การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 306 ความผิดปกติของหลิวยวน
กว่าต้วนชิงหมิงจะเดินออกจากร้านเย็บปักจื้อหยาก็ใกล้เวลาเที่ยงวันแล้ว ทว่านางยังไม่ขึ้นรถม้าแต่เลือกที่จะเดิน
เล่นทอดน่องอย่างเนิบช้า อยู่บนถนน ดูผู้คนเดินผ่านไปผ่านมาบนถนนเส้นนี้
ด้านหลังของนางนั้นมีรถม้าที่ขับตามมาอย่างไม่รีบร้อน คนที่บังคับรถม้านั้นคือ ‘เหลาหม่า’ คนเก่าคนแก่ของ
จวนต้วน เขาคอยมองต้วนชิงหมิงเดินเล่นไปมาบนท้องถนน อย่างกังวลใจกลัวว่าคุณหนูนั้นจะหายตัวไป
ดูเหมือนว่าต้วนชิงหมิงจะชอบอาบแสงอาทิตย์ในช่วงหน้าหนาวแบบนี้ นางเดินดูของไปมาอย่างไม่รีบไม่ร้อนและ
ไม่สนใจคนที่เดินอยู่รอบกายของนาง
ทันใดนั้น ข้างกายของต้วนชิงหมิงกลับมีชายคนหนึ่งวิ่งมาด้วยความรวดเร็วจนมองแทบไม่ทัน ชายคนนั้นดึง
หมวกตาข่ายของต้วนชิงหมิงออกเผยให้เห็นใบหน้าที่งดงามของนาง
ด้วยความเร็วที่ชายคนนั้นวิ่งทำให้ภาพปักที่อยู่ในมือตกลงพื้นโดยไม่ทันได้ระวังตัว
บนพื้นที่มีหิมะสะสมจนหนา ชายคนนั้นวิ่งมาโดนนาง ทว่ายังไม่ทันได้กล่าวขอโทษสักคำก็วิ่งต่อไป ต้วนชิงหมิงที่
ที่กำลังเดินอยู่กลับโซเซโอนเอนไปมา ทั้งของตกและร่างเกือบล้มลงไปกับพื้น
ต้วนชิงหมิงโงนเงนไปมา ก่อนที่นางจะพยายามฝืนร่างกายให้ยืนตรงขึ้นมา
ภาพปักที่องค์หญิงจิ่นซิ่วได้สั่งปักได้ตกลงกับพื้นโดยที่ต้วนชิงหมิงไม่ได้ตั้งใจ แต่เพราะชายคนนั้นแท้ๆ วิ่งมาชนไม่
พอ ยังดึงหมวกของนางวิ่งหายวับไป
โชคดีที่นางไม่ได้ล้มลงไป มีเพียงสิ่งของตกพื้นเท่านั้น แต่กระนั้นอารมณ์ที่อยากเดินเล่นชมบรรยากาศเมื่อครู่
พลันดับสลายด้วยเหตุการณ์ครั้งนี้
เด็กสาวขมวดคิ้วขึ้น แล้วย่อตัวลงหมายจะเก็บภาพปักนั้นขึ้นมาแล้วเดินขึ้นรถม้าไป
ระหว่างที่ชายคนนั้นวิ่งมาเมื่อครู่ก็ได้ใช้มือข้างหนึ่งพยายามแย่งของในมือต้วนชิงหมิง เมื่อชายคนนั้นเห็นภาพที่
ปัก ‘หลินยวนเซี่ยนอวี่ถู’ เพียงไม่กี่คำก็ถึงกับสะดุ้งขึ้นเล็กน้อย หลังจากนั้นชั่วพริบตาเดียวเขาก็ม้วนภาพนั้นแล้วใส่เข้า
มาในมือของต้วนชิงหมิง
“ขอบคุณ” เด็กสาวขอบคุณจากใจจริง แต่อีกฝั่ายพูดกลับมาด้วยยิ้มน้อยๆ “ชิงหมิง ทำไมเจ้าถึงมาอยู่ที่นี่ได้?”
เสียงที่ฟังคุ้นเคยทำให้นางเงยหน้าขึ้นมองอย่างรวดเร็ว ที่แท้ก็เป็นหลิวยวน เขาหยุดยืนอยู่ภายใต้แสงอาทิตย์ใน
อากาศที่หนาวเหน็บแล้วยิ้มอ่อนๆ “ชิงหมิง……ไม่ได้เจอกันเสียนาน”
ต้วนชิงหมิงคลี่ยิ้มกว้าง ยกมือขึ้นปิดปากขำเบาๆ อยู่ประเดี๋ยวก็พูดด้วยสายตาที่มีความสุข “ใช่แล้ว! นานมาก
เหลือเกินที่ไม่ได้พบกัน!”
ในช่วงนี้ต้วนชิงหมิงไม่ได้ยินข่าวคราวของหลิวยวนแม้แต่น้อย ถ้าจะบอกว่าไม้เป็นห่วงเป็นใยก็คงจะไม่จริง ทว่าต้
วนชิงหมิงรู้อยู่แก่ใจ หลิวยวนในวันนี้ไม่ใช่คนเดียวกับเมื่อก่อนอีกต่อไปแล้ว เขามีฐานะเป็นถึงบุตรชายของเสนาบดีหลิว
ย่อมมีเรื่องที่ต้องคอยจัดการอยู่ไม่น้อย อีกทั้งเมื่อเขาล่วงรู้ฐานะที่แท้จริงแล้วจึงมีความแตกต่างไปจากเดิมอยู่บ้าง ดังนั้น
แม้ทราบดีว่าไม่ได้พบหน้าหลิวยวนมาเป็นเวลานาน แต่ต้วนชิงหมิงก็ไม่เคยให้บ่าวไปสืบเรื่องของเขา
หลิวยวนมองไปทางต้วนชิงหมิง ในแววตาของเขายังคงแสดงความเบิกบานในใจออกมาอย่างปกปิดไม่มิด “ชิงห
มิงเชื่อเรื่องใจตรงกันบ้างหรือไม่… อันที่จริงข้ากำลังจะไปหาเจ้ากับอวี้เอ๋อร์ ทว่านึกไม่ถึงเลยว่าจะมาพบเจ้าที่นี่ได้!”
นางเอาแต่หัวเราะแห้งๆ สายตาเสมองไปทางอื่นอย่างรู้สึกอึดอัดใจกับคำพูดของเด็กหนุ่ม รีบพูดเปลี่ยนหัวข้อที่
กำลังสนทนาอย่างฉับพลัน “อวี้เอ๋อร์คิดถึงพี่หลิวมากเหลือเกิน… เขารบเร้าอยากไปหาพี่หลิวที่จวนหลายต่อหลายครั้ง
ข้าได้แต่คอยปรามไว้!”
หลิวยวนขมวดคิ้วขึ้นด้วยความสงสัย “ทำไมกันล่ะ?”
ภายในใจของหลิวยวนย่อมมีพื้นที่ให้กับต้วนชิงหมิงกับต้วนอวี้อยู่เสมอ แล้วด้วยเหตุอันใดนางจึงคอยห้ามไม่ให้ต้
วนอวี้ไปมาหาเขา
ต้วนชิงหมิงอมยิ้มเล็กน้อย “อันที่จริงก็ไม่ได้มีอะไรหรอก เป็นเพียงความคิดสนุกของเด็กน้อยเท่านั้น พอได้ทำ
เรื่องอื่นก็ลืมเรื่องนี้ไปแล้ว”
มีหรือที่ต้วนอวี้จะไม่อยากไปหาพี่หลิว ถึงแม้ต้วนชิงหมิงเคยบอกต้วนอวี้เกี่ยวกับงานที่ยุ่งหัวไม่ลาหางไม่เว้นของ
หลิวยวน กับเรื่องเรือนของเสนาบดีหลิวไม่ใช่สถานที่ที่เข้าออกกันโดยง่าย ทว่าต้วนอวี้ยังคงกล่าวถึงพี่หลิวที่เคยใช้ชีวิต
อยู่ร่วมกันอยู่เสมอ
คำพูดของต้วนชิงหมิงทำให้หลิวยวนยิ้มเฝือนๆ ออกมา ที่จริงสิ่งที่เขาอยากถามขึ้นคือมีเพียงต้วนอวี้ที่คิดถึงเขา
เท่านั้นหรือ นางไม่เคยคิดถึงเขาเลยหรือ? ยังมีเรื่องต้วนชิงหมิงปฏิเสธการไปหาเขาที่จวนเสนาบดีหลิวด้วยเหตุผลใดกัน
แน่ ไม่รู้ว่าไม่อยากข้องเกี่ยวหรือว่าไม่สะดวกที่จะพบหน้า
ทางด้านหลิวยวนนั้นไม่อยากจะปล่อยต้วนชิงหมิง ที่คอยช่วยเขาตั้งแต่แรกที่เข้ามาในเมืองหลวง ยิ่งไม่อยากจะ
ปล่อยต้วนชิงหมิงที่ฉลาดหลักแหลมปากร้ายใจดีคนนี้ไป
สายตาของเขามองนางอย่างอ่อนโยน อยากจะเอ่ยถามขึ้นตรงๆ ว่าในใจของต้วนชิงหมิงยังคงมีเขาอยู่ในนั้นบ้าง
ไหม?
ทว่าเมื่อมองดูภาพที่ต้วนชิงหมิงก้มลงไปเก็บภาพปักที่ลงพื้นขึ้นมาปัดหิมะออกอย่างตั้งอกตั้งใจ สายตาของนาง
กลับพุ่งไปอยู่กับของที่อยู่ในมือโดยไม่ได้ให้ความสำคัญกับสิ่งที่อยู่รอบข้าง
คำถามที่อยากเอ่ยถามขึ้นกับติดอยู่ที่ปากจนพูดไม่ออก
ดวงตาของหลิวยวนกะพริบปริบๆ มองดูต้วนชิงหมิงปัดทำความสะอาดภาพปักที่ตกลงบนพื้น จู่ๆ เขาก็เอ่ยถามต้
วนชิงหมิงเหมือนมีอะไรบางอย่างแฝงไว้ “ชิงหมิง ทำไมถึงยังเก็บภาพที่ปักเสียแบบนี้ขึ้นมาอีก… เป็นของใครที่ปักเสีย
อย่างนั้นหรือ?”
ต้วนชิงหมิงได้ฟังดังนั้นก็ชูภาพปักขึ้นมา “จะใครที่ไหนที่ล่ะนอกจากองค์หญิงจิ่นซิ่ว… นางไปสั่งให้ร้านของชิงห
มิงปักภาพขึ้นมา แต่ไม่ทราบทำไมภาพนั้นกลับถูกปรอทจนสีตกหมด นางจึงมาหาเรื่องกับที่ร้าน จนสุดท้ายชิงหมิงก็ต้อง
นำกลับมาปักที่ส่วนที่เสียหาย”
พอหลิวยวนได้ยินชื่อองค์หญิงจิ่นซิ่วก็ตกใจขึ้นมาไม่น้อย เขาจับแขนต้วนชิงหมิงแล้วดูรอบตัวของนาง ก่อนจะ
ถามอย่างร้อนใจ “ชิงหมิง เจ้าไม่เป็นอะไรใช่หรือไม่? องค์หญิงจิ่นซิ่วไม่ได้ทรมานเจ้าตรงไหนใช่ไหม?”
ความหยิ่งยโสและไร้ยางอายขององค์หญิงจิ่นซิ่วทำให้หลิวยวนต้องคอยหลีกหนีให้ห่างอยู่ตลอด แต่ถ้าเรื่องของ
เขาทำให้ต้วนชิงหมิงพลอยลำบากไปด้วย เขาก็รู้สึกไม่สบายใจตามไปด้วย…
ต้วนชิงหมิงก็เป็นคนที่ไม่อยากสร้างลำบากให้กับคนอื่นเช่นกัน เมื่อนางได้ฟังที่หลิวยวนพูดจึงส่ายหน้าทันที
“ไม่มี ไม่มีเรื่องนั้นจริงๆ เพียงแต่องค์หญิงจิ่นซิ่วไม่เชื่อว่าเป็นความผิดของนางเอง แต่สุดท้ายชิงหมิงได้พบท่านอาจารย์ที่
มีความสามารถสูงจึงสยบองค์หญิงลงได้!”
ในโลกใบนี้ไม่มีเรื่องอะไรได้มาโดยไม่ต้องทำอะไร ในความเป็นจริงนั้น ท่านอาจารย์จางเหลียงเป็นคนที่ต้วนชิงห
มิงเตรียมการมาไว้ล่วงหน้าแล้ว อีกอย่างองค์หญิงจิ่นซิ่วในวันนี้มาแสดงความโอหังต่อหน้านาง มิหนำซํ้าเกือบจะสร้าง
ความลำบากให้กับจางเหลียงอีก แต่ทุกอย่างนั้นกลับผ่านไปอย่างราบรื่นด้วยแผนการที่เตรียมพร้อมมากันอย่างดีของ
ท่านสองคน
ความจริงนั้นจางเหลียงถือเป็นไม้ตายสุดท้ายของต้วนชิงหมิง แต่สิ่งนางคาดคิดไม่ถึงคือองค์หญิงจิ่นซิ่วจะมี
อาการไม่อยู่กับเนื้อตัวแล้วขอกลับไปก่อนอย่างเหลือเชื่อ ทุกคนจึงโล่งใจไปที แต่ถ้าต้องเจอองค์หญิงแสดงอิทธิฤทธิ์ละก็
นางก็ย่อมหาวิธีสยบความโอหังนั้นลงได้เหมือนกัน
เมื่อหลิวยวนได้ยินที่ต้วนชิงหมิงพูดว่าไม่เป็นไร เขาก็พลอยโล่งอกไปที
เด็กหนุ่มมองภาพปักที่มีสีตกในมือต้วนชิงหมิงด้วยสายตาที่สับสนงงงวย “ชิงหมิง องค์หญิงจิ่นซิ่วโออังเกินใคร
จนติดเป็นนิสัยไปแล้ว ต่อไปถ้าไม่มีเรื่องอะไร อย่าได้ไปหาเรื่องนางก่อนเป็นอันขาด”
นํ้าเสียงของหลิวยวนแฝงไปด้วยความรังเกียจองค์หญิงและความเป็นห่วงต้วนชิงหมิงในเวลาเดียวกัน นางรู้สึกอุ่น
ใจ มองไปที่อีกฝั่ายแล้วพูดขึ้น “พี่หลิววางใจเถอะ ต่อไปถ้าข้าเห็นองค์หญิงจิ่นซิ่วเมื่อไรจะต้องระมัดระวังตัวมากกว่านี้”
หลิวยวนพยักหน้ารับรู้ จากนั้นทั้งคู่ก็เดินต่อไปข้างหน้าพูดคุยกันเรื่องทั่วไป จู่ๆ หลิวยวนเหมือนคิดอะไรบาง
อย่างได้จึงหันมาถามต้วนชิงหมิงด้วยท่าทีที่แปลกไป “ใช่แล้ว ชิงหมิงบอกว่าภาพชิ้นนี้สีตกไปแล้ว ขอถามหน่อยว่าภาพ
ปักนี้ทำไมสีถึงตกได้เล่า?”
ดูเหมือนหลิวยวนไม่เต็มใจที่จะกล่าวถึงเรื่องที่เกี่ยวกับองค์หญิงจิ่นซิ่ว เพียงแต่เขารู้ดีเมื่อหลายวันก่อน องค์หญิง
จิ่นซิ่วได้นำภาพปัก “หลินยวนเซี่ยนอวี่ถู” มาวางไว้บนโต๊ะเขา เมื่อหลิวยวนกางออกดูได้แวบเดียวก็มีธุระเร่งด่วนที่ต้อง
ออกไปจัดการ
เดิมทีหลิวยวนจะให้คนนำภาพปักนี้ไปคืนองค์หญิงจิ่นซิ่ว ทว่าวันนั้นหลิวจื๋อชวนเขาพูดคุยเป็นเวลานาน เมื่อกลับ
มาก็เป็นเวลาดึกดื่นเที่ยงคืนไปแล้ว