การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 299 ความลับของธนูชวนเย่ว์
เมื่อเหยียนหลิ่งอวี๋เงยหน้าขึ้นมองต้วนชิงหมิงก็พบว่านางได้จัดเสื้อผ้าและทรงผมเสร็จเรียบร้อยแล้วแม้จะไร้ซึ่ง
เครื่องประดับติดตัวเพราะได้ร่วงหล่นไประหว่างทางที่มา ทว่ากลับดูงดงามเป็นธรรมชาติอย่างยิ่ง
เหยียนหลิ่งอวี๋หยุดชะงักงันกับภาพตรงหน้ารู้สึกหัวใจเต้นแรงอย่างบอกไม่ถูก พริบตาเดียวจึงตอบคำถามที่ต้วน
ชิงหมิงถามขึ้น “เจ้ายังจำครั้งก่อนที่ข้าบาดเจ็บได้หรือไม่? ทั้งหมดเป็นฝีมือของชายชุดดำคนนี้!”
มือของเขายังคงชี้ไปที่ใบหน้าของชายชุดดำที่นอนแน่นิ่งและเต็มไปด้วยคราบเลือด จากมุมมองของต้วนชิงหมิง
สายตาของเหยียนหลิ่งอวี๋นั้นเต็มเปียมไปด้วยความเคียดแค้นและเหี้ยมโหดออกมาให้เห็น
จนนางอดถามขึ้นมาไม่ได้ “เขาเป็นคนทำให้ท่านบาดเจ็บอย่างนั้นหรือ?”
อีกฝั่ายหัวเราะอย่างเย็นชา “เจ้านี่นะหรือ… หึ! ไม่มีความสามารถขนาดนั้นหรอกแต่เพราะมันร่วมมือกับคนอื่น
มาเล่นงานข้า ประจวบเหมาะกับตอนนั้นไม่ทันระวังเลยตกหลุมพรางของคนพวกนั้นเข้า!”
เขาหยุดเว้นจังหวะอย่างเลี่ยงที่จะเล่ารายละเอียดทั้งหมดแล้วพูดอย่างเร่งรีบอีกครั้ง “ครั้งนี้มันตกมาอยู่ในของข้า
แล้ว คงมีความลับหลายเรื่องที่สามารถล้วงออกมาได้!”
ต้วนชิงหมิงรู้ดีว่าบรรดาองค์ชายคงไม่ยินดีให้คนอื่นล่วงรู้ความลับของพวกเขา จึงไม่ได้เอ่ยถามต่อไป และเลือกที่
จะจับมือต้วนอวี้เดินจากไปโดยไม่สนใจเด็กหนุ่มตรงหน้าอีก!
เมื่อครู่นี้เหยียนหลิ่งอวี๋ได้บอกแล้วเขาสามารถบังคับรถม้าได้ แต่ตอนนี้ทั้งสองคนกลับปล่อยให้เขาอยู่กับชายชุด
ดำที่รถม้าเพียงลำพังโดยที่พวกนางจากไปแล้วอย่างนั้นหรือ!
ต้วนอวี้มองต้วนชิงหมิงสลับกับมองไปที่เหยียนหลิ่งอวี๋ด้วยแววตาที่สับสนงุนงง พลันเอ่ยถามเสียงเบา “พี่สาว
พวกเราไม่ต้องรอองค์ชายสามก่อนหรอกหรือ?”
ผู้เป็นพี่สาวตอบอย่างไม่สบอารมณ์ “จะรอเขาไปทำไม ไม่เห็นหรือองค์ชายสามกำลังยุ่งอยู่?”
เหยียนหลิ่งอวี๋ยืนมองต้วนชิงหมิงสลับกับมองต้วนอวี้ด้วยสายตาที่จนปัญญา พลางสืบเท้าเดินเข้าไปหาเด็กสาว
ตรงหน้า “เช่นนั้น……ไปกันเถอะ พวกเรากลับไปด้วยกัน!”
ต้วนชิงหมิงเห็นเหยียนหลิ่งอวี๋โยนชายชุดดำลงบนหิมะก็เอ่ยถามขึ้น “แล้วเจ้านี่ล่ะ?”
หึ หึ! ถ้าจะให้นางขึ้นรถม้าร่วมกับชายชุดดำคนนี้มีหรือที่นางจะยอม!
ทว่าเพียงเหยียนหลิ่งอวี๋กวักมือขึ้นโบกไปบนอากาศพริบตาเดียวก็มีชายชุดดำจำนวนมากโรยตัวลงมาจากไหนก็
สุดรู้มาคุกเข่าอยู่หน้า เขาชี้นิ้วไปที่ชายชุดดำที่นอนสลบอยู่บนหิมะออกคำสั่ง “เอาตัวเจ้านี่กลับไป!”
แล้วกล่าวเสริมขึ้นอีกประโยค “กดจุดสกัดเอาไว้อย่าให้มันขยับตัวได้ เจ้านี่มันเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราวระวังมันจะ
หลบหนีไป!”
ชายชุดดำเหล่านั้นรับคำแล้วนำตัวชายชุดดำที่สลบผู้นั้น แบกหายไปอย่างไร้ร่องรอย ที่นี่เหลือพวกเขาเพียงสาม
คนเหยียนหลิ่งอวี๋เดินไปที่หน้ารถม้าแล้วจูงเชือกพาม้าเดิน!
ต้วนชิงหมิงมองค้อนเขาไปหนึ่งทีอย่างตำหนิกลายๆ ไหนเขาพูดโอ้อวดว่าขับรถม้าเป็นมิใช่หรือ?
เด็กหนุ่มมองต้วนชิงหมิงด้วยสายตาที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่… เขาพูดเพียงว่าบังคับรถม้าได้แต่ไม่ได้พูดว่าเขาจะขับได้นี่
หน่า!
อีกฝั่ายได้ยินพลันโกรธขึ้นมาสะบัดหน้าหันไปพูดกับต้วนอวี้ ไม่แม้แต่ปรายตามองเหยียนหลิ่งอวี๋อีก
รถม้าเคลื่อนตัวได้รวดเร็วกว่าที่คิดและสิ่งที่ไม่เหมือนกับตอนมาก็เห็นจะเป็นมีคนคอยระวังทางที่เป็นหลุมเป็นบ่อ
ไม่ให้ล้อรถตกลงไป……ต้วนชิงหมิงคิดในใจ เมื่อก่อนได้ยินเรื่องที่เขาฆ่าคนได้อย่างเลือดเย็นคิดไม่ถึงว่าความสามารถใน
การจูงม้าก็ยอดเยี่ยมไม่น้อยไปด้วย
ในตอนนี้เหยียนหลิ่งอวี๋มองไปทางต้วนชิงหมิงด้วยสายตาที่จริงจังอย่างมาก เขาถามขึ้นเสียงเบาอย่างสงสัย
“ไหนเจ้าลองบอกมาสิว่าทำไมชายชุดดำคนนั้นจึงต้องไล่ตามเจ้าด้วย?”
ระหว่างทางจูงรถม้าเขาได้คิดเรื่องนี้ทบทวนไปมาอยู่หลายต่อหลายรอบ…ชายชุดดำคนนั้นทำเรื่องชั่วร้ายมามาก
ในครั้งก่อนเขาก็เคยมาเล่นงานเหยียนหลิ่งอวี๋โดยเฉพาะแต่เหตุผลประการใดกันแน่ที่ชายชุดดำคนนั้นจะเปลี่ยนเปั้า
หมายในชั่วพริบตาเดียวมาเป็นต้วนชิงหมิง?
ถ้าจะบอกว่าชายชุดดำคนนั้นอยากจะใช้ประโยชน์จากต้วนชิงหมิงมาเป็นตัวประกันล่อเหยียนหลิ่งอวี๋ก็ไม่น่าจะ
พาต้วนอวี้มาด้วย เพราะเป็นที่รู้กันทั่วว่าชายชุดดำคนนั้นมีจิตใจมืดดำและฆ่าคนอย่างกับผักปลา ถ้าระหว่างทางชายชุด
ดำอยากจะฆ่าต้วนอวี้ละก็ ต้วนชิงหมิงคงไม่มีทางห้ามได้อยู่! พูดได้ว่าเรื่องนี้มันไม่ชอบมาพากลอย่างมาก!
ต้วนชิงหมิงกอดต้วนอวี้เอาไว้แล้วหันไปถามเหยียนหลิ่งอวี๋ “เจ้ารู้กันคนที่ชื่อ ‘อวี่เหมิง’ หรือไม่”
เหยียนหลิ่งอวี๋ชะงักไปก่อนที่จะถามขึ้น “อวี่เหมิงที่ว่านั้นหมายถึงคนหรือว่าสิ่งใดกัน?”
เหยียนหลิ่งอวี๋ถามอย่างระมัดระวังตัวเป็นที่สุดนางถามไปด้วยพร้อมกับสังเกตสายตาและท่าทางของต้วนชิงหมิง
ไปด้วย ดูท่าแล้วเหมือนอยากจะดูต้วนชิงหมิงพูดบางสิ่งบางอย่างออกมา!
นางได้แต่ส่ายหน้าช้าๆ “พูดตามตรง ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน…”
เมื่อเห็นเหยียนหลิ่งอวี๋ขมวดคิ้วขึ้นอย่างน่าแปลกใจ ต้วนชิงหมิงก็มองค้อนเขาไปอีกหนึ่งครั้งแล้วเล่าเรื่องอย่าง
ช้าๆ “ในวันนั้นระหว่างที่ข้าเดินเล่นอยู่ในสวนดอกไม้หลังจวน ได้พบชายคนหนึ่งที่เลือดเปือนเต็มตัวไปหมด… เขาบังคับ
ให้ข้าช่วยรักษาของไว้ชิ้นหนึ่ง ตอนนั้นข้ารักษาบาดแผลให้เขาและเลือกที่จะปฏิเสธช่วยรักษาของให้เขาไป!”
อีกอย่างวันนั้นเป็นวันแรกที่ต้วนชิงหมิงกลับชาติมาเกิดใหม่ เรื่องนี้จึงไม่อาจเล่าให้ใครฟังได้ก็เท่านั้น!
นางอยากเล่าเรื่องนี้ให้เหยียนหลิ่งอวี๋ได้ฟังทั้งหมดประการแรก ไม่แน่ว่าเหยียนหลิ่งอวี๋จะช่วยนางตามหาคนที่ชื่อ
‘อวี่เหมิง’ ประการที่สองเรื่องนี้ได้รบกวนจิตใจของนางมานานแล้ว ถ้านางหาคนคนนั้นเจอ แล้วถามเรื่องธนูชวนเย่ว์ได้
ทุกอย่างก็เป็นอันกระจ่างแจ้ง!
เหยียนหลิ่งอวี๋ได้ฟังที่ต้วนชิงหมิงถามขึ้นเขาก็ทำเพียงหยักหน้าขึ้นลงช้าๆ โดยไม่พูดแทรกขึ้นมา… ทั้งเขาและต้
วนชิงหมิงล้วนมีความลับของตนเองที่ไม่อาจบอกใครได้ บางเรื่องนั้นสามารถพูดให้อีกฝั่ายฟังได้แต่บางเรื่องก็ไม่สะดวกที่
จะพูดออกมา ตอนนี้นางพร้อมแล้วที่จะเล่าเรื่องนี้ออกมาให้ฟังเเน่นอนว่าเหยียนหลิ่งอวี๋ก็ใจจดใจจ่อที่จะรอฟังด้วยเช่น
กัน!
นางนิ่งเงียบไปประเดี๋ยวเดียวก่อนเล่าต่ออย่างไม่รีบร้อน “เมื่อทำแผลให้เสร็จ ข้าก็ได้ออกไปเดินออกไปจากนั้นก็
ไม่ได้ยินเรื่องของคนคนนั้นอีกเลย แต่ใครจะไปรู้ว่าผ่านไปไม่กี่วันข้าก็ได้พบคนอื่นถือของชิ้นนั้นเดินอยู่บนถนน แล้ว
เกือบถูกหยางซือฉีแย่งไป…”
เหยียนหลิ่งอวี๋ขมวดคิ้วขึ้นมาก่อนที่จะเอ่ยปากพูดขึ้น “หยางซือฉี อย่างนั้นหรือ”
ต้วนชิงหมิงพยักหน้ารับ “ใช่แล้ว หยางซือฉีจากจวนซุนอาน!”
“เอ๊ะ” เหยียนหลิ่งอวี๋อุทานเสียงเรียบออกมา ไม่เอื้อนเอ่ยคำใดต่อจากนั้น
ต้วนชิงหมิงยังคงเล่าต่อไปเรื่อยๆ “แต่หลังจากนั้นอีกไม่เกินสองวัน ของสิ่งนั้นก็มาปรากฏอยู่บนโต๊ะภายในห้อง
นอนของข้า บนนั้นมีกระดาษที่เขียนด้วยเลือดแผ่นหนึ่ง ใจความเขียนว่าหวังว่าเจ้าจะนำของชิ้นนี้ไปมอบให้กับคนที่ชื่อ
‘อวี่เหมิง’ หรือไม่ก็คนในราชสำนักอะไรนี่แหละข้าก็จำเรื่องไม่ค่อยจะได้แล้ว!”
ต้วนชิงหมิงฝืนยิ้มขึ้นมาแล้วทำไม้ทำมือ “ของชิ้นนั้น พวกเขาเรียกมันว่า ‘ธนูชวนเย่ว์’!”
อันที่จริงต้วนชิงหมิงอยากบอกเป็นชื่ออื่นทว่าปากไวกว่าความคิด นางเปลี่ยนคำไม่ทันเสียแล้ว
ต้วนชิงหมิงตกใจอยู่ไม่น้อยเมื่อเห็นสายตาของเหยียนหลิ่งอวี๋ชะงักไป จากนั้นเขาก็พูดต่อไปว่า “เรื่องนี้เจ้าก็ไม่
ทราบเหมือนกันเหตุใดชายชุดดำคนนั้นถึงต้องจับน้องชายเจ้ามาเพื่อบีบบังคับให้เจ้ามอบธนูชวนเย่ว์ให้กับเขาใช่หรือ
ไม่?”
ต้วนชิงหมิงพยักหน้าเป็นการตอบรับว่าถูกต้องแล้ว
เรื่องนี้ที่จริงแล้วไม่ได้เกี่ยวข้องกับต้วนอวี้แม้แต่น้อยทว่าวันนี้ชายชุดดำคนนั้นกลับใช้ต้วนอวี้ในการบีบบังคับนาง
ดังนั้นต้วนชิงหมิงจึงกลัวว่าเรื่องนี้จะนำอันตรายไปถึงคนรอบข้างนางจึงเลือกที่จะพูดออกมา!
เหยียนหลิ่งอวี๋พยักหน้าเพื่อแสดงว่าเขารับทราบแล้ว หลังจากที่เขาครุ่นคิดอยู่หลายตลบก็ถามอย่างแปลกใจขึ้น
มา “แล้วเหตุใดเจ้าไม่เอาของชิ้นนั้นมอบให้เขาไปเล่า?”
เพราะว่าคนที่รู้คุณค่าของธนูชวนเย่ว์นั้นมีไม่มาก แต่ต้วนชิงหมิงเลือกที่จะไม่ให้คนอื่นซึ่งเป็นสิ่งที่น่าแปลกเหนือ
เกิน เพราะเท่าที่เขารู้ ภายในใจของต้วนชิงหมิงนั้นต่อให้เอาคนทั้งหมดมารวมกันก็ยังไม่สำคัญเท่ากับต้วนอวี้เพียงคน
เดียว!
สายตาของต้วนชิงหมิงแน่นิ่งลงไปชั่วขณะ “ในเมื่อธนูชวนเย่ว์เกี่ยวพันไปถึงคนสองชีวิต และไม่รู้ว่าในวันข้าง
หน้ายังจะมีคนอีกเท่าไรที่ยอมใช้ชีวิตเข้าแลกเพื่อให้ได้มา ถ้าข้าเลือกที่จะคนอื่นไปโดยง่ายนอกจากจะช่วยปกปั้องต้วนอ
วี้ไม่ได้แล้วก็ต้องสูญเสียธนูชวนเย่ว์ให้ตกไปอยู่ในมือของคนอื่น ฉะนั้นข้าไม่มีทางให้คนพวกนั้นเป็นอันขาด!”
เหยียนหลิ่งอวี๋พยักหน้าด้วยความเข้าใจ!
โชคดีเหลือเกินที่ต้วนชิงหมิงไม่ได้มอบธนูชวนเย่ว์ให้คนอื่นไป เขาเชื่อว่าหากนางให้ธนูชวนเย่ว์กับใครก็แล้วแต่นา
งกับต้วนอวี้ก็คงกลายเป็นผีไปนานแล้ว