การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 302 นำของคืนสู่เจ้าของ
เหยียนหลิ่งอวี๋ตกใจไม่น้อยกับสิ่งที่ได้ยิน ทว่าเขากลับยกยิ้มพลางหยักหน้าหงึกหงัก “ยินดีที่จะได้ไปดู!”
เขาจนปัญญาที่จะรู้ว่านางนำธนูชวนเย่ว์ไปซ่อนไว้ที่ใดแล้ว ไม่เพียงแค่เขาที่คิดไม่ออกเท่านั้น ต่อให้คนในโลก
รวมหัวกันก็คงนึกไม่ออกอยู่ดี ที่แท้ธนูชวนเย่ว์ถูกนางเก็บไว้ที่นี่เอง
หลังจากที่ต้วนชิงหมิงพาเหยียนหลิ่งอวี๋กลับจวนมาก็มุ่งตรงไปที่เรือนของนางทันที และเข้าไปจุดธูปสามดอกไหว้
แผ่นปั้ายชื่อท่านแม่ติงโหรวทันที
ทว่าเหยียนหลิ่งอวี๋กลับยืนนิ่งเงียบอยู่ด้านหลังของต้วนชิงหมิง แววตาของบุตรสาวที่มีแรงกตัญูได้ปรากฏเต็ม
เปียมออกมาทางใบหน้า
หลังจากที่นางไหว้ปั้ายชื่อผู้เป็นบิดาเรียบร้อยแล้ว จึงเอื้อมมือไปด้านหลังแล้วหยิบธนูชวนเย่ว์ออกมา!
ธนูชวนเย่ว์ขนาดเล็กวางอยู่บนมือขาวเนียนของต้วนชิงหมิง เป็นธนูชิ้นเล็กธรรมดาชิ้นหนึ่ง มีสีดำและสายธนูเส้น
เล็กมองดูผิวเผินก็ไม่ได้มีลักษณะโดดเด่นอะไร!
ต้วนชิงหมิงยื่นธนูชวนเย่ว์ให้กับเหยียนหลิ่งอวี๋พร้อมกับพูดอย่างใจกว้าง “อ่ะ นี่แหละธนูชวนเย่ว์ ข้าขอมอบให้
ท่าน!”
เขาไม่ได้ยื่นมือไปหยิบธนูชวนเย่ว์ในทันที แต่กลับมองไปที่ปั้ายชื่อฮูหยินติงโหรวอย่างฉงนแล้วพูดเสียงอ้อมแอ้ม
“เจ้านำธนูชวนเย่ว์ไปไว้หลังแผ่นปั้ายท่านแม่ของเจ้าอย่างนั้นหรือ?”
ต้วนชิงหมิงหน้าแดงขึ้นมาทันใด “ท่านก็รู้ดีว่าห้องของข้านั้น เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์เป็นคนเก็บกวาด ของชิ้นนี้หากวางไว้
ในที่คนพลุกพล่านย่อมมิใช่เรื่องดี สุดท้ายข้าเลยเอามาวางไว้หลังปั้ายชื่อท่านแม่นี่แหละ”
เด็กสาวมองปั้ายชื่อท่านแม่ที่มีตัวอักษรสลักเอาไว้ว่า ‘ปั้ายชื่อฮูหยินติงโหรวตระกูลต้วน’ จากนั้นนางก็พูดเสียง
แผ่วเบา “ข้าคิดแล้ว ของชิ้นนี้ย่อมมีค่ามากจึงฝากให้ท่านแม่ช่วยรักษาเอาไว้!”
เขาถึงกับตะลึงอ้าปากค้างไปต่อไม่ถูก
แสงเทียนวูบวาบภายในห้องสะท้อนไปที่ธนูชวนเย่ว์ เผยให้เห็นว่า ธนูชิ้นนี้ทำจากไม้โบราณ
ต้วนชิงหมิงเห็นเหยียนหลิ่งอวี๋ไม่พูดไม่จาก็หัวเราะคิกคักขึ้นมา นางหยิบธนูชวนเย่ว์ขึ้นมาวางบนมือของเขา แล้ว
พูดด้วยนํ้าเสียงที่จริงจัง “อย่างนั้น ข้าขอคืนธนูชวนเย่ว์ให้กับองค์ชาย ภาระอันหนักอึ้งนี้ก็ถือว่าทำสำเร็จตามที่ได้
รับปากไว้แล้ว”
เขากำธนูชวนเย่ว์ไว้ในมือจนแน่น เด็กหนุ่มเพ่งมองธนูในมือนิ่งนานราวกับว่าเขาจะคิดอะไรขึ้นมาได้
“เอาล่ะ ตอนนี้องค์ชายก็ได้รับของแล้ว นับแต่นี้ต่อไปไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นถือว่าไม่เกี่ยวข้องกับข้าอีกต่อไป” แล้ว
นางก็กลับหลังเดินถอยออกมา
เหยียนหลิ่งอวี๋ฝืนยิ้มออกมาหลังจากที่ได้ยินต้วนชิงหมิงพูดว่า นับแต่นี้ต่อไปไม่ว่าเกิดอะไรขึ้นก็ไม่เกี่ยวกับนาง
จริงหรือ? เพียงแต่เรื่องนี้เกี่ยวโยงมาถึงนางแล้ว ต่อให้ไม่อยากยุ่งเกี่ยวก็คงจะถอนตัวไม่ได้อีกแล้ว
เขาครุ่นคิดอย่างหนักเพื่อหาวิธีให้นางหลุดพ้นจากธนูชวนเย่ว์!
ต้วนชิงหมิงเดินถอยหลังออกมานิ่งเงียบไม่พูดไม่จา นางเงยหน้าขึ้นมองเหยียนหลิ่งอวี๋ด้วยความแปลกใจ “ของ
ก็ได้ไปแล้ว เหตุใดยังไม่ไปอีก?”
ในเมื่อได้ของไปแล้ว เรื่องราวทั้งหมดก็รู้หมดแล้ว ทว่าเหตุใดเหยียนหลิ่งอวี๋จึงยังยืนนิ่งไม่กลับไปเสียที?
คำพูดของต้วนชิงหมิงคล้ายเป็นการไล่เหยียนหลิ่งอวี๋กลายๆ แต่เขาหาได้สนใจไม่ เอาแต่ยืนมองปั้ายชื่อติงโหรวที่
มีธูปสามดอกปักเอาไว้นิ่งนาน คิดอะไรอยู่ก็สุดรู้
ต้วนชิงหมิงที่อยู่ด้านหลังเปิดประตูออกแล้วเลิกคิ้วมองไปที่เขา “ทำไมกัน หรือว่าองค์ชายคิดจะจุดธูปไหว้ท่าน
แม่ติงโหรวของข้าแล้วค่อยจากไปอย่างนั้นหรือ?”
ใบหน้าของเขาพลันแดงระเรื่อขึ้นมาเล็กน้อย
ชั่วพริบตาเดียวเหยียนหลิ่งอวี๋พลันได้สติขึ้นมา เขายืนนิ่งหัวเราะแห้งๆ ออกมา “เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าข้ากำลังคิด
อะไรอยู่?”
เมื่อพูดจบ เขาก็จับธนูชวนเย่ว์ขึ้นมาแล้วจุดธูปสองดอกปักลงกระถางธูปหน้าปั้ายชื่อติงโหรว คำนับสองครั้งด้วย
ท่าทีที่เคารพแล้วพูดพึมพำบางอย่าง ก่อนกลับมายืนตรงตามเดิม
ต้วนชิงหมิงมองเห็นท่าทางการแสดงความเคารพที่จริงจังของเหยียนหลิ่งอวี๋ ก็อดหัวเราะในใจขึ้นมาไม่ได้ “องค์
ชายพูดพึมพำอะไรกับท่านแม่ข้าหรือ? ไม่ได้พูดอะไรไม่ดีเกี่ยวกับข้าใช่หรือไม่?”
เหยียนหลิ่งอวี๋เงยหน้าขึ้นมองก็เห็นต้วนชิงหมิงยืนพิงประตูอยู่ทางด้านหลัง “เจ้าก็ลองทายดูสิ!”
ต้วนชิงหมิงตกใจกับสิ่งที่เขาพูดไปครู่หนึ่ง เขาพูดอะไรกับท่านแม่จริงๆ อย่างนั้นหรือ?
นางมองควันธูปที่ล่องลอยขึ้นตรงหน้าปั้ายชื่อท่านแม่ติงโหรว แล้วยกยิ้ม หัวเราะเสียงแผ่วเบา “เอาล่ะ ท่านไปได้
แล้ว!”
เหยียนหลิ่งอวี๋เม้มปากแน่นไม่พูดอะไรตอบโต้ ทั้งสองคนเดินออกจากห้องไป ทันใดนั้นเหยียนหลิ่งอวี๋นึกขึ้นได้
ทางเดินนี้ไม่ถูกต้อง เขาจึงหยุดก้าวเท้าเดินพร้อมกับเอ่ยถามขึ้น “เจ้าจะพาข้าไปที่ไหนกันแน่?”
“ก็ต้องพาท่านไปส่งนอกจวนนะสิ!” ต้วนชิงหมิงตอบกลับ
นี่เป็นทางที่จะไปส่งเขาออกจากจวนต้วนอย่างนั้นหรือ? มิน่าล่ะ ยังต้องอ้อมห้องบูชาบรรพบุรุษอีก เหยียนหลิ่งอ
วี๋กำธนูชวนเย่ว์ในมือไว้จนแน่น “อย่างนั้น ข้าขอตัวลาก่อน!”
เมื่อเขารํ่าลาเสร็จก็รีบเร่งฝีเท้าวิ่งออกไปอย่างรวดเร็ว ในขณะที่ต้วนชิงหมิงยังคงยืนอยู่ที่เดิม!
ลมหนาวในเหมันต์ฤดูพัดแรงจนชายเสื้อตีขึ้นมาที่หน้าของนางจนเจ็บไปหมด
เหยียนหลิ่งอวี๋สาวเท้าไปอย่างรวดเร็ว ชั่วพริบตาเดียวเขาก็เลี้ยวตรงมุมทางเดินหายวับไป ในขณะที่ต้วนชิงหมิง
ยังคงยืนมองแผ่นหลังของเขา ความรู้สึกของนางที่มีต่อเขากลับเป็นความรู้สึกที่อยากมีเขาอยู่ด้วย
เวลาล่วงเลยผ่านไปนานเท่าไรก็สุดรู้ นางถึงเดินกลับไปที่เรือน ทว่าก้าวเท้าได้เพียงสองก้าวกลับต้องหยุดชะงัก
เมื่อเห็นเยวี่ยเจียกำลังเดินปรี่เข้ามาหา นางทำความเคารพและพูดกระซิบกระซาบ “คุณหนูรีบไปเถอะ จางอี๋เหนียงเกิด
เรื่องขึ้นแล้วเจ้าค่ะ!”
จางอี๋เหนียงเกิดเรื่องขึ้นแล้วอย่างนั้นหรือ?
ต้วนชิงหมิงมือสั่นขึ้นมาชั่วขณะ ก่อนที่จะเอ่ยปากถาม “เกิดเรื่องอะไรขึ้นกัน?”
เยวี่ยเจียมองซ้ายทีมองขวาที เมื่อแน่ใจว่าไม่มีคนอยู่จึงพูดเสียงเบาๆ “ได้ยินมาว่า จางอี๋เหนียงกินของผิดสำแดง
จึงเจ็บท้องหนักเลยเจ้าค่ะ ตอนนี้ให้คนไปตามท่านหมอมาแล้วเจ้าค่ะ!”
ต้วนชิงหมิงพูดพึมพำและพยักหน้ารับรู้ “ไป ข้าจะไปเดี๋ยวนี้แหละ!”
พูดจบ เยวี่ยเจียก็เดินนำทางต้วนชิงหมิงไปเรือนของจางอี๋เหนียงอย่างเร่งรีบ!
หลายวันก่อนหน้านี้ ต้วนชิงหมิงเคยเตือนจางอี๋เหนียงไปแล้วหลายครั้ง เรื่องการทานอาหารและการใช้ของให้ดี…
ทว่าไม่ว่าจะปั้องกันอย่างไรก็ไม่มีทางทำได้สำเร็จ?
ไม่รู้ว่าตอนนี้เกิดเรื่องอะไรขึ้น? เหตุการณ์เป็นอย่างไรบ้าง? เด็กในท้องเป็นอะไรหรือไม่กับของที่จางอี๋เหนียงทาน
เข้าไป?
ร่างกายไวเท่าทันความคิด ต้วนชิงหมิงเร่งสาวเท้าไปที่เรือนขอจางอี๋เหนียงทันที เมื่อไปถึงกลับพบหลิวหรงที่รอ
อยู่ข้างในแล้ว
“โอ้ เรื่องนี้ทำให้คุณหนูใหญ่ต้วนหน้าตื่นถึงเพียงนี้เชียวหรือ? นี่เป็นเรื่องระหว่างบรรดาอี๋เหนียง ส่วนคนที่ยังไม่
ได้ออกเรือนจะมาออกหน้าได้อย่างไร อี๋เหนียงขอให้คุณหนูใหญ่ต้วนเข้าไปหลบก่อนเถอะ ประเดี๋ยวท่านพี่กลับมาจะมา
หาว่าอี๋เหนียงอย่างเราไม่รู้จักกฎระเบียบปล่อยให้คุณหนูใหญ่ต้วนเข้ามาได้!” หลิวหรงพูดเสียงกระแทกแดกดันทันทีที่ต้
วนชิงหมิงมาถึง
ต้วนชิงหมิงไม่สนใจกับสิ่งที่หลิวหรงพล่ามออกมา รีบเข้าไปนั่งเก้าอี้ที่อยู่ข้างจางอี๋เหนียงแล้วถามเสียงนิ่ง “อี๋
เหนียง เกิดอะไรขึ้นกันแน่?”
ผมเผ้าของจางอี๋เหนียงกระเซอะกระเซิงไปหมด อีกทั้งสายตาแดงกํ่าที่ดูลนลาน เห็นได้ชัดว่าเพิ่มจะผ่านการ
ร้องไห้มาอย่างหนัก เมื่อจางอี๋เหนียงเห็นต้วนชิงหมิงมาถึงจึงรีบคารวะ แต่ถูกต้วนชิงหมิงประคองขึ้นมาไม่ต้องแสดง
ความเคารพ “อี๋เหนียงกำลังท้องกำลังไส้ ไม่ต้องมากพิธีหรอก เกิดเรื่องอะไรขึ้นรีบเล่าให้ข้าฟัง!”
เวลานี้เมื่อได้ยินที่ต้วนชิงหมิงเอ่ยถาม ดวงตาของจางอี๋เหนียงก็ท่วมไปด้วยนํ้าตาขึ้นมาอีกครั้ง พร้อมกับพูดเสียง
แหบแห้งว่า “ปีเชี่ยก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าเกิดอะไรขึ้นเหมือนกันเจ้าค่ะ เมื่อกลางดึกรู้สึกหิวขึ้นมา เพราะไม่ได้ทาน
อาหารเย็นจึงทานขนมไปจำนวนหนึ่ง จากนั้นไม่นานก็เจ็บท้องอย่างหนัก ปีเชี่ยกลัวเหลือเกินไม่รู้จะทำยังไงเจ้าค่ะ จึงใช้
ให้บ่าวไปตามคุณหนูใหญ่มาที่นี่เจ้าค่ะ!”