การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 295 ต้วนชิงหมิงถูกบังคับ (2)
ต้วนชิงหมิงอ้าปากค้างเมื่อเห็นสิ่งที่ชายชุดดำทำ… เขาปีนกำแพงที่สูงชันขนาดนี้ได้อย่างไร? หรือว่านํ้าหนักตัว
ของตัวนางรวมกับต้วนอวี้แล้วยังหนักไม่พอ
เด็กสาวทำได้เพียงครุ่นคิด ชายชุดดำก็อุ้มนางพร้อมกับแบกต้วนอวี้ไต่ขึ้นกำแพงมาอย่างคล่องแคล่วว่องไว
ลมหนาวเย็นยะเยือกพัดวูบผ่านหลังของต้วนชิงหมิง นางจับไหล่ของเขาไว้แน่น พลางกรีดร้องและพูดด้วยเสียง
สั่นเครือ “ว๊าย! ระวังอวี้เอ๋อร์ด้วย”
ชายชุดดำหันมามองคนในอ้อมแขนพลางส่งสายตาสื่อความหมายให้ต้วนชิงหมิงได้รับรู้… ถึงตอนนี้แล้วยังมัวห่วง
แต่น้องชายอย่างนั้นหรือ?
ต้วนชิงหมิงหันไปอีกทางด้วยไม่อยากจะสบตากับชายชุดดำ ทว่าทันทีที่หันหน้าไปกลับเห็นเพียงร่างกายที่กำลัง
ลอยข้ามกำแพงลงมาอีกฝังอย่างรวดเร็วจนต้องหลับตาปี!
สายลมพัดผ่านให้ผมเผ้ากระเซอะกระเซิง และเสื้อผ้าที่พลิ้วไหวไปมาตามแรงลม ต้วนชิงหมิงที่ไม่เคยได้สัมผัส
เกือบจะเป็นลม ตอนนี้นางรู้สึกพะอืดพะอมอยากจะอาเจียน นางจึงเลือกที่จะหลับตาปีไม่กล้ามองลงไปด้านล่าง ได้ยิน
เพียงเสียงสายลมหวีดหวิวข้างใบหู
“ดูเร็ว พวกนั้นมันไต่ขึ้นไปบนกำแพงแล้ว!”
ทว่าต้วนชิงหมิงกลับได้ยินเสียงเหล่านั้นฟังดูห่างไกลออกไปทุกทีๆ จนแทบไม่ได้ยิน
ผ่านไปนานเพียงใดก็สุดที่จะรู้ ที่ต้วนชิงหมิงลอยอยู่ในอากาศและลงสู่พื้นดินอย่างปลอดภัย นางยังคงเวียนหัว
และซวนเซไปทางชายชุดดำคล้ายหน้าจะคะมำ แต่ชายชุดดำมือไว คว้าประคองต้วนชิงหมิงพลางกล่าวเอ่ยปากชมขึ้น
“เจ้านี่ใช้ได้เลย รู้ตัวหรือไม่ว่าเจ้าช่างแตกต่างจากผู้หญิงคนอื่นที่ปั่านนี้คงร้องเสียงดังลั่นสนั่นหวั่นไหวไปแล้ว!”
อันที่จริงต้วนชิงหมิงในเวลานี้อยากจะร้องไห้ด้วยความตกใจเสียเต็มประดา เพียงแต่นํ้าตาเจ้ากรรมไม่ไหลออกมา
เท่านั้นเอง ต้วนชิงหมิงไม่แน่ใจว่าชายชุดดำคนนี้กำลังชื่นชมนางจากใจ หรือว่ากำลังพูดประชดประชันนางอยู่กันแน่?
ยังไม่ทันที่เด็กสาวจะทันได้เอ่ยปากพูด เขาก็หมุนตัวกลับแล้วจากไปอย่างรวดเร็ว
ต้วนชิงหมิงรีบวิ่งตามไปติดๆ จนพบว่าสถานที่ที่ทั้งสองคนลงมาเป็นซอยเล็กๆ ซอยหนึ่ง เงียบ……เงียบมาก ผู้คน
ต่างหายไปไหนกันหมด นางเร่งฝีเท้าตามชุดดำคนนั้นไป พูดเสียงเย็นชืด “เจ้าจะพาพวกเราไปที่ไหน?”
ชายชุดดำคนนั้นไม่หยุดมอง และไม่สนใจที่ต้วนชิงหมิงเอ่ยถาม เห็นเพียงแขนข้างหนึ่งอุ้มต้วนอวี้ ส่วนมืออีกข้าง
เอื้อมไปด้านหลังหยิบหมวกกุ้ยเล้ยขึ้นมาปิดบังหน้าตา แล้วเร่งฝีเท้าไปข้างหน้า แม้ต้วนชิงหมิงจะไร้เรี่ยวแรงกลับฝืน
กัดฟันวิ่งตามทว่าก็ยังตามไม่ทัน ชายชุดดำยังคงเดินหน้าต่อไปโดยไม่สนใจนาง
แม้จะเร่งอย่างไรก็ตามไม่ทัน แต่นางไม่ละความพยายามสาวเท้าตามไปติดๆ อีกซอยหนึ่ง ในซอยนั้นทั้งแคบทั้ง
ยาวและคดเคี้ยวเลี้ยวลดจนต้วนชิงหมิงเดินจนมาเจอถนนอีกเส้นหนึ่ง สายตาพลันเห็นรถม้าสีดำคันหนึ่งจอดหยุดนิ่งอยู่
เบื้องหน้า ดูจากล้อเหมือนทำจากไม้ที่แข็งแรง ทว่ากลับไม่มีสัญลักษณ์ใดๆ ติดให้เห็น
ที่รถม้าไม่ได้มีคนอยู่แม้แต่คนเดียว ดูเหมือนมีคนเตรียมการไว้เป็นอย่างดีก่อนหน้านี้แล้ว ชายชุดดำได้ใช้มือหนึ่ง
อุ้มต้วนอวี้เอาไว้ ส่วนมืออีกข้างก็ผลักต้วนชิงหมิงอย่างแรงไปที่รถพร้อมกับพูดเสียงตํ่า “รีบขึ้นรถม้าเสีย!”
ก่อนที่ต้วนชิงหมิงจะก้าวเท้าขึ้นบนรถม้าก็เหลือบเห็นใบหน้าที่ซีดขาวของต้วนอวี้ จึงหันหน้าขวับกลับไป กัดฟัน
ถาม “เจ้าทำร้ายอวี้เอ๋อร์อย่างนั้นหรือ? ทำไมจนถึงตอนนี้เขายังไม่ได้สติขึ้นมาอีก?”
ชายชุดดำหันมามองด้วยสายตาที่เย็นชาพร้อมกับแสยะยิ้ม “เจ้าวางใจเถอะ ข้าบอกแล้วว่าเขาเป็นเพียงหมากตัว
หนึ่งเท่านั้น ถ้ายังไม่ได้ของที่ต้องการ ข้าจะไม่ทำร้ายเขา!”
ต้วนชิงหมิงเม้มปากเป็นเส้นตรง พลางสูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วปรายตามองชายชุดดำด้วยความรำคาญใจ…
จนถึงเวลานี้ชายคนนั้นก็ยังไม่ยอมพูดว่าเขาต้องการอะไรและมาที่นี่เพื่อทำสิ่งใด ถ้าเขายังไม่พูดจุดประสงค์ออกมาแล้ว
นางจะรู้ได้อย่างไร เหตุใดเขาต้องจับต้วนอวี้เป็นตัวประกันและทำเช่นนี้ไปเพื่ออะไร?
ต้วนชิงหมิงจนปัญญาที่จะคิดหาคำตอบ ผินหน้ามองผู้เป็นน้องชายตาละห้อยแล้วยอมขึ้นรถไปแต่โดยดี จากนั้น
ชายชุดดำก็นำต้วนอวี้ขึ้นมาไว้บนรถม้าแล้วบังคับม้าให้เดินทางออกไปนอกกำแพงเมืองหลวง!
รถม้าวิ่งทะยานไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วบนพื้นที่ขรุขระ จนรถโคลงเคลงไปซ้ายทีขวาที นางดึงต้วนอวี้เข้ามากอด
ไว้แน่นด้วยความกังวล พยายามคิดหาวิธีหนีออกไป
เหตุใดต้วนอวี้จึงยังไม่ได้สติขึ้นมา
ต้วนชิงหมิงขมวดคิ้วขึ้นพร้อมกับยื่นมือขึ้นไปตบแก้มเรียกสติอีกฝั่าย ทว่าต้วนอวี้ยังคงนอนหลับแน่นิ่งไม่ได้สติ
อีกทั้งไม่ว่าต้วนชิงหมิงจะใช้วิธีใดในการปลุก เขาก็ยังไม่มีทีท่าที่จะได้สติขึ้นมา
นางครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ก่อนจะหยิบปินปักผมออกมา แล้วนำปินปักผมนั้นจิ้มไปที่คอของต้วนอวี้อย่างแรงครั้งหนึ่ง!
ครั้งนี้ต้วนอวี้สะดุ้งโหยงจนเกือบจะกระโดดขึ้นมาได้ เขาตะโกนเสียงดังลั่น “ใคร เป็นใครที่มาทิ่มคุณชายอย่าง
ข้า…”
ต้วนชิงหมิงรีบเอามือมาปิดปากต้วนอวี้ไว้แน่น ไม่ให้เขาส่งเสียงพูดออกมาแม้แต่คำเดียว เด็กน้อยจึงยกมือขึ้นมา
จับตรงคออย่างรู้สึกเจ็บปวดเป็นที่สุด แล้วหันไปมองผู้เป็นพี่สาวด้วยสายตาโกรธเคือง “เป็นใครกันที่กล้าตีข้าสลบไป?”
ต้วนอวี้ยังจำภาพเหตุการณ์ที่เขาวิ่งลงมาจากชั้นสองในร้านนํ้าชาซานสุ่ย เพื่อตั้งใจให้ต้วนชิงหมิงตามมา จะได้ไม่
ต้องไปรับมือกับแผนการที่องค์หญิงจิ่นซิ่ววางแผนไว้ อีกทั้งตรงถนนก็มีคนคอยแอบสะกดรอยตามต้วนอวี้มาติดๆ แต่เขา
ไม่ทันได้ระมัดระวังตัวก็ถูกชายชุดดำที่อยู่ในซอยตีตรงคอจนหมดสติไป…
ต้วนชิงหมิงโอบกอดต้วนอวี้อย่างเบามือแล้วพูดเสียงเบาว่า “ไม่เป็นอะไรแล้ว… อวี้เอ๋อร์ไม่ต้องกลัว ตอนนี้
ปลอดภัยแล้ว!”
ถึงแม้ต้วนชิงหมิงจะบอกว่าไม่เป็นไรแล้ว ทว่าในใจของนางกลับไม่ได้รู้สึกเฉกเช่นที่พูด! นางยกมือที่สั่นเทาลูบไป
ที่คอของต้วนอวี้อย่างเบามือ!
ในชาติที่แล้วนางไม่ได้ปกปั้องอวี้เอ๋อร์ให้ดี ดังนั้นในชาตินี้ไม่ว่าจะต้องแลกกับอะไรก็ตาม นางจะไม่ให้ต้วนอวี้เป็น
อะไรไปแม้แต่น้อย!
อยู่ๆ ต้วนอวี้ก็สัมผัสถึงความผิดปกติบางอย่างของต้วนชิงหมิง
เด็กน้อยเงยหน้าขึ้น และมองออกไปทางนอกหน้าต่างของรถม้า พูดอย่างตกใจ “อ่ะ พี่ชิงหมิง พวกเราจะไปไหน
กันหรือ?”
อีกฝั่ายเอาแต่ส่ายหน้า พูดเสียงเบาละม้ายกระซิบให้ได้ยินเพียงสองคน ไม่ให้ต้วนอวี้ตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น “อวี้เอ๋
อร์ไม่ต้องกลัวนะ พี่อยู่ที่นี่แล้ว!”
ต้วนอวี้ขมวดคิ้วด้วยความฉงนใจ “พี่สาว อวี้เอ๋อร์ไม่เข้าใจในสิ่งที่ท่านพี่พูด?”
ยังไม่ทันที่ต้วนชิงหมิงจะตอบกลับ พลันได้ยินเสียงชายชุดดำส่งเสียงพูดขึ้น “มีอะไรที่ยังไม่เข้าใจอีกหรือ พวกเจ้า
ทั้งสองคนเป็นนักโทษที่ข้าจับมาอย่างไรเล่า!”
ต้วนอวี้ได้ยินก็ถึงกับตกใจสะดุ้งโหยงขึ้นมา “เจ้าว่าอะไรนะ!” ต้วนอวี้ลุกพรวดขึ้นอย่างตกใจสุดขีดจนศีรษะ
กระแทกกับหลังคารถม้าเข้าอย่างแรงจนเขาร้อง “โอ๊ย” ขึ้นมาด้วยความเจ็บปวด!
เวลานี้ทั้งคอและหัวของเขาต่างเจ็บไปหมด ทำไมเขาถึงต้องโชคร้ายถึงขนาดนี้ด้วย
เมื่อต้วนชิงหมิงได้เห็นน้องชายหัวกระแทกเข้าอย่างจัง รีบยื่นมือขึ้นไปลูบหัวของเขาแล้วพูดอย่างปลอบโยน “อวี้
เอ๋อร์เด็กดี ทำไมถึงลุกพรวดจนหัวกระแทกได้ล่ะ?”
ต้วนอวี้ไม่ได้สนใจความเจ็บปวดที่ได้รับ แต่เขาจับไปที่มือของต้วนชิงหมิงพร้อมกับถามอย่างสงสัย “พี่สาว อะไร
คือนักโทษ? สิ่งที่ชายชุดดำพูดหมายความว่าอะไรกันแน่?”
ต้วนอวี้ยังไม่เข้าใจที่ชายคนนั้นพูดว่า ‘นักโทษ’ นั้นคือสิ่งใด?
ชายชุดดำคนนั้นเมื่อได้ยินที่ต้วนอวี้เอ่ยถามต้วนชิงหมิง ก็ได้แต่หัวเราะเยาะขึ้นมา!
เด็กสาวได้แต่ถอนหายใจแล้วเอ่ยขึ้น “ชายชุดดำนั้นจับเจ้ามาเพื่อบีบบังคับให้พี่มอบของที่เขาต้องการ… แต่ว่าพี่
ไม่รู้จริงๆ ว่าเขาต้องการอะไร!”
พอต้วนอวี้ได้ฟังก็ร้องขึ้นเสียงดัง “นี่! เจ้าต้องการอะไรกันแน่! ในตัวของพี่สาวข้าไม่มีของที่เจ้าต้องการหรอก!”
เสียงรถม้าวิ่งดังกลบเสียงของต้วนอวี้จนหมด แต่หูที่ไวของชายชุดดำกลับได้ยินทุกคำพูดของต้วนอวี้ เขาแสยะยิ้ม
กล่าวคำโดยไม่หันหลังกลับมามอง “ไม่รู้หรอกหรือ……เจ้าลองถามพี่สาวของเจ้าดูสิ เมื่อหลายเดือนก่อนมีคนมอบธนู
ชวนเย่ว์ให้นางหรือไม่?”