การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 310 ความเก้อเขินของชุนถาว
สีหน้าที่ปรากฏร่องรอยเป็นกังวลชัดเจนของชุนถาว ทำให้ต้วนชิงหมิงพลันคิดขึ้นมาได้ เนิ่นนานเหลือเกินที่ไม่ได้
เจอท่านปั้าตู้ชิงหรวน นับได้ตั้งแต่จากกันที่วัดศักดิ์สิทธิ์จิ๋วฮว๋าครั้งนั้น นางก็มัวยุ่งอยู่กับเรื่องต่างๆ มากมายจนถึงตอนนี้
เด็กสาวคิดมาถึงจุดนี้ก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกผิดในใจขึ้นมา
ต้วนชิงหมิงรู้ดีว่าตู้ชิงหรวนไม่ยอมไปพบนางที่จวนต้วนเป็นแน่ ยิ่งไปกว่านั้นยังไม่อยากพบหน้าผู้เป็นบิดาของ
นางอีก แต่ถึงกระนั้นตู้ชิงหรวนก็ยังจำเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดภายในจวนต้วนได้เป็นอย่างดี
แม้งานครบรอบวันเกิดต้วนชิงหมิง หญิงสาวจะไม่ได้ไปร่วม ทว่ากลับส่งชุนถาวไปมอบของและคำอวยพรให้แทน
ครั้นต้วนชิงหมิงเปิดดูของขวัญก็รู้ได้เต็มอกว่าอีกฝั่ายยังคงนึกถึงนางอยู่เสมอ ส่วนต้วนชิงหมิงหากไม่เจอชุนถาวในวันนี้ก็
คงลืมว่าตู้ชิงหรวนยังอยู่ในเมืองหลวงกระมัง?
เด็กสาวระบายลมหายใจออกมาช้าๆ ทว่าสายลมอันหนาวเหน็บพัดกรูมาจากที่ใดก็สุดรู้ พัดผมของนางพลิ้วไหว
ไปมาจนยุ่งไปหมด นางรีบถอดหมวกตาข่ายออกและรวบผมเกล้าขึ้นอย่างเรียบร้อยด้วยความรวดเร็ว แต่สายตาของต้
วนชิงหมิงกลับมองไปที่ชุนถาว พูดเย้าหยอก “พี่ชุนถาว ครั้งที่แล้วข้าเคยบอกว่าจะไปเยี่ยมท่านปั้าตู้ชิงหรวน……อย่าง
นั้นถือโอกาสวันนี้ไปเยี่ยมเลยก็แล้วกัน!”
ตอนนี้เวลายังเช้าอยู่ ต่อให้ไปหาตู้ชิงหรวนแล้วกลับมาก็ยังทันซ่อมภาพปักจึงตัดสินใจไปกับชุนถาวทันที นาง
นับถือตู้ชิงหรวนเป็นดั่งท่านปั้า ทว่ากลับยังไม่มีเวลาไปเยี่ยมนางเลยแม้สักครั้ง อีกอย่างเพื่อไปเยี่ยมเยือนเพื่อนสมัยเก่า
ของท่านแม่ติงโหรวอีกด้วย
ชุนถาวแสดงสีหน้าปีติดีใจอย่างเห็นได้ชัด นางถลาตัวเข้าไปจับมือของต้วนชิงหมิงไว้แนบแน่น พูดอย่างดีอกดีใจ
“ดีเลย ดีเลย! นายหญิงมักจะบ่นถามถึงเจ้าอยู่บ่อยครั้งว่าทำไมยังไม่มาหาอีก ไม่รู้เป็นเพราะชิงหมิงลืมไปแล้วหรือว่ายัง
โกรธที่จากไปโดยที่ไม่ได้รํ่าลา?”
คำพูดของชุนถาวทำให้ต้วนชิงหมิงถึงกับชะงักพูดไม่ออก ภายใต้หมวกตาข่ายพอจะมองเห็นใบหน้าเล็กและขาว
เนียนของต้วนชิงหมิงกระตุกขึ้นมาเล็กน้อยด้วยความตื่นเต้น อีกทั้งแก้มของนางพลันแดงระเรื่อขึ้นมาทั้งสองข้างอีกด้วย
“พี่ชุนถาว……อยากจะบอกข้าว่า เป็นคนไม่คิดถึงคนอื่นก็พูดออกมาตรงๆ เลยดีกว่า ไม่ต้องพูดอ้อมค้อมให้ยืด
ยาวเช่นนี้นี้ก็ได้!” นางพูดไปก็แสร้งทำท่าขัดเคืองไป
หญิงสาวขมวดคิ้วขึ้นอมยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ “ชิงหมิง เจ้าลืมใช่หรือไม่……ถึงตอนนี้เพิ่งจะนึกขึ้นได้ล่ะสิ?”
เด็กสาวยู่ปาก พลางหันมองไปทางหลิวยวน พูดด้วยนํ้าเสียงกลั้นสะอื้นเหมือนจะร้องไห้ “พี่ชุนถาวกำลังจะสร้าง
ชื่อเสียให้กับข้าแล้วรู้หรือไม่?”
หญิงสาวยิ้มกว้างอย่างชอบอกชอบใจ เอ่ยขึ้น “ชิงหมิงไม่ใช่คนที่หัวโบราณอย่างนั้นหรือ… ชื่อเสียง? ของพรรค
นั้นมันกินได้ด้วยหรือ?”
เด็กสาวก้มหน้ามองพื้น ครุ่นคิดถึงเรื่องชื่อเสียง ต่อให้มันจะกินไม่ได้ทว่าไม่ควรจะทำลายมันลงไป เพราะคนคน
หนึ่งหากชื่อเสียงถูกทำลายแล้วก็จะไม่มีที่ยืนในสังคมได้อีกต่อไป…
แม้สิ่งเหล่านี้ต้วนชิงหมิงจะคิดได้ ทว่าย่อมไม่บอกให้ชุนถาวได้ฟังอย่างแน่นอน นางเงยหน้าขึ้นมองไปยังท้องฟั้า
และหันมามองหลิวยวนที่ยืนอยู่ด้านข้าง พลางไตร่ตรองอีกสักประเดี๋ยวจึงเอ่ยปากขึ้น “หลิวยวน ถ้ายังมีธุระต่อ ไม่ต้อง
รอพวกเราก็ได้”
ความหมายที่ต้วนชิงหมิงต้องการสื่อก็คือตู้ชิงหรวนนั้นไม่ชอบให้คนนอกไปรบกวนนาง สำหรับคนที่ไม่รู้จักมักจี่
นางจะไม่พูดไม่จาอะไรมาก ฉะนั้นความหมายที่นางจะบอกคือไม่อยากให้หลิวยวนตามไปด้วย
ทว่าสายตาหลิวยวนที่จับจ้องทุกการเคลื่อนไหวของต้วนชิงหมิงทุกฝีก้าว ครั้นได้เห็นแววตาของนางพลันเกิด
ความรู้สึกลุ่มหลงขึ้นไปอีก
แม้จะมีหมวกตาข่ายกั้นอยู่ แต่นั่นกลับไม่ได้ทำให้ความงามของนางลดน้อยถอยลงแม้สักกระผีกเดียว
การพูดการจา และการวางตัวของต้วนชิงหมิงในวันนี้ดูสบายๆ แม้บางครั้งบางคราจะดื้อรั้นระคนขัดเคืองไปบ้าง
แต่ตอนนี้เขามองเห็นอีกตัวตนหนึ่งของนางที่แตกต่างจากปกติที่นางเป็น จึงทำให้เขาหลงใหลได้ปลื้มขึ้นไปอีก
หลิวยวนทราบดีว่าต้วนชิงหมิงพูดอ้อมๆ ให้เขากลับไป แต่เสียงในใจของเขาตอนนี้กลับไม่อยากจากนางไปเสีย
อย่างนั้น เขาเพียงอยากอยู่ข้างๆ นางให้นานกว่านี้อีกหน่อย หลิวยวนหยุดเว้นจังหวะหลุบตาลงพลางคิดอยู่ชั่วครู่ ก่อน
จะเงยหน้าขึ้นมามองดวงตากลมโตคู่นั้นของต้วนชิงหมิงแล้วพูดเสียงเเผ่วเบาทว่าชัดเจน “วันนี้พี่ออกมาข้างนอกเพื่อจะ
ดูว่าอวี้เอ๋อร์สบายดีหรือไม่ อย่างนั้นพี่ขอถือโอกาสนี้ไปกับเจ้าด้วยเลยแล้วกัน เดี๋ยวตอนเย็นพี่จะกลับไปส่งชิงหมิงที่จวน
ต้วนพร้อมกับแวะหาอวี้เอ๋อร์ทีเดียวเลย”
ต้วนชิงหมิงครุ่นคิดถึงความมีเหตุมีผลของหลิวยวน พูดตามจริงแล้วต้วนชิงหมิงปฏิบัติต่อเขาเสมือนเป็นพี่ชาย
แท้ๆ คนหนึ่ง ดังนั้นถ้าหลิวยวนอยากจะไปด้วยนางก็ไม่สามารถปฏิเสธได้ ทว่าด้านชุนถาวจะมีความเห็นว่าอย่างไรบ้าง
ตู้ชิงหรวนจะอยากให้เขาไปหรือไม่? พวกนางทั้งสองคนจะมองว่าหลิวยวนเป็นคนแปลกหน้าและปฏิเสธที่จะพบหน้า
หรือไม่ ก็สุดรู้!
เด็กสาวเหลือบไปมองชุนถาว เอ่ยถามขึ้น “พี่ชุนถาว มีความเห็นว่าอย่างไร?”
ความหมายที่ต้วนชิงหมิงต้องการสื่อนั้นเห็นได้อย่างชัดเจน ถ้าชุนถาวและตู้ชิงหรวนไม่ถือสาละก็ นางจะพาหลิว
ยวนไปด้วย แต่ถ้าตู้ชิงหรวนไม่ชอบใครคนแปลกหน้าไปเยี่ยมละก็ นางก็จะหาวิธีไม่ให้หลิวยวนไปด้วย
หญิงสาวเห็นท่าทางละม้ายลำบากใจปรากฏขึ้นบนใบหน้าของต้วนชิงหมิง พลางเหลือบตามองไปที่หลิวยวนที่รอ
คอยคำตอบอย่างมีความหวัง ไม่นานชุนถาวก็พูดขึ้น “ปกติแล้วนายหญิงจะเป็นคนที่เย็นชาเงียบสงบ แต่นั่นก็ต้องดูด้วย
ว่าอีกฝั่ายเป็นใคร หากเป็นคนอื่นคงจะไม่ยอมเป็นแน่ แต่ถ้าเป็นเพื่อนของชิงหมิงแล้วละก็ นายหญิงคงไม่ถือสา กลับจะ
ดีใจเสียมากกว่า”
คำพูดของชุนถาวเหมือนแฝงอะไรบางอย่างอยู่ในนั้นทำเอาใบหน้าของหลิวยวนแดงระเรื่อขึ้นมา แต่ต้วนชิงหมิงก
ลับไม่ได้คิดหรือตีความความหมายอะไรมาก เด็กสาวหัวเราะร่วนขึ้นมาทันที “อย่างนั้นก็ให้หลิวยวนไปกับพวกเราแล้ว
กัน… ดีเหมือนกันจะได้ให้หลิวยวนได้พบอวี้เอ๋อร์ เขาจะได้ไม่ต้องรบเร้าให้พาไปพบหลิวยวนอีก”
ชุนถาวเงยหน้ามองบนฟั้าและพูดให้ทั้งสองคนรีบเดินตามนางไป “ชิงหมิงไปกันเถอะ พวกเราต้องรีบเดินหน่อย
เพราะตอนนี้ได้เวลาตื่นของนายหญิงแล้ว ไม่แน่ว่าตอนเจ้าไปถึงเกิดนายหญิงอารมณ์ดี พูดอะไรเสียหน่อยหนึ่ง ไม่แน่ว่า
ปมในใจอาจจะคลายออกก็เป็นได้!”
ตู้ชิงหรวนมีปมอะไรในใจกันแน่ นางเองก็สุดรู้ถึงแม้นางพอจะคาดเดาส่งเดชได้ แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่คนอื่นควรจะ
เข้าไปยุ่มย่ามมากนัก ทว่าหากได้เจอตู้ชิงหรวนขึ้นมาจริง นางจะช่วยพูดโน้มน้าวให้เสียหน่อย
ต้วนชิงหมิงพยักหน้ารับคำว่าจะพูดช่วยให้ ชุนถาวจึงหันไปพูดกับหลิวยวน “คุณชายหลิวเป็นคนหน้าตายิ้มแย้ม
นายหญิงเห็นจะต้องดีใจอย่างมาก เพียงแต่เรือนที่อาศัยของพวกเราคงเทียบไม่ได้กับจวนที่โออ่าหรูหรา ดังนั้นที่นั่นจะ
ตกแต่งอย่างเรียบง่าย หวังว่าคุณชายหลิวอย่าได้หัวเราะเยาะก็แล้วกัน”
เรือนที่ตู้ชิงหรวนอยู่อาศัยนั้นไม่ได้ตกแต่งเรียบง่ายอย่างที่ชุนถาวบอก นางพูดเพียงเพื่อแสดงความถ่อมตนก็
เท่านั้น
ชุนถาวพูดจบก็คลี่ยิ้มกว้าง หลิวยวนมองนางอย่างจริงใจ พูดเสียงเบา “พี่ชุนถาวอย่าได้ถ่อมตัวไปเลย ข้าเอง
เดิมทีก็ไม่ได้เติบโตในเมืองหลวง ตอนเด็กท่านแม่ก็พลัดพรากกับท่านพ่อ และเลี้ยงข้ามาเพียงลำเพียงจนเติบใหญ่จนถึง
วันนี้” เขาหยุดเว้นจังหวะระบายลมหายใจ แล้วยกยิ้มขึ้นก่อนพูดอีกประโยค “ดังนั้นตั้งแต่เล็กที่บ้านจึงมิได้มีเงินมี
ทอง……ลำบากตั้งแต่เล็กจนเคยชินไปแล้ว”
คำพูดของหลิวยวนทำให้ชุนถาวชะงักไปเล็กน้อย เพราะนั่นไม่ได้อยู่ในคำตอบที่ชุนถาวคาดคิดเอาไว้ นางจึงหัน
หน้าไปมองต้วนชิงหมิงพลางเบิกตาโต
ต้วนชิงหมิงเห็นใบหน้าของชุนถาวพลันหัวเราะเบาๆ “ใช่แล้ว ท่านปั้าหลิว เป็นมารดาที่ยอดเยี่ยมจริงๆ ถึงอบรม
สั่งสอนให้หลิวยวนเป็นคนที่ดีได้ถึงเพียงนี้”
สิ่งที่ต้วนชิงหมิงเอ่ยออกมาล้วนมาจากความจริงใจไม่ได้แสร้งพูดแต่อย่างใด ชุนถาวคาดไม่ถึงเลยว่าหลิวยวนที่มี
ฐานะสูงศักดิ์กลับมีประสบการณ์ที่ทุกข์ยากลำบากมาตั้งแต่ยังเล็กเช่นนี้