การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 301 การเปรียบเทียบจากนํ้าผึ้ง
‘ไม่รู้จักพูดอย่างพอเหมาะพอควร’
เหยียนหลิ่งอวี๋ขมวดคิ้วมุ่น ไม่เข้าใจคำที่ต้วนอวี้พูด เขาเพิ่งจะพูดออกไปแค่ไม่กี่ประโยคแล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าดี
หรือไม่? อีกอย่างคำพูดตรงๆ ที่หวานหยาดเยิ้มก็ไม่รู้ว่าจะได้ผลหรือไม่
ให้รู้จักพูดอย่างพอเหมาะพอควร? หรือว่าสมองของต้วนอวี้จะทำงานไม่ปกติไปแล้ว?
ด้านต้วนอวี้ส่ายหน้าน้อยๆ พลางปรายตามองไปที่เหยียนหลิ่งอวี๋อย่างดูแคลน เพียงครู่เดียวก็ยืดตัวขึ้นเอื้อนเอ่ย
“ยกตัวอย่างเช่น การรินนํ้าใส่แก้ว แล้วเติมนํ้าผึ้งลงไปช้อนหนึ่งย่อมรับรสได้ถึงความหวาน แต่ถ้ารู้สึกยังหวานไม่มากพอ
จึงใส่นํ้าผึ้งที่มีไปจนหมดขวด… เช่นนั้นเจ้าจะให้คนที่กินไม่หวานจนเลี่ยนตายได้อย่างไรกัน?”
การยกตัวอย่างของต้วนอวี้ทำให้เหยียนหลิ่งอวี๋ถึงกับพูดต่อไม่ถูกเลย!
ตัวอย่างที่บอกว่าใส่นํ้าผึ้งจนหมดขวด คงเป็นความคิดที่ต้วนอวี้ใช้เปรียบเทียบคนเดียวกระมัง
พูดจบก็ไม่สนใจเหยียนหลิ่งอวี๋อีกต่อไป พลางเดินลงไปหาอครักษ์เพื่อเตรียมไปเปลี่ยนเสื้อผ้าและเกล้าผมใหม่
หน้าประตูจึงเหลือเพียงเหยียนหลิ่งอวี๋ที่หยุดนิ่งไตร่ตรองสิ่งที่ต้วนอวี้พูด ทว่าไม่นานก็หมุนตัวกลับไปเปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่
เช่นกัน!
……
ต้วนชิงหมิงที่เปลี่ยนเสื้อผ้าอาภรณ์เสร็จเรียบร้อยแล้วจึงเดินออกมาจากห้อง หูทั้งสองข้างพลันได้ยินเสียงพิณ
บรรเลงมาจากทางด้านหลังของเรือน เสียงนั้นสร้างความสงสัยใคร่รู้ในตัวนาง องครักษ์หญิงผู้หนึ่งเดินนำทางเด็กสาวไป
หยุดตรงศาลาที่สร้างอย่างวิจิตรงดงามเบื้องหน้า พูดเสียงเบาขึ้น “คุณหนูใหญ่ต้วน บ่าวมาส่งได้เพียงเท่านี้ บริเวณด้าน
หลังของเรือน พวกบ่าวไม่อาจเข้าไปได้ คุณหนูเข้าไปตามสบายเจ้าค่ะ!”
ต้วนชิงหมิงพยักหน้าเข้าใจ แล้วองครักษ์หญิงก็ขอตัวจากไป… เสียงพิณบรรเลงเดี๋ยวดังเดี๋ยวค่อย ยิ่งดึงดูดให้ต้วน
ชิงหมิงเร่งฝีเท้าเข้าไปด้านใน ภาพเบื้องหน้าปรากฏสวนต้นเหมยที่กำลังผลิบานเต็มไปหมด มีเสียงคลอของพิณที่บรรเลง
อย่างไพเราะ นางพึมพำอย่างประหลาดใจ “นั่นมันเพลงกว่างหลิงส่าน[1]นี่หน่า”
เพลงบรรเลงนี้เหมือนเป็นการต้อนรับเชื้อเชิญต้วนชิงหมิง ครั้นนางก้าวเดินเข้ามาด้านในกลับพบกับเหยียนหลิ่งอ
วี๋รูปงามที่สวมชุดสีอ่อน
สายตาของเขาทั้งอ่อนโยนและอบอุ่น ริมฝีปากบางยกยิ้มขึ้นน้อยๆ กล่าวคำ “เพลงกว่างหลิงซ่าน เป็นบทเพลง
บรรเลงที่มีชื่อเสียงมายาวนาน แต่น่าเสียดายที่ในโลกนี้หลงเหลือเพียงแค่ท่อนหน้าเท่านั้น!”
ต้วนชิงหมิงหัวเราะในใจ นางเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย แล้วตอบกลับไป “บนโลกใบนี้มีเรื่องที่น่าเสียดายมากมาย ไม่
เพียงแค่บทเพลงกว่างหลิงซ่านหรอก!”
สายลมหนาวพัดโบกให้ต้นเหมยพลิ้วไหวไปตามแรงลม นางเงยหน้าขึ้นมองแล้วยิ้มอย่างมีความสุข ทว่ารอยยิ้ม
นั้นได้ตราตรึงใจของเหยียนหลิ่งอวี๋ไปแล้ว
ชุดกระโปรงสีชมพูอ่อนยิ่งขับเน้นให้นางเผยความงามออกมาให้เห็น ผมของนางรวบเกล้าขึ้นด้านบนเผยลำคอ
ระหง เสียบปินปักผมข้างกันประดับไข่มุกเม็ดใหญ่ ขับให้ใบหน้าและดวงตาคู่นั้นของนางสว่างไสวขึ้นใครได้เห็นเป็นอัน
ต้องใจเต้นรัว!
ดอกเหมยที่ปลิวไปตามลมได้พัดผ่านอยู่รอบตัวนางทำให้เห็นถึงความอรชรอ้อนแอ้น งดงามอ่อนช้อย ทว่าเหยียน
หลิ่งอวี๋ในตอนนี้ถึงกับตกตะลึงอ้าปากค้างไปนานแล้ว
ต้วนชิงหมิงเดินตรงเข้ามาพลางใช้มือลูบพิณ นางเลิกคิ้วขึ้นแล้วถามอย่างสงสัย “เจียวเหว่ย… นี่คือพิณเจียวเหว่ย
ที่สูญหายไปนานนับสิบปีใช่หรือไม่?”
“เจ้ารู้จักพิณเจียวเหว่ยด้วยหรือ?” เหยียนหลิ่งอวี๋ถามขึ้น
ต้วนชิงหมิงผู้นี้สร้างความประหลาดใจกับเขาได้อย่างมากมาย!
“ท่านอาจารย์จีคังได้สร้างพิณนี้ขึ้นในยุคตงฮั่น เมื่อตอนเกิดเหตุเพลิงไหม้ท่านอาจารย์ได้คว้าพิณนี้ติดตัวมาด้วย
พิณนี้ทำจากต้นอู๋ถงที่พิเศษจึงให้เสียงที่โดดเด่นและไม่เหมือนใคร โดยจะต้องคัดสรรไม้ต้นอู๋ถง[2]ที่สั้นยาวและรูปต่าง
แตกต่างกันไปจึงจะสร้างให้เป็นพิณเจ็ดสาย ที่มีเสียงเป็นเอกลักษณ์ และที่ปลายพิณนั้นมีรอยอยู่จึงได้รับชื่อว่า ‘เจียว
เหว่ย’ เมื่อบรรเลงพิณเจียวเหว่ยขึ้นมาก็จะมีเสียงที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ประจำตัวพิณเครื่องนี้ นับได้ว่าเป็นของลํ้าค่า
ชิ้นหนึ่งที่หาไม่ได้อีกแล้ว!”
เด็กหนุ่มถอนหายใจยาวด้วยความเสียดาย “ถูกต้องแล้ว! ในโลกนี้ไม่อาจหาพิณที่มีเสียงอันไพเราะเช่นนี้ได้อีก
แล้ว ถ้าไม่ใช่ท่านอาจารย์จีคังนำพิณนี้ติดตัวมาจากเหตุไฟไหม้ พิณเครื่องนี้คงจะต้องสูญหายไปจากโลกใบนี้ตลอดกาล!”
ต้วนชิงหมิงพยักหน้าเห็นด้วย นางเป็นคนหนึ่งที่ชอบพิณ จึงอดไม่ไหวที่จะจับพิณเจียวเหว่ยบรรเลง
บทเพลงกว่างหลิ่งส่านที่ต้วนชิงหมิงได้บรรเลงนั้นไพเราะเสนาะหูเป็นอย่างยิ่ง เป็นที่รู้กันว่ามีหลงเหลือเพียงท่อน
หน้า ส่วนท่อนหลังนั้นได้สาบสูญไปร้อยกว่าปีก่อนแล้ว
ต้วนชิงหมิงสร้างอารมณ์โดยนึกถึงท่วงทำนองที่ไพเราะ จากนั้นก็ได้ลงมือใช้นิ้วทั้งสิบบรรเลงบทเพลงได้อย่างเป็น
ธรรมชาติ
……
เหยียนหลิ่งอวี๋ในเวลานี้ได้ตกตะลึงพรึงเพริดไปกับสิ่งที่ต้วนชิงหมิงทำอีกคำรบหนึ่ง เขาคิดไม่ถึงว่านางจะบรรเลง
เพลงท่อนหลังของกว่างหลิ่งส่านได้?
เพราะเป็นที่รู้กันว่าเพลงกว่างหลิ่งส่านนี้ได้สาบสูญไปเมื่อสามสิบปีก่อน เพราะถูกคนเผาทำลายเนื้อเพลงไปแล้ว
ไม่ใช่หรือ นึกไม่ถึงเลยว่าวันนี้ต้วนชิงหมิงจะเป็นคนบรรเลงท่อนหลังได้
พูดได้ว่าเรื่องนี้ทำให้เขาตะลึงพรึงเพริดไปจนหมดแล้ว!
เหยียนหลิ่งอวี๋มองไปยังอีกฝั่ายด้วยสายตานิ่งงัน… ต้วนชิงหมิง เจ้ายังมีสิ่งใดที่ข้ายังไม่ล่วงรู้อีกหรือไม่?
แม้ต้วนชิงหมิงจะกำลังดีดพิณ ทว่านางกลับค่อยๆ จมลงสู่ภวังค์ แต่ละภาพ แต่ละเหตุการณ์ผสมปนเปไปกับ
ภาพเลือดที่สาดกระเซ็นไปทั่ว ผุดขึ้นในหัวของนาง ทันใดนั้นนางก็หยุดบรรเลงพิณในทันที พลางถอนหายใจด้วยความ
เจ็บปวด สายตาโศกเศร้าแม้จะกำลังยกยิ้ม พูดเสียงเรียบ “ใช่แล้ว! เพลงกว่างหลิ่งส่านในท่อนหลังนั้น ข้าได้มาโดย
บังเอิญ!”
ในชาติที่แล้ว เพราะไปั๋หย่วนฮ่าวผู้เป็นสามีของนาง รักและเข้าใจในศาสตร์วาดภาพและดนตรีอย่างถ่องแท้ ต้วน
ชิงหมิงที่รักในการบรรเลงพิณจึงแอบฝึกฝนเพลงกว่างหลิ่งส่านในท่อนหลังอย่างหนักหน่วง! ด้วยความตั้งใจว่าถ้าบรรเลง
เป็นแล้วจะมอบเพลงนี้ให้เป็นของขวัญแก่สามี
แต่ต้วนอวี้หรานกลับให้ ‘ของขวัญ’ ชิ้นใหญ่กับนางที่มีแต่ความน่าสะพรึงกลัวมากกว่าความเบิกบานสราญใจ! ต้
วนชิงหมิงค่อยๆ หลับตาลงอย่างเชื่องช้า นางจะไม่กล่าวถึงว่าไปั๋หย่วนฮ่าวมีความรักต่อนางหรือไม่ ทว่าเขากลับปล่อย
ให้นางกับลูกทั้งสองต้องตายในนํ้ามือของต้วนอวี้หรานอย่างอเนจอนาถ!
ต้วนชิงหมิงเปั่าลมในปากออกมา พร้อมกับระงับความเกลียดชังในใจของนางลง นางกำมือจนแน่นและหลับตาลง
เพื่อไม่อยากให้ใครเห็นเลือดแห่งความโกรธได้พลุ่งพล่านในดวงตาของนาง!
เหยียนหลิ่งอวี๋มองเห็นอารมณ์ที่ผิดแปลกของต้วนชิงหมิง จึงทำให้เขาไม่กล้าเอ่ยสิ่งใดออกมาอีกเลย!
จนเวลาผ่านไปสักพักใหญ่ ต้วนชิงหมิงจึงค่อยๆ ดึงอารมณ์กลับมา นางถอนหายใจอย่างช้าๆ แล้วเอ่ยถามแผ่ว
เบา “ขออภัยที่ข้าเสียมารยาทแล้ว!”
พูดจบ นางก็ขยับลุกขึ้นยืนหมุนตัวเดินออกไป
เหยียนหลิ่งอวี๋ได้แต่มองนางจากด้านหลัง อยู่ๆ เขาก็เอ่ยปากขึ้น “ช้าก่อน!”
ต้วนชิงหมิงหยุดฝีเท้าลงทันที ทว่าไม่ได้หันหน้ากลับมา อย่างกำลังรอคำถามที่เหยียนหลิ่งอวี๋จะถามขึ้น
ในใจของเหยียนหลิ่งอวี๋ต่างมีข้อสงสัยในตัวของต้วนชิงหมิงเต็มไปหมด เหตุใดนางจึงมีสายตาที่โหดเหี้ยมเลือด
เย็นเช่นนี้? ยิ่งตอนที่ดีดพิณยิ่งรู้สึกเหมือนนางเผยความเกลียดชังอาฆาตแค้นออกมา
ทว่าเรื่องที่เหยียนหลิ่งอวี๋สงสัยมากที่สุดเห็นจะเป็นเรื่องธนูชวนเย่ว์ เขาไม่รู้จริงๆ ว่าต้วนชิงหมิงนำมันไปแอบ
ซ่อนไว้ที่ไหน ถึงไม่มีใครสามารถหาเจอ?
“ทุกคนล้วนมีเรื่องในอดีตด้วยกันทั้งนั้น ถ้าเราไม่ถามเรื่องอีกฝั่าย อีกฝั่ายก็ไม่มีสิทธิ์ถามเรื่องของเรา” เด็กสาว
ตอบเสียงเรียบ
เหยียนหลิ่งอวี๋ชะงักไปประเดี๋ยวก่อนที่จะยิ้มออกมา “อันที่จริง สิ่งที่ข้าอยากจะถามก็คือ เจ้าเอาธนูชวนเย่ว์ไป
ซ่อนไว้ที่ไหนกัน เหตุใดชายชุดดำจึงหาไม่พบ?”
เนื่องจากเขาเข้าใจนิสัยใจคอของชายชุดดำคนนั้นเป็นอย่างดี… เพื่อให้ได้ธนูชวนเย่ว์มา ชายชุดดำคนนั้นไม่จำเป็น
ต้องเปิดเผยตัวก็สามารถไปเอาของมาได้ เขาจะต้องไปค้นหาทั้งในห้องส่วนตัวและทุกที่ที่ต้วนชิงหมิงไปไม่รู้กี่รอบต่อกี่
รอบอย่างแน่นอน ทว่าคงหาไม่พบ จึงเลือกใช้ต้วนอวี้บีบบังคับต้วนชิงหมิงเช่นนี้!
ในใจลึกๆ ของเหยียนหลิ่งอวี๋ก็กระหายใคร่รู้ไม่ต่างกันว่า ต้วนชิงหมิงนำธนูชวนเย่ว์ไปเก็บไว้ที่ใด จนสามารถ
ทำให้ชายชุดดำคนนั้นต้องเผยตัวออกมา?
ต้วนชิงหมิงชะงักนิ่งไปชั่วพริบตาเดียว ก็อ้าปากตอบกลับไป “ท่านไปดูกับข้าก็จะได้รู้ว่าเก็บไว้ที่ใดแล้วมิใช่หรอก
หรือ?”
……………………………………………………
[1] กว่างหลิงส่าน เป็นบทเพลงโบราณที่มีชื่อเสียงหนึ่งในสิบ ที่บรรเลงด้วยพิณ
[2] ต้นอู๋ถง เป็นชื่อต้นไม้ชนิดหนึ่งในวงศ์ต้นเมเปิลให้นํ้ามันและเนื้อไม้ใช้ทำเครื่องดนตรีได้