การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 312 การหายตัวของเหยียนหลิ่งอวี๋
เมื่อได้ยินที่หลิวยวนพูด ต้วนชิงหมิงถึงกับขมวดคิ้วขึ้นด้วยความฉงนใจ ด้วยไม่เข้าใจว่าเหตุใดหลิวยวนจึงเปลี่ยน
คำเรียกตู้ชิงหรวนตามนาง
ครั้งนั้นที่วัดศักดิ์สิทธิ์จิ่วฮว๋า พวกนางได้ผ่านความเป็นความตายมาด้วยกันมา ด้วยความถูกชะตาในครานั้นจึง
ทำให้ทั้งสองมีมิตรไมตรีที่ดีต่อกันเป็นพิเศษ ต้วนชิงหมิงจึงยอมรับตู้ชิงหรวนเป็นท่านปั้า
ยิ่งไปกว่านั้นด้วยความสัมพันธ์ที่ตู้ชิงหรวนมีต่อท่านแม่ของนางก็ยิ่งทำให้ความสัมพันธ์ของทั้งคู่แนบแน่นขึ้นไป
อีก เพียงแต่ตู้ชิงหรวนกลายเป็นท่านปั้าของหลิวยวนตั้งแต่เมื่อไรกัน?
เด็กสาวพลันก้มหน้าลงครุ่นคิด นางกำลังสับสนคำเรียกตู้ชิงหรวนของหลิวยวน หรือเรื่องใดอยู่ก็สุดรู้ พลางคลาย
มือที่จับกับหลิวยวนอยู่ทันที ท่าทางของทั้งสองคนก็ยังดูคลุมเครือ คนหนึ่งก้มหน้าครุ่นคิดบางสิ่งบางอย่าง ส่วนอีกคน
ก้มหน้าด้วยความเขินอาย ภาพนี้ทำให้คนที่เดินผ่านไปผ่านมา มองเห็นความสนิทสนมละม้ายทั้งสองกำลังชอบพอซึ่งกัน
และกัน
หลิวยวนแสดงความรู้สึกชอบพอต้วนชิงหมิงอย่างเห็นได้ชัด ทว่าต้วนชิงหมิงกลับรู้ดีอยู่แก่ใจว่านางหาได้รู้สึก
เหมือนที่หลิวยวนคิดไม่
แม้ชุนถาวจะมองต้วนชิงหมิงกับหลิวยวนด้วยรอยยิ้มที่เบิกบานใจ แต่สายตาของใครบางคนที่มองมานั้นกลับ
กำลังกัดฟันกรอดๆ ราวกับจะเข้าไปจับมือที่จับกันอยู่นั้นให้แยกสะบัดออกจากกัน หลังจากนั้นจะทำทุกวิถีทางไม่ให้ทั้ง
สองคนต้องมาพบเจอกันอีก
ต้วนชิงหมิงยังคงขมวดคิ้วขึ้นดุจเดิม นางนิ่งงันไปชั่วครู่อย่างจมลงสู่ภวังค์ความคิด ไม่รับรู้สิ่งต่างๆ รอบข้าง ไม่รู้
ว่าหลิวยวนที่ยืนอยู่ด้านข้างนั้นกำลังคิดเช่นไรกับนางอยู่กันแน่
ทว่าไม่นานกลับมีเสียงที่ทั้งแหลมและเย็นชาในท่ามกลางผู้คนดังขึ้นมา เสียงนั้นเสมือนมาจากสรวงสวรรค์ ไม่ก็
เหมือนเสียงที่มาจากยมโลก แต่ก็ดูเหมือนเสียงที่มาจากส่วนลึกที่สุดของใจคน
เสียงนั้นได้ปลุกให้ต้วนชิงหมิงได้ตื่นขึ้นจากภวังค์ทันที
นางสะดุ้งโหยงเมื่อได้ยินเสียงนั้น พลางรู้สึกถึงสายตาที่แหลมคมได้มองผ่านทะลุผู้คนที่เดินขวักไขว่แล้วมาหยุดลง
ตรงมือของนางกับหลิวยวนที่กำลังจับกัน… สายตาที่แหลมคมและทรงพลังนั้นเต็มไปด้วยความผิดหวัง สิ้นหวัง โกรธ
เคือง และริษยา ซึ่งทำให้นางไม่กล้าเงยหน้ามองหาว่าอยู่ที่ใด
นางสัมผัสได้ถึงสายตานั้นเพียงแวบเดียว ทว่ากลับทำให้นางเหงื่อแตกจนเปียกเสื้อด้านในเปียกโชกไปหมด
ต้วนชิงหมิงถึงกับลนลานจนต้องดึงมือออกมาจากหลิวยวน พลางถอยหลังอย่างรวดเร็วจนเกือบจะล้มลงไปกับ
พื้น ชั่วพริบตาเดียวที่ใบหน้าของนางกลับซีดขาวลงไปทันใด หลิวยวนรู้สึกตระหนกตกใจอยู่ไม่น้อย ถลาเข้าไปประคองต้
วนชิงหมิงที่ซวนเซจนเกือบจะล้มให้ยืนขึ้นมา พร้อมกับถามอย่างห่วงใย “ชิงหมิงเป็นอะไรไป?”
เด็กสาวหลับตาปีคิดว่าตนเองต้องล้มลงเป็นแน่ ทว่าเมื่อลืมตาขึ้นมากลับประสานสายตากับหลิวยวน ยิ่งได้เห็น
แววตาเป็นห่วงเป็นใยของหลิวยวน ในใจพลันยิ่งลนลาน พลางใช้สองมือผลักเขาออกไปอย่างไม่ได้ตั้งใจ ส่ายหน้ารัวเร็ว
พูดติดๆ ขัดๆ “ไม่……ชิงหมิงไม่เป็นอะไร!”
เวลาเดียวกัน ดวงตากลมโตของต้วนชิงหมิงพลันเหลือบไปเห็นสายตาคมที่กำลังจับจ้องมาที่นาง เขาคนนั้นสวม
ชุดคลุมสีดำยืนอยู่เพียงผู้เดียวท่ามกลางผู้คนที่เดินขวักไขว่ ทว่าเพียงแวบเดียวกลับหายวับไปกับผู้คน ไร้ร่องรอยราวกับ
ไม่เคยปรากฏ
แม้ว่าตลาดที่มีผู้คนเดินไปมาอย่างไม่ขาดสาย แต่ต้วนชิงหมิงก็ยังรับรู้ได้ถึงความเสียใจและความโดดเดี่ยวจาก
สายตาคู่นั้น
ดวงตาคู่นั้นทั้งโดดเดี่ยวและอ้างว้างที่สุด!
ถึงแม้ต้วนชิงหมิงจะได้เห็นเพียงชั่วพริบตา ทว่านางกลับรับรู้ว่าสายตานั้นอ้างว้างมากเพียงใด
ภายใต้ฉากหลังที่เป็นภาพตลาดคึกคักสนุกสนาน แต่คนที่ยืนอยู่เมื่อครู่เหมือนถูกทอดทิ้งให้อยู่อย่างอ้างว้าง
ในชั่วขณะนั้นต้วนชิงหมิงกำลังจะเอ่ยปากเรียกอีกฝั่าย แต่ว่าคนที่จับจ้องนางนั้นได้หายวับไปอย่างรวดเร็วกับ
ผู้คนและรถม้าที่เดินผ่านไปผ่านมา ก่อนที่นางจะอ้าปากพูดเสียอีก
ชุนถาวที่เห็นต้วนชิงหมิงใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว จึงมองตามไปตรงที่ต้วนชิงหมิงได้ทอดสายตาไป กลับเห็นเพียงคน
ที่ไม่รู้จักเดินไปเดินมาอยู่ในถนนเส้นนี้
โลกนี้ช่างกว้างใหญ่ ผู้คนมากมาย แต่การได้พานพบ ได้รู้จักจนกลายเป็นเพื่อน เป็นพี่ เป็นน้องกลับไม่ได้มีมาก
หญิงสาวผินหน้ากลับมามองต้วนชิงหมิงที่เวลานี้หน้าซีดเป็นไก่ต้ม พูดยิ้มๆ “เอาล่ะ ชิงหมิง พวกเราไปกันเถอะ”
อีกฝั่ายพยักหน้ารับรู้ พลางก้มหน้าก้มตาเดินตามหลังชุนถาวไปข้างหน้าอย่างเชื่องช้า
ส่วนหลิวยวนก็เดินตามหลังต้วนชิงหมิงอีกที ในตอนนี้เขาก็ยังแปลกใจและสงสัยว่าเหตุใดสายตาที่สดใสของต้วน
ชิงหมิง จึงเปลี่ยนเหมือนไม่มีกะจิตกะใจไปแล้ว
ในขณะที่ทั้งสามคนค่อยๆ เดินไปข้างหน้านั้น ชายชุดคลุมสีดำก็แวบไปแวบมาตามุมของถนน สายตาของเขายัง
คงจับจ้องไปที่ต้วนชิงหมิงด้วยความรู้สึกผิดหวังและสับสนในจิตใจ
ภายใต้หมวกสีดำเผยให้เห็นใบหน้าที่เรียวยาว คิ้วโก่งโค้งได้รูป จมูกสูงโด่ง ริมฝีปากรูปกระจับของชายชุดคลุมสี
ดำที่ดูหล่อเหลาและสูงศักดิ์ แต่ว่าดวงตาที่ดำขลับได้เผยให้เห็นความสับสนอะไรบางอย่างภายในจิตใจ
ไม่ว่าร่างกายของชายชุดคลุมสีดำจะหล่อเหลา สูงศักดิ์หรือสูงส่งมากเพียงใด แต่ดวงตาคู่นั้นของเขาในเวลานี้
กลับเต็มเปียมไปด้วยความโดดเดี่ยวและอ้างว้างยิ่งกว่าใครในโลก
สายตาของเขาทอดมองไปยังกลุ่มคนจนลับสายตา ค่อยปรากฏตัวออกมา สายลมหนาวเหน็บพัดกรูเสื้อคลุมของ
เขาพลิ้วไหวไปตามลมเผยให้เห็นใบหน้ารูปงามของเขา
ใบหน้าของชายชุดคลุมสีดำไม่ใช่ใครอื่นนอกเสียจากเหยียนหลิ่งอวี๋
ทั้งสายตาและสีหน้าของเหยียนหลิ่งอวี๋ที่หนักอึ้งราวด้วยความไม่เข้าใจ ว่าเหตุใดต้วนชิงหมิงที่มักจะทำหน้าเมิน
เฉยและแน่นิ่งต่อเขา กลับไปพูดยิ้มแย้มแจ่มใสกับหลิวยวน ยิ่งไปกว่านั้นมือของทั้งสองคนยังจับกันไว้เสียนานสองนาน
โดยที่ไม่ปล่อยจากกันอีก
ในเหมันต์ฤดูที่หนาวเหน็บเหมือนกับว่าทุกคนกำลังก้มหน้าก้มตาเดินซื้อของที่ต้องการ จากนั้นก็รีบสาวเท้าเดิน
กลับเรือนเพื่อที่จะกลับไปอบอุ่นร่างกาย
แต่ว่าเหยียนหลิ่งอวี๋ในเวลานี้กลับไม่มีที่จะไป
หิมะโปรยปรายจนหนาหลายชั้นได้จับตัวเป็นนํ้าแข็งและแตกเป็นรอยภายใต้ฝีเท้าของคนที่เดินผ่านไปผ่านมา……
ร้านค้าที่อยู่บนถนนทั้งสองข้างทางเริ่มนำของใช้ในวันเฉลิมฉลองวันตรุษจีนออกมาขาย ผู้คนจำนวนมากออกมา
เลือกสรรและกลับไปพร้อมหน้าตาที่มีความสุขในช่วงเทศกาลแห่งความสุข
อีกไม่กี่วันก็จะเป็นวันตรุษจีนแล้ว บรรยากาศรํ่าลาปีเก่าต้อนรับปีใหม่เริ่มคึกคักมากขึ้นเรื่อยๆ เพียงแต่เหยียน
หลิ่งอวี๋กลับเคว้งคว้าง โดดเดี่ยว และไร้ซึ่งความรู้สึกแห่งความสุข
เขายืนอยู่ในตลาดท่ามกลางผู้คนที่ต่างสัญจรและจับจ่ายใช้สอยกันอย่างคึกคัก……หิมะได้โปรยปรายลงมาบน
ศีรษะและร่างกาย ยิ่งทำให้ความรู้สึกภายในใจของเขาเย็นยะเยือกไปถึงสุดขั้วหัวใจ