การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 308 ได้พบชุนถาวอีกครั้ง
ใช่แล้ว แม้แต่หลิวยวนยังรับรู้ได้ แล้วทำไมหลิวจื๋อจะดูไม่ออกเล่า
ทว่า แม้หลิวจื๋อจะรู้เรื่องดีทุกอย่าง แต่ก็ยังเลือกที่จะนิ่งเงียบไม่พูดไม่จาอะไรออกมา และทำเป็นไม่สนใจ
การไม่สนใจของหลิวจื๋อแสดงออกให้เห็นถึงการที่เขาไม่ได้ให้ราคากับการตายของบ่าวรับใช้คนนั้น เนื่องจาก
ความวุ่นวาย การแก่งแย่งชิงดีชิงดีและการลอบทำร้าย เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ของแต่ละจวน
หลิวยวนฝืนยิ้มขึ้นมาพลางปรายตามองไปที่ต้วนชิงหมิงด้วยสายตารู้สึกผิดเต็มเปียม “ขอโทษด้วย อันที่จริงพี่ไม่
ควรใช้นํ้าเสียงเช่นนี้พูดออกมา แต่ว่ามันอดไม่ได้นี่สิ!”
เขาสองจิตสองใจก่อนพูดอย่างติดๆ ขัดๆ ราวกับต้องการแฝงความหมายอะไรบางอย่างอยู่ในนั้น……นานเท่า
อึดใจเขาจึงเอ่ยปากพูดขึ้นมาอีกครั้ง “น้องชิงหมิงต้องรู้ว่า ก่อนที่พี่จะหาท่านพ่อพบ พี่มีชีวิตที่ยากแค้นลำบากและสิ้น
หวังเพียงใด… ในสายตาของท่านพ่อนั้น คนรับใช้ที่เพิ่งตายไปอาจไม่เคยมีตัวตนในสายตาของเขามาก่อนเลยก็เป็นได้ แต่
ว่าพี่รู้ดีว่าเขาอาจเป็นลูกชายของใครสักคนที่มีพ่อแม่เครือญาติที่รักเขา ถ้าเขาต้องมาตายแบบนี้ คงไม่มีใครที่จะทวง
ความยุติธรรมให้เขาอย่างแน่นอน!”
หลิวยวนพูดด้วยนํ้าเสียงแผ่วเบาคล้ายกระซิบ ทว่าทุกคนในนั้นต่างสัมผัสได้ถึงความโศกเศร้าอาดูรและไร้กำลัง
ของเขา… เขาหันหน้ามองร่างบ่าวรับใช้ที่ไร้วิญญาณและตายอย่างไม่รู้อีโหน่อีเหน่ ที่ต้องจากไปอย่างไม่มีวันกลับมาได้อีก
ครั้ง ด้วยความห่อเหี่ยวและไร้ซึ่งเรี่ยวแรง
ต้วนชิงหมิงได้แต่เม้มปากเป็นเส้นตรง เงียบลงไม่พูดไม่จา
ทว่าชั่วพริบตาเดียว เด็กสาวก็นึกถึงภาพที่หลิวยวนเข้ามาพักอาศัยที่จวนต้วนในช่วงแรก ถึงแม้เสื้อผ้าของเขาจะ
ดูเก่า แต่ก็ยังดูสะอาดสะอ้าน ท่าทางและลักษณะช่างแตกต่างจากคนในวัยเดียวกัน เมื่อหลิวยวนมาอยู่ที่เรือนด้านหลัง
กลับยิ่งทำให้เรือนหลังมีความแปลกใหม่เกิดขึ้นมา
ดวงตาดำขลับและเปล่งประกายของหลิวยวนยามเมื่อได้มอง ราวกับว่าดวงตาคู่นั้นได้สามารถดึงดูดความสนใจ
ทั้งหมดให้หยุดนิ่งไว้ได้ในตอนนั้นเขายังเคยสอนต้วนอวี้ว่า “ลูกผู้ชายจะต้องเข้มแข็ง ทำอะไรทำจริง ไม่ทำสิ่งที่ทำร้าย
ตนเอง และผู้อื่น”
ในตอนนั้นที่เขาได้เห็นต้วนชิงหมิงเล่นงานหลิวหรงจนนางโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ ทำให้เขาโกรธต้วนชิงหมิงที่ไม่นำ
คำที่เขาเคยพูดไปทำตาม แม้สุดท้ายเขาจะให้อภัยนางแล้ว
แม้หลิวยวนในเวลานี้จะมีแววตาที่สดใสและเด็ดเดี่ยวเช่นครานั้น แต่ว่าความซื่อตรงเฉกเช่นเมื่อตอนที่เข้าไปอยู่ใน
จวนต้วนตั้งแต่แรกได้แปรเปลี่ยนไปแล้ว เหมือนกับเด็กน้อยที่เดินหลงทางอยู่ในความมืดจนไม่อาจหาทางเดินต่อไปอีก
เด็กสาวได้แต่แอบถอนหายใจออกมาเบาๆ
การสู้รบตบมือกันในเรือนหลังของแต่ละจวนเป็นสิ่งที่ต้องเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งหลิวยวนและใครหลาย
ต่อหลายคนไม่ได้อยากจะพบเจอ
นางรู้ดีว่านี่ไม่ใช่ความผิดของหลิวยวนและไม่ใช่ความผิดของหลิวจื๋อด้วยเช่นกัน ยิ่งไปกว่านั้นก็ไม่ใช่ความผิดของ
ฮูหยินหลิว… เพราะบนในโลกใบนี้ทุกคนต่างย่อมมีความปรารถนาของตนเอง และความผิดพลาดที่ทุกคนต่างเคยทำมา
พูดโดยสรุปแล้วถ้าจะโทษละก็ คงต้องโทษวันเวลาและโชคชะตาที่นำพาให้เป็นเช่นนี้
ฟั้าดินได้ให้ชีวิตและสติปัญญามาในเวลาเดียวกัน ทำให้แต่ละคนแข็งแกร่งขึ้นมา ดังนั้นชีวิตที่ยังมีลมหายใจอยู่ก็
ต้องดิ้นรนเพื่อการมีชีวิตอยู่กันต่อไป
ทั้งหลิวยวนและต้วนชิงหมิงต่างนิ่งจ้องมองกันและกัน ราวกับหนทางข้างหน้ายังอีกยาวไกล
วันนี้ต้วนชิงหมิงมาเพื่อองค์หญิงจิ่นซิ่ว นางจึงไม่ได้พาชิวหนิงและเยวี่ยเจีย รวมถึงโส่วหลูติดตัวมาด้วย ลมหนาว
เหน็บในช่วงเหมันต์ฤดูพัดกรูผ่านต้วนชิงหมิงจนนางยืนหนาวสั่นไปทั้งตัว… ในตอนนี้หลิวยวนเพิ่งสังเกตเห็นต้วนชิงหมิง
ยืนหนาวสั่นอยู่ภายใต้หมวกตาข่ายที่ปิดใบหน้า
ในใจของเขาเกิดความรู้สึกผิดขึ้นมา เอื้อมมือไปจับมือน้อยๆ ของอีกฝั่ายแล้วเอ่ยขึ้น “น้องชิงหมิง ขอโทษด้วย
อากาศเหน็บหนาวถึงเพียงนี้ พี่ยังให้น้องชิงหมิงเดินมาเป็นเพื่อนตั้งไกลแบบนี้… เจ้าคงหนาวจนจะทนไม่ไหวแล้ว
กระมัง?”
เด็กสาวคลี่ยิ้มบางๆ พลางยกมือทั้งสองข้างขึ้นมาถูไปมา พ่นลมออกจากปากไปที่มือให้เกิดความร้อนออกมา
แล้วอ้าปากหัวเราะขึ้น “ไม่เป็นอะไรเลย คุณชายหลิวมีเรื่องทุกข์ใจ ชิงหมิงเดินมาเป็นเพื่อนก็นับว่าเป็นเรื่องที่ควรทำอยู่
แล้ว!”
จู่ๆ ต้วนชิงหมิงพลันก้มหน้าลง เอ่ยเสียงเบาละม้ายกระซิบ “เอาล่ะ ชิงหมิงจะเรียกคุณชายหลิวว่า ‘หลิวยวน’
แล้วกัน!”
เขาสบตากับนางที่ยืนอมยิ้มมองตนอยู่ครู่หนึ่ง ทว่าไม่กล่าวคำใดในทีแรกด้วยกำลังรู้สึกดีใจเป็นล้นพ้น แล้วยิ้ม
กว้างออกมา ตอบเสียงดังฟังชัด “อืม…”
พูดได้เพียงคำเดียว หลิวยวนก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ เขากลับหันไปพูดตำหนิต้วนชิงหมิงเล็กน้อย “ต่อจากนี้ไป อย่าได้
เรียกว่า ‘คุณชาย’ อีก ฟังทีไรรู้สึกไม่รื่นหูเอาเสียเลย!”
นํ้าเสียงของหลิวยวนกลับกลายทำให้ต้วนชิงหมิงเผยรอยยิ้มออกมา นางส่ายหน้าและพูดขึ้น “เห้อ! มันก็เป็นแค่
เพียงคำเรียกชื่อเท่านั้นเอง อย่าได้ถือเป็นจริงเป็นจังไปเลย……ไม่ว่าจะเรียกว่าอะไร ในใจของข้า หลิวยวนก็ยังคงเป็นพี่
ชายอยู่ดี!”
สายตาของเด็กหนุ่มชะงักไปครู่หนึ่ง ทว่าพริบตาเดียวพลันมลายหายไป… หรือว่าสำหรับนาง เขาเป็นได้เพียงพี่
ชายแค่นั้นหรือ?
ต้วนชิงหมิงส่ายหน้าภายใต้หมวกตาข่ายที่สวมอยู่ ทำให้เห็นใบหน้าที่นิ่งเรียบของต้วนชิงหมิงอยู่แวบเดียว หลัง
จากนั้นนางก็เอ่ยขึ้น “หลิวยวนก็รู้นี่หน่า พวกเราได้ใช้เวลาในจวนต้วนมาก่อนระยะหนึ่งก่อนหน้านี้แล้ว ชิงหมิงไม่มีทาง
ลืมเลือนได้ตลอดไป”
เรื่องราวต่างๆ ที่เคยเกิดขึ้นในจวนต้วน รวมถึงสิ่งที่หลิวยวนเคยได้ช่วยเหลือและให้กำลังใจ นางไม่มีวันลืมเลือน
ได้อย่างแน่นอน
ภายในใจของหลิวยวนเกิดรู้สึกตะขิดตะขวงใจขึ้นมา ทว่าสายตาที่มองกลับมายังคงอ่อนโยน และจ้องมองแน่นิ่ง
ไปที่นาง!
ภายใต้อากาศอันหนาวเหน็บจู่ๆ ใบหน้าของหลิวยวนก็เริ่มแดงระเรื่อขึ้นมาเรื่อยๆ
ในใจของเขาค่อยๆ เต้นแรงและรัวขึ้น จนหน้าอกกระเพื่อมขึ้นลงอย่างแรง เขาใช้สายตาที่อ่อนโยนมองไปที่นาง
แล้วพูดเสียงแผ่วเบา “ชิงหมิง ที่จริงแล้วพี่นั้น…”
“พวกเจ้ากำลังทำอะไร?”
หลิวยวนตะลึงงันที่จู่ๆ ก็มีเสียงพูดดังขึ้นมา คำพูดที่ตระเตรียมมาอย่างดิบดี บัดนี้กลับพูดไม่ออกแล้ว
ต้วนชิงหมิงเงยหน้าขึ้นมองก็ถึงกับหัวเราะชอบใจออกมา เมื่อเห็นคนที่อยู่เบื้องหน้า “พี่ชุนถาว ทำไมถึงมาที่นี่ได้
ล่ะ?”
คนที่อยู่เบื้องหน้าเป็นชุนถาว นางเดินออกมาจากร้านขายยา หอบของพะรุงพะรังทั้งสองมือ มือขวาถือยา มือ
ซ้ายถือห่ออะไรบางอย่าง ทว่าเมื่อหญิงสาวเห็นต้วนชิงหมิงจึงเผยรอยยิ้มออกมาอย่างดีใจ พลางนำยาที่ถืออยู่มือขวาไป
เกี่ยวกับนิ้วที่มือซ้าย แล้วยกขึ้นโบกมือให้กับต้วนชิงหมิง “ชิงหมิงมาทำอะไรที่นี่?”
ต้วนชิงหมิงรีบสาวเท้าก้าวเดินไปด้านหน้าสองก้าว ยื่นมือออกไปช่วยถือห่อยาที่อยู่ในมือหญิงสาว จากนั้นหลิว
ยวนก็รีบเดินเข้ามาเพื่อรับของต่อจากมือต้วนชิงหมิง นางรีบร้อนแนะนำชายที่มาช่วยถือของ “หลิวยวน ท่านนี้คือพี่ชุน
ถาว!”
เด็กหนุ่มรีบแสดงความเคารพและพูดด้วยนํ้าเสียงที่อ่อนนุ่ม “คารวะพี่ชุนถาวขอรับ!”
ที่จริงแล้วหลิวยวนนั้นไม่ได้รู้จักชุนถาวมาก่อน กระทั่งชื่อก็ยังไม่เคยได้ยินออกมาจากปากของต้วนชิงหมิง
นางไม่ได้จะปิดบังเรื่องนี้กับหลิวยวน เพียงแต่ตอนที่หลิวยวนย้ายออกจากจวนต้วนกลับไปเข้าตระกูลหลิว ต้วน
ชิงหมิงถึงได้เจอชุนถาวเป็นครั้งแรก……ตู้ชิงหรวนกับชุนถาวได้จากไปโดยไม่รํ่าลาในวันนั้น
อีกอย่างพอต้วนชิงหมิงกลับถึงจวนต้วนก็เกิดเรื่องขึ้นต่างๆ นานาร้อยรัดจนนางไม่มีเวลาได้พักหายใจหายคอ
แม้แต่น้อย ที่สำคัญต้วนชิงหมิงไม่ใช่คนที่ชอบเจ๊าะแจ๊ะพูดคุยอะไรไปเรื่อยเปือย จึงคิดว่าเรื่องนี้ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับ
หลิวยวนจึงไม่เคยได้พูดถึง
อีกอย่างตอนที่หลิวยวนย้ายออกจากจวนต้วนไป เขากับต้วนชิงหมิงล้วนมีเรื่องยุ่งวุ่นวายมากมาย จะได้พบปะกัน
สักครั้งก็นับครั้งได้ ดังนั้นจึงไม่ได้พูดคุยกันถึงเรื่องชีวิตความเป็นอยู่ ทว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือเหยียนหลิ่งอวี๋ที่เกิดหึงหวง
ไม่อยากให้ต้วนชิงหมิงไปมีปฏิสัมพันธ์ใดกับหลิวยวนจึงแทบจะไม่ได้พบหน้ากันเลย
แต่ถึงกระนั้นหลิวยวนก็ยังไม่กล้ามองชุนถาวโดยตรง
ดูการแต่งตัวของชุนถาวแม้จะเรียบง่าย แต่ฟังจากนํ้าเสียงก็รู้ได้ทันทีว่าเป็นบ่าวรับใช้ผู้นี้มีความสามารถแตกต่าง
และมีลักษณะโดดเด่นต่างจากบ่าวรับใช้โดยทั่วไป เขาไม่กล้ามองข้าม ยิ่งไปกว่านั้นต้วนชิงหมิงยังเรียกนางว่า ‘พี่สาว’
อย่างคล่องปากจึงไม่น่าจะรู้จักกันแค่ผิวเผินแล้ว หลิวยวนจึงแสดงความเคารพและทักทายอย่างจริงใจที่สุด