การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 292 ขอโทษ
ดวงตาคู่นั้นของต้วนชิงหมิงวาววับสดใสเป็นประกาย ยิ่งทำให้ใครก็ตามที่ได้มองต่างต้องตกอยู่ในภวังค์จนถอนตัว
ไม่ขึ้น
แม้ใบหน้าของนางจะประดับรอยยิ้มเรียบๆ กลับรู้สึกว่ารอยยิ้มนั้นเต็มไปด้วยความสดใสอย่างไรอย่างนั้น
แสงแดดรำไรหลังเที่ยงวัน ลอดผ่านหน้าต่างทะลุม่านไม้ไผ่เข้ามาปะทะใบหน้าด้านข้างของต้วนชิงหมิง สะท้อน
ให้เห็นดวงหน้ากระจ่างของเด็กสาวอายุเพียงสิบปีที่ตอนนี้บนใบหน้าเล็กๆ นั่นกำลังยิ้มออกมาอย่างเจ้าเล่ห์
รอยยิ้มนั้นดึงดูดความสนใจของเหยียนหลิ่งรุ่ยเป็นอย่างมาก ทว่ากลับบาดลึกลงไปภายในใจเมื่อองค์หญิงจิ่นซิ่ว
ได้เห็น! สำหรับนางไม่ว่าต้วนชิงหมิงจะทำหรือพูดสิ่งใดก็ตาม ล้วนรู้สึกขัดหูขัดตา นางเกลียดต้วนชิงหมิง เกลียดเป็น
ที่สุด!
เวลานี้ทั้งสองคนต่างจ้องตากันเขม็ง องค์หญิงจิ่นซิ่วที่ยืนนิ่งมองต้วนชิงหมิง ยิ่งมองภายในใจก็ยิ่งเกลียดชังมากยิ่ง
ขึ้น ความเกลียดชังนั้นแสดงออกมาให้เห็นทางสายตาอย่างเปิดเผย
เด็กสาวขมวดคิ้วมุ่นขึ้นช้าๆ! เมื่อเห็นแววตาเกลียดชังของอีกฝั่าย
สายตาขององค์หญิงจิ่นซิ่วเผยความเกลียดชังออกมาให้เห็นอย่างชัดเจน ทั้งแววตาและสายตานั้นราวกับสามารถ
กินต้วนชิงหมิงเข้าไปได้ในคราวเดียว แม้นางจะไม่เคยล่วงเกินองค์หญิงจอมหยิ่งยโสผู้นี้ หรือมีเรื่องปะทะกันต่อหน้า
ก็ตาม ทว่าความรู้สึกของผู้หญิงนั้นแม่นยำ นางรับรู้ได้ถึงความโกรธเกลียดเคียดแค้นบางอย่างขององค์หญิงจิ่นซิ่วที่มีต่อ
นาง!
ความโกรธเกลียดเคียดแค้นระหว่างผู้หญิงนั้นเป็นเรื่องที่เกิดง่ายดาย ทว่าแก้ไขได้ยาก ต่อให้อีกฝั่ายเกลียดตนไป
แล้วก็จะไม่มีโอกาสที่ได้กลับมาคุยกันดีๆ อีก……แต่ในเมื่อเรื่องมาถึงขนาดนี้แล้ว นางก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องกังวลอีก
ต่อไป!
ภายในร้านนํ้าชาชั้นสองที่เงียบสงบอยู่นั้น เมื่อมีเสียงเอะอะโวยวายขององค์หญิงจิ่นซิ่วก็ทำให้ทุกสายตาต่างจ้อง
มองมาที่นาง แขกที่มาดื่มนํ้าชาอยู่นั้นต่างมองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตั้งแต่แรกจนถึงตอนนี้ แม้กระทั่งตอนที่องค์หญิงจิ่นซิ่
วกลั่นแกล้งรังแกต้วนชิงหมิง ทุกคนก็ต่างซุบซิบกันไปต่างๆ นานา
องค์หญิงจิ่นซิ่วไม่สนใจที่คนอื่นจะมองหรือพูดอะไรถึงตัวนาง นางกลับถลึงตาโต ชี้นิ้วไปที่ต้วนชิงหมิงแล้วตะโกน
เสียงดังลั่น “บังอาจ เจ้ากล้าไร้มารยาทกับองค์หญิงอย่างข้าหรือ?”
ต้วนชิงหมิงแสยะยิ้มมองด้วยสายตาแน่นิ่ง “ชิงหมิงเป็นคนที่เรียนมาน้อย เมื่อครู่ก็แค่พูดสอนน้องชาย……ว่าห้าม
ไปล่วงเกินองค์หญิง แต่ไม่ทราบว่า คำพูดไหนเป็นการเยาะเย้ยองค์หญิงหรือเพคะ?”
เมื่อองค์หญิงจิ่นซิ่วได้ฟังถึงกับชะงักไปครู่หนึ่ง
ใช่แล้ว คำพูดของต้วนชิงหมิงแม้จะไม่มีคำหยาบคายแม้แต่คำเดียว แต่กลับแฝงการหัวเราะเยาะและเสียดสีไว้ใน
คำพูด ดังนั้นองค์หญิงจิ่นซิ่วไม่ว่าจะโกรธเคืองเพียงใดก็ไม่สามารถเถียงสิ่งใดออกมาได้
นางหยุดชะงักครุ่นคิดครู่เดียว ก่อนจะกล่าวนํ้าเสียงลอดไรฟัน “องค์หญิงอย่างข้าคิดว่าเจ้าไร้มารยาทก็คือไร้
มารยาท หรือเจ้าจะเถียงข้าอย่างนั้นหรือ?”
ขณะที่ทั้งสองคนกำลังถกเถียงอยู่นั้น สายตาของแขกที่มาดื่มชาต่างจับจ้องและยกมือยกไม้ชี้มาที่องค์หญิงจิ่นซิ่ว
พลางขบขันกับภาพตรงหน้าที่องค์หญิงจิ่นซิ่วกำลังใช้อำนาจข่มเหงรังแกคนที่ไม่ทางสู้!
ทางด้านเหยียนหลิ่งรุ่ย เมื่อเห็นสถานการณ์ที่เริ่มไม่เป็นผลดีต่อองค์หญิงจิ่นซิ่ว ก็รีบลุกขึ้นยืนแล้วหันไปพูดกับ
นาง “เอาล่ะ พอได้แล้วจิ่นซิ่ว อย่าสร้างเรื่องที่นี่ ตอนนี้ก็ใกล้จะคํ่าแล้ว พวกเรากลับกันก่อนเถอะ!”
เหยียนหลิ่งรุ่ยพูดเพื่ออยากให้เรื่องมันแล้วกันไป เพียงแต่องค์หญิงจิ่นซิ่วได้ฟังกลับยิ่งโกรธาขึ้นมาอีกคำรบหนึ่ง
พลางยกมือขึ้นชี้หน้าของต้วนชิงหมิง พูดเสียงดังลั่น “พี่รองก็เห็นอยู่ว่านางกำลังรังแกข้า เหตุใดยังไปช่วยมันอีก?”
เหยียนหลิ่งรุ่ยฟังที่องค์หญิงจิ่นซิ่วพูดก็ได้แต่คิดในใจว่านางช่างโง่เขลาจนเกินเยียวยา เขาไม่ได้ตั้งใจช่วยต้วนชิงห
มิงแต่จะช่วยนางต่างหาก!
ทว่าองค์หญิงจิ่นซิ่วไม่เข้าใจความหมายที่เหยียนหลิ่งรุ่ยต้องการสื่อ พลางยกมือขึ้นชี้หน้าต้วนชิงหมิงอีกครั้ง “ต้
วนชิงหมิง เจ้าล่วงเกินข้า เจ้าต้องขอโทษข้ามาเดี๋ยวนี้!”
ต้วนชิงหมิงกลับยืนมองอีกฝั่ายนิ่งๆ พลางถอนหายใจยาวออกมาเฮือกหนึ่ง หาได้สนใจสิ่งที่องค์หญิงพูดไม่
ทางด้านต้วนอวี้เมื่อเห็นองค์หญิงจิ่นซิ่วกำลังรังแกต้วนชิงหมิง จึงผละตัวออกจากอ้อมอกของต้วนชิงหมิง แล้วชี้
นิ้วไปที่องค์หญิงจิ่นซิ่ว ตะโกนพูดเสียงดังเท่าที่เด็กน้อยคนหนึ่งจะพูดได้ “เจ้าไม่ขายหน้าหรอกหรือ… มาแย่งขนมกุ้ยฮ
วาของข้าก่อน ยังจะมาใส่ร้ายพี่สาวของข้า มิหนำซํ้ายังจะให้พี่สาวข้าขอโทษเจ้าอีก หรือว่าองค์หญิงทุกคนล้วนเป็นคนที่
ไม่มีเหตุผลเหมือนกันหมด?”
พอต้วนชิงหมิงได้ยินที่ต้วนอวี้พูดออกมาก็รีบห้ามปรามในทันที “อวี้เอ๋อร์จะพูดพล่อยๆ แบบนี้ไม่ได้นะ!”
ต้วนอวี้หันหน้ากลับมามองต้วนชิงหมิงแล้วพูดขึ้น “พี่สาว… อวี้เอ๋อร์ไม่มีทางยอมเป็นอันขาด หรือว่าเป็นองค์
หญิงแล้วทุกคนจะต้องหลีกทางให้ตลอดไป? เพราะนางเป็นองค์หญิงจึงสามารถรังแกคนอื่นได้ตามอำเภอใจอย่างนั้น
หรือ?”
ไม่เพียงแต่ต้วนอวี้ยอมรับไม่ได้ เขายังอยากจะสั่งสอนองค์หญิงจิ่นซิ่วสักยกหนึ่ง!
ต้วนชิงหมิงก้มหน้าลง ส่ายหน้าช้าๆ มองต้วนอวี้ด้วยสายตาตำหนิ “อวี้เอ๋อร์จะพูดไปเรื่อยอย่างนี้ไม่ได้ เข้าใจ
หรือไม่?”
เมื่อไม่ได้รับการสนับสนุนจากพี่สาว เขาจึงเบะปากไปอีกทางพลางเงยหน้ามองต้วนชิงหมิงครั้งหนึ่งแล้วหันหลัง
วิ่งจากไป “ฮือๆ พี่สาวไม่ต้องการน้องชายแล้ว… ฮือๆ พี่สาวช่วยองค์หญิงชั่วร้ายผู้นี้รังแกอวี้เอ๋อร์!”
พอต้วนชิงหมิงเห็นต้วนอวี้วิ่งจากไปพลันตกใจ รีบพูดขึ้น “อวี้เอ๋อร์กลับมานี่!”
ต้วนอวี้วิ่งอย่างรวดเร็วออกไปจนไม่เห็นแม้แต่เงา!
ต้วนชิงหมิงมองตามไป ทว่ากลับไม่เห็นแม้แต่เงาของน้องชาย นางรู้สึกร้อนใจไปหมดรีบหันไปทำความเคารพ
องค์หญิงจิ่นซิ่ว “องค์หญิง ขออภัยด้วยหวังว่าองค์หญิงที่จิตใจกว้างขวางจะยกโทษให้เด็กที่ไม่ประสีประสาด้วยนะ
เพคะ!”
เมื่อพูดจบก็หันไปทำความเคารพเหยียนหลิ่งรุ่ย แล้วรีบวิ่งลงจากชั้นสองตามต้วนอวี้ไป!
ทางด้านเสี่ยวเอ้อได้เห็นต้วนชิงหมิงกำลังจะรีบวิ่งลงก็ได้เข้ามาขวางทางไว้ “คุณหนู รบกวนจ่ายเงินก่อนขอรับ!”
ต้วนชิงหมิงรีบเปิดกระเปั๋าควักเศษเงินออกมาใส่มือของเสี่ยวเอ้อ กำลังจะหันหลังเพื่อวิ่งต่อ แต่นึกไม่ถึงว่ามีคน
มาดึงเสื้อของนางเอาไว้ นางหันหลังกลับไปก็เห็นใบหน้าที่เต็มไปด้วยความโกรธขององค์หญิงจิ่นซิ่ว ตะโกนใส่หน้าด้วย
ความโมโหอย่างมาก “ต้วนชิงหมิง เจ้าจะรีบหนีไปแล้วหรือ ยังไม่ได้ขอโทษข้าเลย!”
ด้วยความรีบร้อนประกอบกับความร้อนใจที่จะตามหาต้วนอวี้ นางจึงสลัดมือขององค์หญิงจิ่นซิ่วออกแล้วพูด
ตวาดเสียงดังลั่น “ขอถามองค์หญิง หม่อมฉันจะต้องขอโทษเรื่องอะไร เพราะว่าองค์หญิงกับน้องชายหม่อมฉันแย่งขน
มกุ้ยฮวากันอย่างนั้นหรือ ความผิดจึงกลับกลายเป็นของหม่อมฉัน หรือว่าที่น้องชายของหม่อมฉันวิ่งหายตัวไปยังไม่ใหญ่
เทียบเท่าขนมกุ้ยฮวาจานเดียว?”
ในชั่วพริบตาเดียวสายตาที่อ่อนโยนและท่าทีที่มีมารยาทนั้นได้พลันมลายหายไปในพริบตา กลับกลายเป็นสายตา
ที่ดุดันเหมือนกับพยัคฆ์ที่หากใครได้เห็นเป็นอันต้องผงะ แม้แต่องค์หญิงจิ่นซิ่วก็ตกใจจนพูดไม่ออก!
เวลานี้นางไม่มีกะจิตกะใจต่อล้อต่อเถียงกับองค์หญิงผู้นี้อีกต่อไป รีบหมุนตัววิ่งลงจากชั้นที่สองอย่างรวดเร็ว ไล่
ตามต้วนอวี้ไป
แต่เหยียนหลิ่งรุ่ยที่ยืนดูเหตุการณ์อยู่เฉยๆ กลับตกหลุมห้วงความคิดถึงต้วนชิงหมิงเข้าอย่างเต็มประตู
หลายวันมานี้เหยียนหลิ่งรุ่ยได้รับรายงานมา แต่ยังไม่มีหลักฐานมากพอจึงไม่ได้สนใจอะไรมากมายนัก จนตอนนี้
เห็นทีสิ่งที่คนมารายงานอาจจะเป็นเรื่องจริง… ไม่แน่ว่าที่เหยียนหลิ่งอวี๋หายตัวไปเพราะได้รับบาดเจ็บแล้วฟืนฟูบาดแผล
ได้เร็วจนไม่น่าเชื่อ คงจะต้องมีความเกี่ยวข้องกับบุตรสาวภรรยาเอกจวนต้วนไม่มากก็น้อยอย่างแน่นอน!
อีกทั้งช่วงนี้เหยียนหลิ่งอวี๋มีท่าทีที่เปลี่ยนแปลงไป ไม่ค่อยได้เห็นความเลือดเย็นและโหดเหี้ยมขององค์ชายสาม
เหมือนที่เคยเป็น ดูอย่างคุณหนูใหญ่ต้วนที่ทำไม่ดีกับเขาหลายต่อหลายครั้งแต่เขากลับนิ่งเงียบไม่ว่าสิ่งใด เพียงแค่จุดนี้
เหยียนหลิ่งรุ่ยที่รู้จักนิสัยของเหยียนหลิ่งอวี๋มาอย่างดีก็แทบไม่อยากจะเชื่อแล้ว!