การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 300 เจ้าไม่รู้จักพูดอย่างพอเหมาะพอควร
- Home
- การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง
- ตอนที่ 300 เจ้าไม่รู้จักพูดอย่างพอเหมาะพอควร
ธนูชวนเย่ว์นั้นมีความสำคัญใหญ่หลวงที่หากตกไปอยู่ในมือของคนไม่ดี เรื่องแย่ๆ ก็อาจจะเกิดขึ้นได้
ใบหน้าของต้วนชิงหมิงแดงระเรื่อขึ้นมาเล็กน้อย นางชำเลืองมองไปที่เหยียนหลิ่งอวี๋ “พูดตามตรง ข้าก็ไม่รู้
เหมือนกันว่าธนูชวนเย่ว์นั้นมีความลับอะไรซ่อนไว้ แต่เมื่อรับปากคนคนนั้นไว้ก็จำต้องรักษาคำพูดที่ได้ให้ไว้ ดังนั้นจึงหวัง
ว่าองค์ชายสามจะช่วยมอบของสิ่งนี้ให้กับ ‘คนของอวี่เหมิง’ หรือไม่ก็คนในราชสำนัก!”
เหยียนหลิ่งอวี๋ยิ้มขึ้นเล็กน้อย “อันที่จริง ‘คนของอวี่เหมิง’ ไม่ได้เป็นความลับอะไร… เขาเป็นเพียงทหารรักษา
พระองค์คนหนึ่ง มีหน้าที่คอยถวายความปลอดภัย……”
เมื่อต้วนชิงหมิงได้ยินถึงกับตกตะลึงจนอ้าปากค้าง ดวงตาเบิกตาโต เหยียนหลิ่งอวี๋เพียงหัวเราะนางเล็กน้อย ก่อน
จะเอ่ย “ช่างบังเอิญอะไรเช่นนี้ อวี่เหมิงผู้นี้เป็นองครักษ์สังกัดของข้าเอง!”
ตอนนี้เด็กสาว พูดอะไรไม่ออกอีกเลย!
ที่แท้ ‘อวี่เหมิง’ ที่รบกวนจิตใจนางมานานแสนนานกลับเป็นองครักษ์ในสังกัดขององค์ชายสามนี่เอง!
ใบหน้าของต้วนชิงหมิงที่ตอนนี้ประเดี๋ยวขมวดคิ้วมุ่นประเดี๋ยวผ่อนคลาย สับสนงุนงงปะติดปะต่อเรื่องราว คำว่า
“อวี๋” ในชื่อของ “เหยียนหลิ่งอวี๋” กับชื่อ “อวี่” ในชื่อของ “อวี่เหมิง” แค่เพี้ยนเสียงกันนิดเดียวเท่านั้นเอง
ต้วนชิงหมิงถึงกับไปต่อไปถูก อีกทั้งไม่อยากจะสนใจเหยียนหลิ่งอวี๋อีกต่อไปแล้ว!
ทว่าตอนนี้นางเริ่มสงสัยในตัวเขาขึ้นมาแล้ว……หรือเป็นองค์ชายสามที่ส่งชายชุดดำมาแย่งของจากนาง เพื่อ
เตรียมการทำเรื่องชั่วร้ายบางอย่าง
เด็กหนุ่มฝืนยิ้มขึ้นมาเมื่อเห็นใบหน้าที่ครุ่นคิดอย่างสงสัยของต้วนชิงหมิง… เขาพบว่าในสายตาของต้วนชิงหมิงไม่
เคยมองเขาในแง่ดีเลยแม้แต่น้อย นางคงมองว่าเขาเป็นคนที่ทำแต่เรื่องชั่วร้ายต่างๆ นานา!
เหยียนหลิ่งอวี๋นิ่งคิดอยู่ชั่วครู่ก่อนจะอธิบาย “เรื่องนี้ถ้าบอกกับเจ้าก็คงจะไม่เป็นอะไรกระมัง…” เด็กหนุ่มหยุด
เว้นจังหวะหายใจเข้าออกลึกๆ “ธนูชวนเย่ว์นั้นได้หายสาบสูญไปนานหลายปี ครั้งนี้ฝั่าบาทมีพระราชโองการลับให้ข้าไป
หามันกลับมาให้ได้ ภายในสองปีมานี้ข้าได้ส่งองครักษ์ออกไปตามหาไม่น้อย ทว่าไม่ได้ข่าวคราวกลับมาอีกเลย ครั้งนี้เป็น
เรื่องที่หาได้ยากที่ได้ยินข่าวนี้ ตอนนั้นเมื่อได้ยินข่าวเกี่ยวกับธนูชวนเย่ว์ ข้าก็เร่งรุดไปดูกลับกลายเป็นหลุมพรางที่คนอื่น
วางไว้จนเกือบเอาชีวิตไม่รอด”
ต้วนอวี้นั่งฟังตาโตอยู่เงียบๆ “โอ้ ถ้าฟังจากที่องค์ชายสามเล่ามานี้ เรื่องนี้คงจะเป็นเรื่องใหญ่หลวงยิ่งนัก”
เหยียนหลิ่งอวี๋เข้าใจที่ต้วนอวี้กำลังช่วยเขา จึงหันมองอย่างขอบใจ แล้วเอ่ยขึ้นเสียงเบา “ธนูชวนเย่ว์นั้นก็เหมือน
กับตราประทับของฮ่องเต้ที่มีความสำคัญอย่างมาก!”
“ว่าอะไรนะ?”
“ว่าอะไรนะ?” ต้วนชิงหมิงและต้วนอวี้ร้องออกมาพร้อมกันด้วยความตกใจ
เด็กหนุ่มโบกไม้โบกมือ “ธนูชวนเย่ว์ไม่ใช่ของลํ้าค่าของแคว้นเรา แต่เป็นของลํ้าค่าของแคว้นมองโกล เมื่อยี่สิบปี
ก่อนแคว้นมองโกลมีศึกภายใน บรรดาคนในราชวงศ์ถูกสังหารจนหมดสิ้น มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่หนีรอดเอาชีวิตมาได้
และคนในนั้นก็ได้นํ้าธนูชวนเย่ว์ติดออกมาด้วย หลังจากนั้นของชิ้นนี้ก็ได้หายสาบสูญไป จนกระทั่งเมื่อสองปีก่อนมีคน
บังเอิญพบมันเข้าโดยบังเอิญ ฝั่าบาทจึงทรงรับสั่งให้ข้าออกไปทำอย่างไรมาก็ได้เพื่อนำธนูชวนเย่ว์นั้นกลับมาให้จงได้!”
ต้วนชิงหมิงกำมือของนางจนแน่น
ที่แท้นั่นก็เป็นที่มาที่ไปของธนูชวนเย่ว์นี่เอง มิน่าเล่า……เขาจึงยอมทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้มันมา
ต้วนชิงหมิงค่อยๆ หลับตาลงอย่างช้าๆ ผ่านไปสักพักหนึ่ง นางจึงเอ่ยถามเสียงนิ่งเรียบ “ข้ายังมีข้อสงสัยว่าธนู
ชวนเย่ว์มาถึงเมืองหลวงแห่งนี้แล้ว เช่นนั้นคนมองโกลก็ย่อมรู้เรื่องนี้เข้าแล้วใช่หรือไม่?”
“แสดงว่าเจ้ายังไม่รู้ละสิ ว่าแคว้นมองโกลเป็นส่วนหนึ่งของแคว้นเราที่มีการติดต่อกันอย่างใกล้ชิด แต่เมื่อผลัด
เปลี่ยนฮ่องเต้องค์ใหม่ขึ้นมา ความสัมพันธ์ที่มีกันอย่างปรองดองกลับไม่เป็นดังเดิม ฉะนั้นฝั่าบาทจึงอยากจะช่วยฟืนฟู
ราชวงศ์เก่าให้กลับคืนมา! อีกอย่างธนูชวนเย่ว์นั้นต้องใช้กับลูกธนูหลิวซิง เพราะฮ่องเต้องค์ใหม่เมื่อจะประกอบพิธี
ปราบดาภิเษกขึ้น จำเป็นต้องใช้ธนูชวนเย่ว์กับลูกธนูหลิวซิงยิงไปยังกระจกเงา หากลูกธนูทะลุกระจกเงาได้ย่อมหมายถึง
ความรุ่งโรจน์ของแคว้นมองโกล ดังนั้นแคว้นมองโกลจึงให้ความสำคัญกับพิธีนี้เป็นที่สุด…”
ต้วนชิงหมิงพยายามควบคุมสติให้ตัวนางสงบเสงี่ยม ทว่าก็ยังหลุดหัวเราะออกมาแทน “ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้นี่เอง!”
นางรู้ดีว่านางถูกดึงเข้ามายุ่งกับเรื่องนี้เข้าแล้ว เหยียนหลิ่งอวี๋จึงบอกความจริงทั้งหมดนี้กับนาง แต่ที่จริงเรื่องนี้
เป็นความลับของฝั่าบาทที่ไม่อาจแพร่งพรายให้ผู้ใดได้ล่วงรู้ เห็นทีเหยียนหลิ่งอวี๋นำความลับนี้มาเล่าให้พวกเขาฟังก็แสดง
ว่าเชื่อใจอย่างมาก!
เมื่อคิดมาถึงจุดนี้ ต้วนชิงหมิงได้ก้มหน้าลงพูดกับต้วนอวี้ว่า “อวี้เอ๋อร์ เรื่องในวันนี้ถือว่าฟังเล่นๆ ก็แล้วกัน แต่
ห้ามนำเรื่องนี้ไปเล่าให้ผู้ใดฟังเป็นอันขาด เข้าใจไหม!”
เหยียนหลิ่งอวี๋หัวเราะที่ต้วนชิงหมิงกำชับกำชาน้องชาย “ข้าเชื่อใจเขา เขาไม่มีทางเล่าให้ผู้ใดฟังแน่นอน!”
“พี่สาวกับองค์ชายสามวางใจได้เลย อวี้เอ๋อร์ไม่มีทางบอกกับผู้ใดเด็ดขาด!”
ระหว่างที่พูดคุยอยู่นั้นรถม้าก็หยุดลง จู่ๆ ก็มีเสียงขององครักษ์มายืนรอ “องค์ชาย คุณหนูต้วน ถึงแล้วขอรับ!”
ต้วนชิงหมิงพูดอย่างแปลกใจ “ทำไมขากลับถึงได้รวดเร็วปานนี้?”
เหยียนหลิ่งอวี๋อดยิ้มไม่ได้ “ยังไม่ถึงหรอก ที่นี่เป็นที่พักส่วนตัวของข้าที่อยู่นอกเมืองหลวง สภาพของเจ้าในตอนนี้
ถ้ากลับไปที่จวนคงต้องเป็นที่ครหาของผู้คนเอาได้ เจ้ารีบไปเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่ แต่งหน้าทำผมเสียก่อนแล้วค่อยเดิน
ทางต่อ!”
ต้วนชิงหมิงใช้มือขึ้นลูบใบหน้าของนางไปมาพร้อมถามอย่างหน้าแดงขึ้นมา “สภาพของข้าในตอนนี้ ดูน่าเกลียด
ถึงเพียงนั้นเลยหรือ?”
เมื่อนางถามจบก็รู้สึกว่าไม่ควรถามเช่นนี้ออกไปเลย… เพราะในเมืองหลวงต่างรับรู้กันทั่ว เหยียนหลิ่งอวี๋ผู้นี้ปาก
คอเราะรายเพียงใด บรรดาหญิงงามในเมืองหลวงต่างถูกเขาพูดจนโกรธร้องห่มร้องไห้ไปมากต่อมากแล้ว ตอนนี้นางยัง
ถูกเขาดูแคลนอีก! ตอนนี้ต้วนชิงหมิงจึงได้แต่ก้มหน้าก้มตาไม่กล้าเงยหน้าขึ้นมา!
เหยียนหลิ่งอวี๋จ้องมองใบหน้าของต้วนชิงหมิงอย่างพินิจ จากนั้นก็ส่ายหน้าเอ่ยว่า “ไม่เลย เจ้าไม่ได้ดูน่าเกลียด
แม้แต่น้อย กลับมีแต่ความงามที่ดูเป็นธรรมชาติเสียอีก!”
นางได้ฟังพลันเงยหน้าขึ้นอย่างแทบไม่เชื่อหูที่ได้ยิน จนสายตาของนางนั้นบรรจบกับสายตาดำขลับคู่นั้นของเหยี
ยนหลิ่งอวี๋ ภายใต้แสงอาทิตย์ที่ใกล้อัสดงลับขอบฟั้า เผยแสงสีทองสะท้อนแววตาของเขาให้เป็นเปล่งประกายขึ้นมา!
สายตาที่เปล่งประกายนั้นได้ทำให้ใบหน้าของต้วนชิงหมิงแดงระเรื่อขึ้นมา จนนางต้องรีบก้มหน้าลงไปทันที “องค์
ชายสามชมเกินไปแล้วเพคะ!”
เมื่อกล่าวจบนางจึงพรวดเข้าไปข้างในเรือน
เมื่อต้วนชิงหมิงผลักประตูเข้าไปก็พบกับสาวน้อยที่ยืนทำความเคารพ “คารวะคุณหนูใหญ่ต้วนเจ้าค่ะ!”
ต้วนชิงหมิงมองสาวน้อยคนนั้นก็นึกขึ้นได้ว่านางเป็นสาวน้อยที่พบกันที่เรือนด้านนอกเมืองของเหยียนหลิ่งอวี๋ใน
ครั้งก่อน เห็นได้ชัดว่านางคงเป็นสนมคนหนึ่งของเขา……ในใจของต้วนชิงหมิงที่กำลังฟูฟั่องกลับต้องห่อเหี่ยวลงในทันใด
พูดเสียงนิ่งเรียบ “ตามสบาย อันที่จริงเจ้าเป็นคนขององค์ชายสาม แต่ข้าเป็นเพียงลูกของขุนนางใหญ่คนหนึ่งเท่านั้น เจ้า
ไม่จำเป็นต้องคารวะก็ได้!”
ด้วยความเฉลียวฉลาดของสาวน้อยย่อมเข้าใจความหมายแฝงที่ต้วนชิงหมิงกล่าว นางชะงักไปชั่วครู่ และอมยิ้ม
กลับมาโดยไม่ได้อธิบาย “คุณหนูใหญ่ต้วนโปรดตามบ่าวมาเจ้าค่ะ!”
กล่าวจบก็เดินนำทางไปสองก้าวเพื่อนำต้วนชิงหมิงเข้าไปในห้องแต่งตัว
เหยียนหลิ่งอวี๋ที่อยู่ด้านนอกก็ได้ส่งเสียงขึ้นมา “นางเป็นองครักษ์คนหนึ่งของข้าเท่านั้น เจ้าอย่าได้คิดอะไรเกิน
เลยไป!”
ทันใดนั้นในใจของต้วนชิงหมิงก็โล่งขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก นางหันกลับไปมองค้อนเหยียนหลิ่งอวี๋ที่ยืนพิงประตูอยู่
ด้านนอกแล้วพูดเหน็บแนบ “นางเป็นใครนั้นก็ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับข้านี่หน่า? เหตุใดองค์ชายสามต้องมานั่งอธิบายให้ข้า
ฟังด้วย?”
เหยียนหลิ่งอวี๋พูดไปยิ้มไป “ชั่วชีวิตของข้าจะมีชายาเพียงผู้เดียวเท่านั้น ข้าจะรักและปกปั้องชายาคนนั้นไปตราบ
ลมหายใจสุดท้ายของข้า!”
เขาหยุดพูดไป ก่อนจะเอ่ยขึ้นต่อว่า “ขอเพียงได้ใจนางผู้เดียว จะขอข้องเกี่ยวไปจนแก่ชรา”
เมื่อต้วนชิงหมิงได้ยินที่เหยียนหลิ่งอวี๋เอ่ยขึ้นมา ใบหน้าของนางก็แดงยิ่งกว่าลูกตำลึงอีก… เหยียนหลิ่งอวี๋ที่ไม่ได้
เรื่องไม่ได้ความผู้นี้ กำลังเอื้อนเอ่ยคำเหล่านี้ให้กับนางฟังโดยเฉพาะใช่หรือไม่
เมื่อเหยียนหลิ่งอวี๋ทันเห็นใบหน้าที่แดงกํ่าของต้วนชิงหมิง ก่อนที่นางจะหันหลังไป เขาก็หัวเราะขึ้นอย่างชอบใจ
“ข้าบอกเจ้าก่อนจะได้ไม่ต้องคาดเดาไปเรื่อยเปือย… เสื้อผ้าของเจ้านั้น ข้าให้องครักษ์ไปร้านเสื้อที่เจ้าตัดอยู่ประจำ ยึด
เอาขนาดที่เจ้าเคยสั่งตัดมา… เพราะฉะนั้นอย่าได้คิดอะไรจนวุ่นวายไปหมด……”
ตอนนี้ต้วนชิงหมิงทั้งเขินทั้งอายไปหมดแล้ว หันกลับไปค้อนขวับพร้อมกับต่อว่า “ถ้าท่านไม่พูด ก็คงไม่มีใครหา
ว่าเป็นใบ้กระมัง?”
นางพูดจบก็จับกระโปรงยกขึ้นเดินตามองครักษ์หญิงผู้นั้นเข้าไปในห้อง
เหยียนหลิ่งอวี๋มองตามหลังนางไป ปากพรํ่าบ่นพึมพำกับตัวเอง “สิ่งที่ข้าพูดนั้นเป็นความจริงนี่หน่า… มีตรง
หน้าที่ไม่ถูกต้องกัน?”
“ให้ใช้โอกาสเพื่อพิชิตหัวใจ” นี่เป็นสิ่งที่ต้วนอวี้สอนเขามา แต่ตอนนี้กลับใช้ไม่ได้ผลหรือ พวกผู้หญิงไม่ชอบฟัง
อะไรแบบนี้หรือ? เหตุใดต้วนชิงหมิงถึงได้หงุดหงิดแบบนี้เล่า?
เหยียนหลิ่งอวี๋ยกมือขึ้นเกาหัวด้วยความไม่เข้าใจ!
นี่เป็นสิ่งที่เขายังไม่เข้าใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น เห็นทีทั้งหมดเป็นเพราะอาจารย์สอนไม่ดี ทว่า ‘อาจารย์’ ที่เขาหมายถึง
ก็คือ ‘ต้วนอวี้’ นี่เอง
สายตาที่งวยงงของเหยียนหลิ่งอวี๋ยังไม่ทันให้หันกลับไปมองอาจารย์ ทางด้านหลังเขาก็มีเสียงพูดนิ่งๆ “ท่านนี่
ไม่ทันอะไรเลย ทุกอย่างเป็นเพราะท่านไม่รู้จักพูดอย่างพอเหมาะพอควรนะสิ”