่เกิดขึ้นนี้อย่างไร เขากำลังตั้งตาคอยดูว่า
นางจะใช้วิธีเช่นไรรับมือกับองค์หญิงจิ่นซิ่ว
ยิ่งไปกว่านั้นเขาก็อยากรู้ว่าหากนางล่วงรู้ฐานะที่แท้จริงขององค์หญิงจิ่นซิ่วแล้ว ยังจะรักษาท่าทางที่สงบนิ่งแบบ
นี้ต่อไปได้อีกหรือไม่!
เดิมทีต้วนชิงหมิงเพียงจะพูดโน้มน้าวต้วนอวี้เพื่อยุติการแย่งชิงนี้เท่านั้น ทว่านางกลับคิดไม่ถึงว่าเมื่อนางลุกยืนขึ้น
แล้ว สถานการณ์ได้เปลี่ยนไปชนิดหน้ามือเป็นหลังมือ!
ระหว่างที่องค์หญิงจิ่นซิ่วกับต้วนอวี้กำลังยืนจ้องตากันอย่างโกรธแค้น องค์หญิงจิ่นซิ่วก็ได้แย่งจานขนมกุ้ยฮวามา
ด้วยความสาแก่ใจ ทว่าเมื่อต้วนอวี้เห็นว่าเขายังแย่งไม่ได้จึงกระโดดขึ้นลงอย่างไม่พอใจ “เจ้าจะให้หรือไม่ให้?”
องค์หญิงจิ่นซิ่วส่ายหน้า “ข้าไม่ให้ ดูซิ เจ้าจะทำอะไรข้าได้?”
พอต้วนอวี้ได้ฟังก็หน้าดำหน้าแดงด้วยความโมโห เขาจึงถ่มนํ้าลายสองครั้งไปที่จานขนมกุ้ยฮวา จากนั้นก็เอามือ
เช็ดปากแล้วหัวเราะเยาะเย้ย “บนขนมมีนํ้าลายของข้าแล้ว เจ้ายังจะกินอีกหรือไม่?”
องค์หญิงจิ่นซิ่วได้เห็นดังนั้น พลันชะงักงันอย่างตื่นตระหนก ดวงตาเบิกโพลง งงเป็นไก่ตาแตก!
ปกติแล้ว องค์หญิงจิ่นซิ่วถ้าอยากได้สิ่งใด ก็จะมีคนไปหามาได้ดังใจ แต่ยังไม่เคยมีใครมากลั่นแกล้งนางเช่นนี้มา
ก่อน!
องค์หญิงมองจานที่อยู่ในมือสลับกับใบหน้าที่ได้ใจของต้วนอวี้ นางโกรธจนร้องไห้ออกมาในทันที “เจ้า……เจ้าใช้
วิธีสกปรกแบบนี้ได้อย่างไรกัน?”
ต้วนอวี้ได้เอาแต่เบะปากใส่นางพร้อมกับพูดเย้ยหยัน “ข้าใช้วิธีสกปรกอย่างไรก็ไม่สู้กับเจ้าใช้วิธีแย่งขนมกุ้ยฮวา
ไปซึ่งๆ หน้าหรอก เจ้ายังจะมีหน้ามาพูดต่อว่าข้าอีก!”
เด็กน้อยยกมือขึ้นชี้ไปที่จานขนมแล้วเอ่ยขึ้น “ขนมกุ้ยฮวาที่เลอะนํ้าลายข้าแล้ว เจ้ายังอยากกินอยู่หรือ รีบเอามา
คืนข้าเร็ว!”
องค์หญิงจิ่นซิ่วมองจานขนมกุ้ยฮวาที่อยู่ในมือ จู่ๆ ก็มีเสียง “เพล้ง” ดังขึ้น นางปล่อยจานที่อยู่ในมือลงแล้วใช้
เท้าขยี้ขนมกุ้ยฮวาไปด้วยต่อว่าไปด้วย “ถ้าข้าไม่ได้กินก็อย่างหวังว่าจะมีใครได้กิน!”
ต้วนอวี้เห็นขนมกุ้ยฮวาถูกเหยียบตรงหน้า ก็อ้าปากร้องไห้ทันที “เจ้าใช้วิธีสกปรกมาแย่งขนมกุ้ยฮวาของข้า……
ฮือ ฮือ เจ้าชดใช้ขนมกุ้ยฮวาของข้าคืนมา ชดใช้คืนมา…”
เมื่อองค์หญิงจิ่นซิ่วได้ฟังก็โกรธจนลมออกหู “ข้าจะแย่งแล้วเจ้าจะทำไม เจ้าไม่ให้ข้ากินก็อย่าหวังว่าเจ้าจะได้
กิน… เชอะ ไม่ต้องมีใครได้กินมันเลย!”
ต้วนชิงหมิงรีบเดินเข้ามาแล้วย่อตัวทำความเคารพ “ต้วนชิงหมิงคารวะองค์หญิงจิ่นซิ่วเพคะ!”
ต้วนอวี้ที่กำลังร้องห่มร้องไห้ เมื่อได้เห็นต้วนชิงหมิงเดินมาก็เข้าไปซบอยู่ในอ้อมกอดของนาง “พี่สาว นางแย่งขน
มกุ้ยฮวาของข้าไป… ฮือ ฮือ นางแย่งขนมข้าไป!”
ต้วนชิงหมิงก้มหน้าเอื้อมมือไปเช็ดนํ้าหูนํ้าตาให้กับต้วนอวี้ดีแล้วจึงตำหนิแบบอมยิ้ม “เจ้าเป็นลูกผู้ชายนะ ถ้าขืน
ยังร้องไห้อยู่แบบนี้ พี่จะบอกเรื่องนี้กับพี่สาวเชวียให้นางหัวเราะเยาะเจ้า!”
พอต้วนอวี้ได้ฟังก็รีบยกแขนเสื้อขึ้นมาซับนํ้าตาทันที พลันส่ายหน้าถี่รัว “ทำเช่นนั้นไม่ได้ ข้าไม่ร้องไห้แล้ว พี่ชิงห
มิงอย่าได้บอกเรื่องนี้กับพี่สาวเชวีย…”
ต้วนชิงหมิงหัวเราะไปด้วยส่ายหน้าไปด้วย “ถ้าไม่อยากให้บอกพี่สาวเชวีย แล้วเหตุใดเจ้ายังมายืนแย่งขนมกับคน
อื่นอีกเล่า?”
เด็กน้อยฟังจบก็รู้สึกไม่มีความสุขขึ้นมา “ไม่ใช่ว่าข้าแย่งนาง นางต่างหากที่แย่งขนมกุ้ยฮวาของข้าไป!”
องค์หญิงจิ่นซิ่วที่ยังมีอารมณ์โกรธค้างอยู่ เมื่อเห็นต้วนชิงหมิงเดินเข้ามาก็ชี้นิ้วใส่หน้า เอ่ยเสียงดังไปทั่ว “ในเมื่อ
เจ้ารู้ว่าข้ามีฐานะเป็นถึงองค์หญิง ทำไมยังกล้าบงการให้น้องชายของเจ้ามาแย่งขนมกุ้ยฮวาจากมือข้า……ต้วนชิงหมิง
หรือว่าเจ้าไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้ว?”
อะไรกัน! เพียงชั่วพริบตาเดียว นางก็กลายเป็นคนบงการให้ต้วนอวี้มาแย่งขนมกุ้ยฮวาไปจากองค์หญิงจิ่นซิ่วเสีย
ได้ ความสามารถในการเปลี่ยนถูกเป็นผิดขององค์หญิงจิ่นซิ่วเป็นที่ขึ้นชื่อไม่น้อยหรอกนะ!
เด็กสาวได้แต่ยกยิ้มขึ้นน้อยๆ แล้วหันไปพูดกับองค์หญิงจิ่นซิ่ว “ต้องขออภัยด้วยเพคะ น้องชายของหม่อมฉันไม่รู้
จักองค์หญิง ดังนั้นจึงทำอะไรที่ล่วงเกินไปบ้าง ขอให้องค์หญิงจิ่นซิ่วเห็นแก่ที่เขาอายุยังน้อยยกโทษให้เขาสักครั้งเถอะ
เพคะ นับจากนี้เป็นต้นไปหม่อมฉันจะอบรมสั่งสอนน้องชายคนนี้ให้ดี และจะไม่มีทางเกิดเรื่องแย่งขนมกุ้ยฮวาอีกเพคะ!”
เมื่อองค์หญิงจิ่นซิ่วได้ฟังคำพูดที่เสียดสีเหน็บแนมต้วนชิงหมิงเข้าไปก็ตกใจอยู่เล็กน้อย
เหตุการณ์ที่เห็นเมื่อครู่นี้ ต้วนอวี้ถือว่าทำไม่ถูกที่เข้าไปแย่งขนมกุ้ยฮวาขององค์หญิงจิ่นซิ่ว แต่ถ้ามองเหตุการณ์
ในอีกมุมหนึ่ง ก็พบว่าองค์หญิงจิ่นซิ่วที่อายุมากกว่ากำลังแกล้งเด็กน้อยตัวเล็กๆ คนหนึ่ง!
องค์หญิงจิ่นซิ่วก้าวออกมาข้างหน้าก้าวหนึ่ง จากนั้นก็มองกินเลือดกินเนื้อต้วนชิงหมิง “เจ้าบังอาจมากที่มาพูด
เหน็บแนมและเสียดสีองค์หญิงอย่างข้า เจ้าอยากรนหาที่ตายใช่หรือไม่?”
ต้วนชิงหมิงยู่ปากเล็กน้อยแล้วพูดเสียงเรียบนิ่ง “องค์หญิงจิ่นซิ่วเอาแต่พูดว่า ‘ตายๆ’ ลูกเดียว มิทราบว่าชิงหมิง
ไปล่วงเกินอะไรหรือทำผิดกฎหมายบ้านเมืองข้อไหนไว้ ถึงเอาแต่หากฎมาลงโทษ… หรือเพียงเพราะว่าน้องชายของชิงห
มิงไปแย่งจานขนมกุ้ยฮวาอย่างนั้นหรือ?”
ต้วนชิงหมิงทราบดีว่าองค์หญิงจิ่นซิ่วไม่ค่อยชอบนางเสียเท่าไร ตั้งแต่มีเรื่องของหลิวยวนในครั้งก่อน ในเมื่อต้วน
ชิงหมิงคิดจะออกหน้าแล้วก็จะทำเรื่องให้ถึงที่สุด ดังนั้นภายนอกที่ต้วนชิงหมิงแสดงออกมาจะดูมีมารยาท แต่ภายในใจ
ของนางกลับแข็งกร้าวไม่ยอมก้มหัวให้ใคร!
เมื่อองค์หญิงจิ่นซิ่วได้ฟังดังนั้นก็ได้แต่โกรธจนลมออกหู ทว่ากลับพูดอะไรไม่ออก แม้ต้วนชิงหมิงจะไม่ได้เป็นคนมี
ยศถาใด แต่นางกลับเป็นบุตรสาวของท่านแม่ทัพที่มีความสำคัญอย่างมาก และถึงแม้นางจะมีความผิดจริง องค์หญิงจิ่น
ซิ่วก็ไม่มีอำนาจตัดสินให้นางถึงแก่ความตายได้!
อีกอย่าง เรื่องนี้ถ้าได้สืบสาวราวเรื่องอย่างถ่องแท้แล้ว องค์หญิงจิ่นซิ่วจะหาโทษใดให้กับต้วนชิงหมิงได้? หรือจะ
ใช้ข้อหาที่น้องชายของนางมาแย่งขนมกุ้ยฮวาขององค์หญิงจิ่นซิ่ว?
เชื่อได้ว่าหากเรื่องนี้แพร่ออกไปแล้ว คนอื่นจะไม่มีใครพูดว่าต้วนชิงหมิงกับต้วนอวี้มีความผิดแต่จะมาพูดว่าองค์
หญิงจิ่นซิ่วกลั่นแกล้งคนที่ไม่มีทางสู้ ทั้งยังใช้ฐานะความเป็นองค์หญิงข่มเหงรังแกคนอื่น!
ทว่านางหาได้กลัวขี้ปากของคนอื่นไม่ คนที่นางกลัวคือเหยียนหลิ่งรุ่ยต่างหาก นางกลัวเขาจะมาหาเรื่องนางเป็น
ที่สุด! เพราะนางรู้ดีว่าเหยียนหลิ่งรุ่ยคิดอะไรบางอย่างกับต้วนชิงหมิงเป็นแน่
องค์หญิงจิ่นซิ่วทั้งโกรธและเกลียดต้วนชิงหมิงยิ่งนัก ไม่เพียงแต่ที่ต้วนชิงหมิงเสียดสีองค์หญิงเท่านั้น นางยังกล้า
ที่จะมาช่วยหลิวยวนอีก สิ่งสำคัญที่สุดคือการที่นางเคยเรียกกันว่าพี่ชายน้องสาว สิ่งนี้สำหรับองค์หญิงจิ่นซิ่วแล้วเป็น
เหมือนหนามยอกอกที่เมื่อได้ปักเข้าไปแล้วก็ยากที่จะดึงออก… เรื่องทั้งหมดทั้งมวลนี้จึงเป็นสาเหตุให้เมื่อไรที่ได้ยินชื่อต้
วนชิงหมิงก็ถึงกับไฟลุกท่วมตัวด้วยความเดือดดาลทันที!
องค์หญิงจิ่นซิ่วยังจำได้ไม่ลืมว่าหลิวยวนไม่ได้ชอบพอนางก็ตั้งแต่แรก แต่ถ้านางเอ่ยถึงชื่อต้วนชิงหมิงขึ้นมาเมื่อไร
ใบหน้าของหลิวยวนก็จะเปือนไปด้วยรอยยิ้มแห่งความเบิกบานใจเมื่อนั้น!
เพราะฉะนั้นนางจึงมองต้วนชิงหมิงตั้งแต่หัวจรดเท้า… ต้วนชิงหมิงไม่ได้สวยไปกว่านาง ท่าทางและอำนาจก็ไม่
อาจสู้นางได้ จะมีก็เพียงตัวที่ยืดตรงขึ้นมาด้วยความสงบเสงี่ยม สูงศักดิ์และไม่มีท่าทียอมอ่อนข้อให้กับผู้ใด!