การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 305 จวนต้วนถึงคราวซวย
เมื่อองค์หญิงจิ่นซิ่วเห็นจางเหลียงอํ้าอึ้ง นางจึงกล้าพูดเสียงดังลั่น “ชิชะ! เจ้าพูดจาเลอะเทอะแบบนี้ ไม่อยาก
ปั่วยตายใช่หรือไม่?”
จางเหลียงโกรธจนตัวสั่นเทิ้มไปทั้งตัว
ต้วนชิงหมิงเห็นทีท่าว่าทั้งสองคนกำลังจะเปิดศึกต่อกัน พลางเดินไปข้างหน้าหนึ่งก้าว เอื้อนเอ่ยเสียงนิ่งว่า “ท่าน
อาจารย์จางอยากจะบอกองค์หญิงท่านนี้ว่าเส้นด้ายไม่มีปัญหา เพียงแต่ท่านอาจารย์จางยังไม่ได้บอกสาเหตุที่เส้นด้ายจะ
สีตกและแข็งกระด้างไม่ใช่หรือ?”
จางเหลียงได้ฟังที่ต้วนชิงหมิงถามขึ้นก็หันไปอีกทางโดยไม่มององค์หญิงจิ่นซิ่วอีกเลย เขาพูดอย่างเย็นชาว่า
“เรื่องนั้นมันง่ายมาก เส้นด้ายที่สะท้อนแสงมีลักษณะและกรรมวิธีการผลิตที่ไม่เหมือนกับเส้นด้ายทั่วไป เส้นด้าย
ประเภทนี้แม้จะโดนนํ้าร้อนก็ไม่เปลี่ยนสีและสีไม่ตก แต่กลัวปรอทเป็นที่สุด พูดได้ว่าขอเพียงสัมผัสปรอทแม้แต่หยด
เดียวก็จะสีตกในทันที”
ปรอท? สีตกทันที?
องค์หญิงจิ่นซิ่วมีสีหน้าเปลี่ยนไปในทันทีราวกับนึกอะไรขึ้นมาได้
ต้วนชิงหมิงพอเห็นดังนั้นก็อมยิ้มขึ้นมาแล้วพูดว่า “ท่านอาจารย์จาง พวกเราสามารถพิสูจน์ได้หรือไม่?”
จางเหลียงมองไปยังองค์หญิงจิ่นซิ่วด้วยสายตาที่ไม่พอใจและพูดนํ้าเสียงแข็งกร้าว “เช่นนั้นก็มาพิสูจน์ให้
ประจักษ์ต่อสายตาไปเลย มิเช่นนั้นจะมีคนมาหาว่าตาแก่อย่างข้าพูดจาเลอะเทอะ!”
ต้วนชิงหมิงนิ่งคิดอยู่ประเดี๋ยว ก่อนจะเดินไปตรงหน้าองค์หญิงจิ่นซิ่ว พูดเสียงเรียบ “องค์หญิงเห็นด้วยกับการ
พิสูจน์ของท่านอาจารย์จางหรือไม่เจ้าคะ?”
องค์หญิงจิ่นซิ่วที่ก้มหน้าก้มตามาโดยตลอดไม่รู้ว่ากำลังคิดเรื่องใดอยู่ เวลานี้เมื่อได้ยินที่ต้วนชิงหมิงเอ่ยถาม องค์
หญิงได้เงยหน้าขึ้นและพูดขึ้นด้วยท่าทางสงสัย “อ้อ… เจ้าพูดอะไรกันนะ? จะพิสูจน์อะไร?”
ต้วนชิงหมิงหัวเราะที่องค์หญิงไม่ได้มีสติฟังที่นางพูด “คือว่าปรอทนั้นสามารถทำให้สีตกได้ ข้าแค่อยากจะพิสูจน์
ให้เป็นที่ประจักษ์ องค์หญิงเห็นว่าอย่างไรดี?”
หญิงสาวได้ฟังพลันรีบหันมองไปทางอื่นแล้วพูดขึ้น “พิสูจน์ออกมาแล้วจะเอาไปใช้อะไรได้? ในเมื่อภาพปักนั้นสี
ตกไปหมดแล้ว เห็นทีร้านของเจ้าไม่มีปัญญาทำให้ดีดังเดิม? หรืออยากจะไม่รับผิดชอบกันแน่?”
ต้วนชิงหมิงหัวเราะออกมา “หม่อมฉันไม่ได้หมายความว่าจะไม่รับผิดชอบ เพียงแต่เรื่องนี้จะพูดกันให้เข้าใจกัน
เสียก่อนแล้วค่อยหาวิธีการแก้ไขเพคะ!”
องค์หญิงจิ่นซิ่วพลันถามขึ้นอย่างฉงนใจ “อะไรนะ ภาพปักที่พังยับเยินขนาดนั้นยังสามารถแก้ไขให้กลับมาเป็น
เหมือนเดิมได้หรือ?”
“ย่อมทำได้เจ้าค่ะ ถ้าองค์หญิงจิ่นซิ่วไม่เชื่อละก็ หม่อมฉันจะกลับไปทำมาใหม่ให้กับองค์หญิง” ต้วนชิงหมิงตอบ
ยิ้มๆ
เมื่อต้วนชิงหมิงกล่าวจบก็หยิบเส้นด้ายที่อยู่ในมือขององค์หญิงจิ่นซิ่วมา จากนั้นก็ร้อยเข้ากับเข็มแล้วพูดเสียงเบา
“เชิญองค์หญิงดูนะเพคะ!”
ต้วนชิงหมิงกล่าวจบก็นำเข็มที่มีเส้นด้ายปักไปอย่างเบามืออยู่หลายครั้ง ภาพจากที่สีตกก็มีสีเส้นด้ายใหม่เสริม
เข้าไป แม้สีจะดูไม่สดใสแต่กลับให้ความรู้สึกอีกแบบหนึ่ง เมื่อองค์หญิงจิ่นซิ่วได้เห็นสายตาก็ลุกประกายออกมา “เจ้า
สามารถแก้ไขภาพให้เป็นที่พอใจของข้าได้หรือ?”
ต้วนชิงหมิงอมยิ้ม “น่าจะทำได้เพคะ”
ทว่าตอนนี้องค์หญิงจิ่นซิ่วเหมือนมีเรื่องที่ครุ่นคิดอยู่ภายในใจ หรือเป็นเพราะหลังจากที่จางเหลียงอธิบายว่าเส้น
ด้ายสะท้อนแสงไม่ถูกกับปรอทเป็นที่สุด สีหน้าขององค์หญิงจิ่นซิ่วได้เปลี่ยนไปอย่างผิดสังเกต ราวกับว่ากำลังปกปิดเรื่อง
บางอย่างไว้
เมื่อได้ยินต้วนชิงหมิงรับประกันว่าสามารถทำให้เป็นดังเดิมได้ องค์หญิงจิ่นซิ่วจึงพยักหน้าด้วยความพอใจ “เอา
อย่างนั้นก็ได้ ถ้าไม่มีเรื่องอะไรแล้ว ครั้งหน้าข้าจะมารับ แต่เจ้าต้องบอกข้าว่าใช้เวลานานกี่วันกว่าทำเสร็จ?”
ต้วนชิงหมิงตอบอย่างไม่มีความลังเลแม้แต่น้อย “วันมะรืนตอนเช้า องค์หญิงจิ่นซิ่วให้คนมารับไปได้เลยเพคะ”
สายตาขององค์หญิงจิ่นซิ่วในเวลานี้กลับดูหนักอึ้ง ซึ่งแตกต่างกับตอนที่มาอย่างกับเป็นคนละคน ละม้ายไม่มีกะ
จิตกะใจพูดเรื่องอื่นอีกแล้วจึงยกมือขึ้นส่ายไปมา “เอาล่ะ ภาพปักนี้ข้ารีบใช้ เจ้ากลับไปทำได้แล้ว วันมะรืนข้าจะให้คน
มาเอา”
พูดจบหญิงสาวก็หมุนตัวกลับ ก้มหน้าเดินจากไปอย่างรีบร้อน
ส่วนองครักษ์ที่ปลอมตัวเข้ามาอยู่ในฝูงชน เพื่ออารักขาองค์หญิงจิ่นซิ่วก็ได้ถอนตัวกลับไป ไม่นานผู้ชมทุกคนต่าง
ก็ทยอยแยกย้ายไปทำธุระของตนกันหมด
องค์หญิงจิ่นซิ่วที่จากไปโดยไม่รํ่าลาได้สร้างความแปลกใจให้กับต้วนชิงหมิงไม่น้อย นางรู้สึกคำว่า “ปรอท” คำนี้
ทำให้องค์หญิงจิ่นซิ่วมีท่าทีที่เปลี่ยนไปถนัดตา สงสัยภาพปักนี้จะโดนปรอทเข้าไปอย่างไม่ได้ตั้งใจ แต่สายตานั้นกลับ
เหมือนไม่รับทราบเรื่องนี้มาก่อน… เห็นทีคงมีคนที่ชักใยอยู่เบื้องหลังโดยที่องค์หญิงยังไม่ทันได้รู้ตัว ดังนั้นพอจางเหลียง
ได้ชี้แจงแถลงไข นางกลับพบบางสิ่งที่ผิดปกติ จึงรีบกลับไปอย่างเร่งรีบ
ไม่ว่าอย่างไร เรื่องชั่วร้ายในวังหลวงนั้นเกิดขึ้นมามากมายจนนับไม่ถ้วนแล้ว เห็นทีองค์หญิงจิ่นซิ่วคงจะมีเรื่องที่
ต้องไปจัดการอีกหลายอย่าง
เมื่อองค์หญิงจิ่นซิ่วได้จากไป เรื่องราวก็ถือว่ายุติลงแล้ว ต้วนชิงหมิงจึงเดินไปข้างกายจางเหลียงและกล่าวอย่าง
จริงใจขึ้น “ขอขอบคุณท่านอาจารย์จางเป็นอย่างสูงที่ช่วยให้ร้านของชิงหมิงหลุดพ้นจากข้อครหานี้ ชิงหมิงขอขอบคุณ
อีกครั้ง!”
จางเหลียงพยักหน้ารับเล็กน้อย จากนั้นก็พูดกับต้วนชิงหมิง “นี่ไม่ใช่ความผิดของร้านเย็บปักหยาจื้อ ตาแก่อย่าง
ข้านั้นจะพูดแต่เรื่องตรงไปตรงมาไม่เข้าข้างใคร หากไม่มีเรื่องอะไรแล้วก็แยกกันตรงนี้แล้วกัน”
ชายชราพูดจบก็กลับตัวเดินจากไปอย่างไม่รีรอ
ต้วนชิงหมิงกับผู้ดูแลติงเดินไปส่งจางเหลียงตรงถนนหน้าร้านแล้วค่อยเดินกลับเข้าร้านมา
ผู้ดูแลติงเห็นต้วนชิงหมิงมาออกโรงจัดการปัญหาที่ยุ่งยากกับองค์หญิงจิ่นซิ่วเรียบร้อยแล้ว ในที่สุดเขาก็โล่งอกได้
เสียที
ร้านเย็บปักหยาจื้อเงียบสงบลงอีกครั้ง ผู้ดูแลติงสั่งให้ทุกคนต่างแยกย้ายไปทำงานในส่วนที่แต่ละคนรับผิดชอบ
จากนั้นเขาก็นำต้วนชิงหมิงเข้าไปพักที่โถงด้านหลัง และเมื่อสังเกตเห็นต้วนชิงหมิงยังให้ความสนใจกับภาพปักที่เสียหาย
ในมือ ผู้ดูแลติงจึงพูดอย่างโล่งใจ “โชคดีเหลือเกินที่คุณหนูมาได้ทันเวลาจึงทำให้เรื่องนี้ผ่านไปได้ด้วยดี ไม่อย่างนั้นพวก
เราก็ไม่รู้จะแก้ไขอย่างไรดีขอรับ!”
ต้วนชิงหมิงยิ้มออกมาเพียงเล็กน้อย “ผู้ดูแลอย่าได้พูดเกรงอกเกรงใจเช่นนี้เลย เรื่องในวันนี้ไม่ใช่ฝีมือของข้า แต่
กลับเป็นของท่านอาจารย์จางต่างหาก เรื่องจึงเปลี่ยนไปในทางที่ดีเช่นนี้!”
แม้ว่าต้วนชิงหมิงฟันธงในใจแล้ว ว่าองค์หญิงจิ่นซิ่วจะต้องเกิดเรื่องขึ้นอย่างแน่นอนจึงมีท่าทางที่แปลกไปอย่าง
ถนัดตา ทว่าสิ่งที่นางคิดเป็นเพียงการคาดเดาเท่านั้นในใจโดยที่ไม่ได้บอกให้กับผู้ดูแลติงรับรู้ เด็กสาวผินหน้าไปพูดกับผู้
ดูแลติงว่า เอาล่ะ ทำการค้านั้นย่อมพบกับลูกค้าทุกรูปแบบที่มีความต้องการแตกต่างกันไป เพียงแต่โชคดีที่เรื่องในวันนี้
ไม่ได้ทำให้เป็นเรื่องใหญ่โต ผู้ดูแลวางใจได้แล้ว ”
ต้วนชิงหมิงพูดคุยอีกสองสามประโยค จากนั้นได้เก็บชิ้นงานและรํ่าลาผู้ดูแลก่อนจากไป
นางเดินออกมาขึ้นรถม้าที่จอดรออยู่หน้าร้าน เพื่อมุ่งหน้าไปทางตลาด ทว่าสิ่งที่นางนึกไม่ถึงก็คือ ระหว่างที่นาง
เดินออกจากประตูร้านได้มีรถม้าอีกคันหนึ่งขับออกไปก่อนเพียงเล็กน้อย
ในรถม้าคันนั้นมีหญิงวัยกลางคนนั่งอยู่ด้านใน พอเห็นต้วนชิงหมิงเดินออกมาจากร้าน นางก็ปลดผ้าม่านลงมา
จู่ๆ ในรถม้าคันนั้นก็มีหญิงสาวเอ่ยขึ้น “ฮูหยินเห็นหรือยังเจ้าคะ? คุณหนูคนนั้นก็คือคุณหนูใหญ่บุตรสาวภรรยา
เอกจวนต้วน! ฮูหยินเห็นท่าทางของนางหรือไม่ เป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ?”
ในรถม้ามีเสียงที่เย็นชาและแน่นิ่งดังขึ้นมา ราวกับกำลังยกตนให้ดูสูงศักดิ์กว่า “เป็นนางอย่างนั้นหรือ… ที่ในงาน
วันเกิดมีดอกบัวเบ่งบานในยามที่หิมะโปรยปราย ทำให้ทั่วทั้งเมืองหลวงต่างเล่าลือกัน ข้าก็คิดว่าจะเป็นคนที่โดดเด่น
มากมายขนาดไหนเชียว ที่แท้ก็เป็นเพียงเด็กเมื่อวานซืนก็เท่านั้น!”
เสียงหญิงสาวอีกคนพยายามกลั้นเสียงหัวเราะให้เบาที่สุด “ใช่แล้วเจ้าค่ะ คุณหนูใหญ่จวนต้วนอายุยังน้อย ดูก็รู้
ว่าไม่ได้วิเศษวิโสอะไร ทว่าคนที่มีการแก้ไขปัญหาที่หลักแหลมเช่นนี้พบได้ไม่มาก……”
เมื่อนางพูดออกมาได้เพียงครึ่งเดียว กลับถูกตัดบทด้วยเสียงที่เย็นชาของหญิงวัยกลางคนที่พูดอย่างเย็นชา “หึ หึ
จะฉลาดหลักแหลมจริงอย่างที่คนพูดมาหรือไม่นั้น… เห็นทีข้าต้องขอทดสอบเสียหน่อยแล้ว…”
ไม่นานเสียงในรถม้าก็เงียบลง
พลันได้ยินเสียงเย็นชาพูดขึ้นอีกครั้ง “กลับวัง!”
ท่ามกลางเหมันต์ฤดูที่หิมะกำลังโปรยปราย รถม้าค่อยๆ เคลื่อนออกไปอย่างเชื่องช้าช้า ในรถม้านั้นมีพลังอำมหิต
บางอย่างได้แผ่ซ่านออกไปทั่วบริเวณ