การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 303 เปิดศึก
ต้วนชิงหมิงได้ฟังเรื่องราวที่จางอี๋เหนียงเล่ามาก็ยิ่งทำให้นางรู้สึกตื่นเต้น คล้ายมีก้อนบางอย่างจุกอยู่ที่ลำคอ จะ
เอื้อนเอ่ยออกมาก็ยากลำบาก แต่นางยังรักษาหน้าโดยไม่แสดงอาการให้ผู้อื่นรับรู้ ได้แต่ถามทีละคำด้วยเสียงแผ่วเบา
“อย่างนั้น ตอนนี้จางอี๋เหนียงรู้สึกอย่างไรบ้าง?”
ทว่าเรื่องนี้กลับมีสิ่งที่น่าสงสัยอยู่หลายอย่าง นางยังรู้สึกเจ็บท้องหนักเหมือนเดิมอยู่หรือไม่? แล้วเหตุใดหลิวหรง
จึงมาได้รวดเร็วปานนี้? ทั้งยังมีเวลามาพูดจาเหลวไหลเช่นนี้อีก
ความสงสัยในใจของต้วนชิงหมิงต่างพรั่งพรูขึ้นมา ถ้าบอกว่าเรื่องการเจ็บท้องของจางอี๋เหนียงไม่เกี่ยวข้องกับหลิว
หรงละก็ นางไม่มีทางเชื่อเด็ดขาด แต่ถ้าเด็กในท้องของจางอี๋เหนียงเกิดเป็นอะไร หลิวหรงก็ยากที่จะพ้นความผิดไปได้
จางอี๋เหนียงแอบชำเลืองมองหลิวหรง แล้วย้ายไปยืนข้างหลังต้วนชิงหมิง คล้ายเด็กที่กระทำความผิดมาอย่างไร
อย่างนั้น หญิงสาวกล่าวขึ้นอย่างอึกอัก “ตอนนี้… ไม่เจ็บท้องแล้วเจ้าค่ะ!”
ต้วนชิงหมิงได้ฟังพลันเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ไล่ถามต่ออย่างไม่วางใจ “อี๋เหนียงคิดว่าตัวเองไม่เป็นอะไรจริงๆ อย่าง
นั้นหรือ?”
หากจางอี๋เหนียงไม่เป็นอะไรร้ายแรงก็นับว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดี ทว่านางอยากตรวจสอบให้แน่ใจเสียก่อนถึงจะ
ปล่อยเรื่องนี้ไปได้
อีกฝั่ายพยักหน้ารับหงึกหงักเก้ๆ กังๆ “ขอบคุณคุณหนูใหญ่ที่เป็นห่วง ปีเชี่ยไม่เป็นอะไรแล้วจริงๆ เจ้าค่ะ!”
ต้วนชิงหมิงถอนหายใจเฮือกใหญ่ “เช่นนั้นหากไม่เป็นไรก็รอให้ท่านหมอมาตรวจชีพจรดู แล้วค่อยฟังผลว่าไม่เป็น
อะไรอย่างที่พูดจริงหรือไม่!”
ทางด้านหลิวหรงพอได้ยินที่ต้วนชิงหมิงเอ่ยก็ยิ้มเยาะเย้ย “แค่เจ็บท้องชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้น เหตุใดต้องทำเรื่อง
เล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ด้วย… คนที่ยังไม่เคยคลอดลูกกลับออกหน้าออกตาเกินไปแล้วกระมัง!”
ใบหน้าของจางอี๋เหนียงซีดเผือดลงทันที พลางก้มหน้าก้มตาหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมา เช็ดหน้าไม่พูดไม่จา
เด็กสาวขมวดคิ้วด้วยความรู้สึกแปลกๆ ผินหน้ากลับไปมองหลิวหรงแล้วพูดด้วยนํ้าเสียงเย็นชา “การให้กำเนิด
ทายาทกับตระกูลต้วนนับว่าเกี่ยวกับข้าโดยตรง ต่อให้ท่านพ่ออยู่ที่นี่ย่อมให้ความสำคัญและเป็นห่วงเป็นใยมากเช่นกัน
หรือว่าในความรู้สึกของหลิวอี๋เหนียง การให้กำเนิดทายาทที่เป็นเรื่องใหญ่กลับถูกมองว่าเป็นเรื่องเล็กน้อยกระนั้นหรือ?”
หลิวหรงชักสีหน้าออกมาทันที พลางหันหน้าหนีไปอีกทาง ทว่ากลับไม่เอื้อนเอ่ยคำใด
ไม่นานท่านหมอเจิ้งก็เดินทางมาถึง เขารีบเข้าไปจับชีพจรจางอี๋เหนียง แล้วสอบถามเรื่องอาหารการกินในช่วงนี้
อย่างละเอียด ก่อนเงยหน้าขึ้นมาแจ้งอาการ “ไม่ใช่เรื่องร้ายแรงอันใด อากาศช่วงนี้ค่อนข้างหนาวเย็น หากทานอาหารที่
เย็นชืด ก็จะทำให้เกิดอาการปวดท้องขึ้นมาได้ แต่ไม่ได้กระทบกระเทือนถึงเด็กในท้อง!”
เมื่อได้ยินที่ท่านหมอเจิ้งบอกอาการ จางอี๋เหนียงก็ดีใจเป็นล้นพ้น นางรีบกล่าวขอบคุณท่านหมออยู่หลายครั้ง
หลายครา จากนั้นต้วนชิงหมิงจึงให้เยวี่ยเจียนำท่านหมอไปรับเงินค่าตรวจ และรับใบสั่งยาบำรุงครรภ์จากท่านหมอ
หลิวหรงลุกขึ้นยืนพร้อมกับปรายตามองจางอี๋เหนียงก่อนจะพูดขึ้นอย่างมีนัยแฝง “ในเมื่อน้องจางไม่เป็นอะไร
เช่นนั้นข้าขอตัวกลับก่อน มิอย่างนั้นท่านพี่กลับมาจะหาว่าข้านั้นเป็นกระต่ายตื่นตูม!”
จางอี๋เหนียงพยักหน้า ตอบเสียงตํ่ากลับไป “ขอบคุณพี่หลิวที่เป็นห่วง!”
หลิวอี๋เหนียงแอบถอนหายใจด้วยความเสียดายเดินกลับออกไป ระหว่างที่นางเดินผ่านต้วนชิงหมิงไปก็มีกลิ่นตุๆ
บางอย่าง… ถึงแม้บนตัวของหลิวหรงจะประทินแปั้งหอมเพื่อกลบกลิ่นมากมายเพียงใด ทว่าต้วนชิงหมิงยังคงได้กลิ่น
เหม็นจากโรคที่นางเป็นอยู่โชยออกมา
เเววตาของต้วนชิงหมิงเป็นประกาย เห็นทีโรคที่หลิวหรงเป็นคงร้ายแรงขึ้นไปอีกระดับแล้วเป็นแน่
เมื่อจางอี๋เหนียงไม่เป็นอะไรแล้ว ต้วนชิงหมิงก็เข้ามาพูดปลอบใจสองสามประโยคแล้วเดินจากไป ทว่าทันทีที่เด็ก
สาวก้าวเท้าออกจากเรือนจางอี๋เหนียงแล้ว ก็หันขวับไปถามเยวี่ยเจียทันที “ทำไมหลิวอี๋เหนียงจึงมาได้รวดเร็วเพียงนี้?”
เยวี่ยเจียส่ายหน้าด้วยความไม่รู้ “บ่าวก็ไม่ทราบเหมือนกันเจ้าค่ะ เมื่อครู่เสี่ยวเหวยไปหาพี่ชิวหนิง หลังจากนั้นพี่
ชิวหนิงก็ให้บ่าวไปรายงานคุณหนูเจ้าค่ะ ส่วนเรื่องหลิวอี๋เหนียงมาถึงตอนไหน บ่าวก็ไม่ทันได้สังเกตเจ้าค่ะ”
“อ่อ” ต้วนชิงหมิงพยักหน้าตอบเสียงนิ่ง และไม่ได้เอ่ยถามอะไรต่อไปอีก
เมื่อต้วนชิงหมิงไม่เอ่ยถาม เยวี่ยเจียก็ไม่กล้าปริปากพูดสิ่งใด ทำได้เพียงเดินตามหลังอยู่เงียบๆ จนกลับมาถึง
เรือน
ดูเหมือนว่าต้วนชิงหมิงยังมีบางสิ่งที่ยังค้างคาสงสัย นางเดินวนไปวนมาอยู่ในห้องเป็นเวลาเนิ่นนานจนนึกขึ้นมา
ได้ จากนั้นถึงเรียกชิวหนิงให้เข้ามาหา กำชับบางสิ่งให้ไปทำ แล้วเอนหลังพักผ่อนในห้อง
……
เช้าตรู่วันถัดมา ต้วนชิงหมิงไปปรากฏตัวที่ร้านเย็บปักหยาจื้อ พร้อมกับนำภาพ “หลินยวนเซี่ยนอวี่ถู” ที่สีตก
ติดมือไปด้วย
ในระหว่างที่ต้วนชิงหมิงเพิ่งนั่งลงจิบนํ้าชาอยู่หลังร้าน จู่ๆ ได้มีเสียงหญิงสาวที่ยิ่งยโสดังขึ้น “เป็นอย่างไร? สิ่งที่
ข้าต้องการได้ตามนั้นหรือไม่ วันนี้เจ้านายของพวกเจ้ามาหรือไม่มา? ข้าจะบอกให้เอาบุญ ถ้าพวกเจ้าให้คำตอบไม่เป็นที่
น่าพอใจ นับจากนี้ต่อไปร้านนี้ก็ถึงจุดจบแล้ว!”
เสียงของหญิงสาวสูงแหลม แม้จะได้ยินอย่างชัดถ้อยชัดคำ แต่คำพูดที่โอหังและปากเสียแบบนั้น ทำให้ใครที่
ได้ยินเกิดความรู้สึกรังเกียจขึ้นมาได้ในชั่วพริบตาเดียว
ผู้ดูแลติงตัวสั่นเทิ้มงกๆ เขารีบหันมาพูดกับต้วนชิงหมิง “คุณหนู แม่นางท่านนั้นมาแล้วขอรับ!”
ต้วนชิงหมิงพยักหน้ารับทราบ วางถ้วยนํ้าชาในมือลง เอ่ยเสียงเรียบ “เอาล่ะ พวกเราออกไปดูกันเถอะ!”
ต้วนชิงหมิงอดใจไม่ไหวแล้ว นางอยากเห็นเหลือเกินว่าองค์หญิงจิ่นซิ่วจะมาไม้ไหนกันแน่?
ผู้ดูแลติงเดินนำต้วนชิงหมิงไปด้านหน้าและเปิดผ้าม่านที่กั้นห้องออก นางเห็นเพียงเด็กสาวคนหนึ่งที่ยืนอย่าง
วางมาดและยิ่งยโสชี้นิ้วเข้ามาต่อว่าอย่างไม่สนใจใคร!
เด็กสาวที่อายุประมาณสิบสามสิบสี่ปี สวมชุดสีแดงที่ปักลายหงส์สีเหลืองทองอร่าม ด้านนอกมีผ้าคลุมสีขาว
บริสุทธิ์คลุมกันหนาว นางยืนหันหน้าเข้ามาทางประตูหน้าร้าน ทำให้เห็นถึงใบหน้าขาวนวล คิ้วที่โก่งได้รูปกับดวงตาที่มี
เสน่ห์ดึงดูดผู้พบเห็น บนศีรษะเกล้าผมขึ้นอย่างประณีต ประดับด้วยไข่มุกสะท้อนแสงระยิบระยับไปทั่ว ริมฝีปากทาชาด
แดง เห็นแล้วเป็นหญิงที่งดงามอย่างยิ่ง
เด็กสาวเบื้องหน้าไม่ใช่องค์หญิงจิ่นซิ่วที่ได้พบเมื่อวานหรอกหรือ
ต้วนชิงหมิงอมยิ้มออกมาหันไปทางองค์หญิงจิ่นซิ่ว “หม่อมฉันต้วนชิงหมิง คารวะองค์หญิงจิ่นซิ่วเพคะ!”
ต้วนชิงหมิงคิดไว้อยู่แล้วว่าวันนี้องค์หญิงจิ่นซิ่วจะต้องมาด้วยความโมโหโกรธา หากองค์หญิงไม่ได้พบต้วนชิงหมิง
ละก็ จะต้องไม่ยอมเลิกราโดยง่ายอย่างแน่นอน ฉะนั้นเรื่องนี้ถ้าให้คนอื่นออกหน้าเกรงว่าจะไม่ใช่คู่ต่อสู้ที่สมนํ้าสมเนื้อ
ขององค์หญิง ถึงตอนนั้นอาจจะต้องเสียอะไรมากมายกว่าเดิมก็เป็นได้
ตั้งแต่ที่ต้วนชิงหมิงเปิดร้านทำการค้าก็ไม่เคยหลอกลวงหรือเอาเปรียบลูกค้าแม้แต่น้อย จึงไม่กลัวคนอื่นจะเอาไป
พูดกัน ส่วนองค์หญิงจิ่นซิ่วนั้นมีอคติต่อต้วนชิงหมิงนั้น นางย่อมรู้ดีแก่ใจ แต่ครั้งนี้องค์หญิงจิ่นซิ่วมาเล่นงานจากผลงาน
ปักผ้า ไม่ใช่มาเล่นงานต้วนชิงหมิง เรื่องนี้จึงมีความหมายที่แตกต่างออกไป ถ้าต้วนชิงหมิงจัดการเรื่องนี้ได้ดีย่อมสร้างชื่อ
เสียงให้กับทางร้านขึ้นไปอีก นางจึงไม่หวาดกลัวที่องค์หญิงจิ่นซิ่วตั้งใจเดินทางมาหาเรื่อง
เพราะฉะนั้นต้วนชิงหมิงตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยวว่าครั้งนี้ นางจะออกหน้าจัดการด้วยตัวนางเอง
องค์หญิงจิ่นซิ่วไม่นึกไม่ฝันว่าร้านแห่งนี้เจ้าของร้านจะเป็นต้วนชิงหมิง นางถึงกับผงะไปครู่หนึ่ง แล้วพูด
ตะกุกตะกักว่า “ต้วนชิงหมิงคิดไม่ถึงว่าร้านนี้ เจ้าเป็นเจ้าของอย่างนั้นหรือ?”
ต้วนชิงหมิงอมยิ้มเล็กน้อย พูดแบ่งรับแบ่งสู้ขึ้นว่า “ร้านปักเย็บหยาจื้อแห่งนี้เป็นการค้าของท่านแม่หม่อมฉัน ดัง
นั้นก็นับได้ว่าเป็นของหม่อมฉันเช่นกันเจ้าค่ะ!”
สายตาขององค์หญิงจิ่นซิ่วมองเข้าไปในร้านจนทั่ว จากนั้นก็มองต้วนชิงหมิงตั้งแต่บนลงล่าง ก่อนจะเอ่ยปากพูด
“มิน่าเล่า ผลงานในร้านปักภาพแห่งนี้ มีต้วนชิงหมิงที่คอยหลอกลวงลูกค้านี่เอง!”
ในเวลานี้เสียงขององค์หญิงจิ่นซิ่วได้เรียกผู้คนที่เดินผ่านไปผ่านมาให้หยุดอยู่ที่หน้าร้านได้ไม่น้อย ทุกคนต่างใช้
สายตาที่เปียมไปด้วยความสงสัยมองเข้าไปหน้าร้านที่มีองค์หญิงจิ่นซิ่วผู้งดงามยืนขวางอยู่ ต้วนชิงหมิงจึงเริ่มโต้แย้งในสิ่ง
ที่องค์หญิงพูดออกมา
ต้วนชิงหมิงยกยิ้มเพียงน้อยนิด “หม่อมฉันเพิ่งทราบเมื่อคืนว่าผลงานปักภาพชิ้นนี้ถูกองค์หญิงซื้อไปเพคะ!”
องค์หญิงจิ่นซิ่วเชิดหน้าให้สูงขึ้นแล้วพูดอย่างไม่สบอารมณ์ “เชอะ! เป็นเพราะเจ้ารู้มาสิว่า ข้าตั้งใจซื้อภาพนี้เพื่อ
จะมอบให้หลิวยวน ดังนั้นเจ้าจึงตั้งใจกลั่นแกล้งข้าสินะ!”
“ขอเรียนถามองค์หญิงหน่อยเพคะ ปกติองค์หญิงจะสวมเสื้อผ้าที่มีรูออกจากวังไหมเพคะ?” ต้วนชิงหมิงถามยิ้มๆ