การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 315 การตายของหนิวไปั๋
องค์ชายนะองค์ชาย เหตุใดไม่เหลือทางเดินในชีวิตให้กับปีสุ่ยเลยเล่า? ชาติที่แล้วองค์ชายกับปีสุ่ยคงไม่ได้มีความ
แค้นต่อกันใช่หรือไม่ อีกอย่างเขาก็เป็นคนดีคนหนึ่ง ทั้งยังไม่เคยเอาลูกขององค์ชายโยนลงนํ้า ให้จมนํ้าเสียชีวิตอีกด้วย
ไม่ยอมปล่อยเขาไป? ทั้งยังให้องครักษ์คนอื่นมาตามกลับไปอีกต่างหาก หรือว่าองค์ชายต้องการทรมานให้เขาตาย
ทั้งเป็นกัน
ชายหนุ่มคิดไปพลางยกมือขึ้นเกาหัวไป ในใจอยากจะตะโกนร้องออกมาให้สุดเสียงเหลือเกิน… มันไม่ยุติธรรม!
ระหว่างที่ปีสุ่ยครุ่นคิดอยู่นั้น พลันได้ยินเสียงหนึ่งที่ทั้งรู้สึกคุ้นและแปลกหูในเวลาเดียวกันพูดขึ้น เป็นเสียงที่เขา
รู้สึกเกลียดเข้าไปถึงกระดูกดำ “นี่! ปีสุ่ย ได้ยินที่ข้าเรียกหรือไม่? เจ้าเป็นอะไรไป ข้าเรียกเจ้าไม่ได้ยินอย่างนั้นหรือ? มัว
แต่ดูอะไรอยู่?”
สิ้นเสียงพลันมีชายชุดดำคนหนึ่ง กระโดดลงมาจากกำแพง และหยุดยืนตรงหน้าเขา ชายชุดดำคนนั้นยื่นมือไปตบ
ไหล่ของปีสุ่ยแล้วเอ่ยขึ้น “เฮ้ย! เจ้ายืนเหม่อลอย ชมนกชมไม้อะไรของเจ้าอยู่เนี่ย? องค์ชายกำลังรอเจ้าไปพบอยู่!”
เขาถอนหายใจด้วยความรู้สึกลำบากใจขึ้นมา ทว่ากลับฝืนยิ้มและพูดออกมา “ฮ่า ฮ่า ฮ่า! หรานสุ่ย เจ้ากลับมา
แล้วหรือ… ข้าไม่ได้ชมนกชมไม้หรอก แต่ข้ากำลังดูว่าคืนนี้จะมีพระจันทร์หรือไม่ต่างหาก!”
อันที่จริงพวกเขาไม่ค่อยจะถูกกันเสียเท่าไร
หลายปีก่อนทั้งสองคนถูกส่งให้ไปเรียนวรยุทธ์ที่ภูเขาหวงซาน ปีสุ่ยนั้นเป็นคนที่ฉลาดหลักแหลมคนหนึ่ง แต่หรา
นสุ่ยเป็นคนกะล่อนปลิ้นปล้อน ทว่าทั้งสองคนกลับมีข้อดีข้อเสียแตกต่าง ถือได้ว่าสูสีพอกัน อีกอย่างพวกเขาเป็นคนของ
เหยียนหลิ่งอวี๋เหมือนกันจึงไม่ได้มีเหตุความแค้นที่อยู่ร่วมโลกกันไม่ได้ เพียงแต่สิ่งเดียวที่เขารับหรานสุ่ยไม่ได้ก็คือ ปากที่
เมื่อไรได้เผยออ้าออกจากกัน กลับเหมือนผีเจาะมาให้พูด
เขาจะลืมได้อย่างไรกัน? ตอนนั้นที่หรานสุ่ยกลับมาถึงเมืองหลวง เรื่องไม่ดีที่ปีสุ่ยทำที่ภูเขาหวงซานก็ถูกเปิดโปง
จนหมดสิ้น… ทั้งเรื่องท่วงท่าการฝึกวรยุทธ์ที่ทำท่าทางได้น่าเกลียด เรื่องที่ถูกอาจารย์ลงโทษ จนไปถึงเรื่องเล็กๆ น้อยๆ
อย่างตอนที่เขาโดนลงโทษจนฉี่แตกใส่กางเกง เรื่องเหล่านี้ถูกนำมาเล่า เรียกเสียงหัวเราะขององครักษ์คนอื่นๆ จนเรื่อง
ของเขากลายเป็นที่เล่าขานต่อๆ กันไปทั่วในหมู่องครักษ์
ทว่าขณะนั้นเขาได้ถูกส่งให้ไปทำงานยังที่ห่างไกลจึงไม่ได้รับรู้เรื่องราวเหล่านี้ เวลาผ่านไปนานหลายเดือน จวบ
จนเขากลับมาถึงเมืองหลวง องครักษ์ทุกคนต่างเข้ามาถามไถ่เรื่องที่น่าอับอายของเขาว่าจริงหรือไม่ เขาจึงได้รู้
ด้วยนิสัยไม่ยอมใครของปีสุ่ย เมื่อรู้ว่าหรานสุ่ยเป็นคนเล่า จึงพาลเกลียดอีกฝั่ายเข้ากระดูกดำ ในใจอยากจะต่อสู้
ให้รู้แล้วรู้รอดไป ทว่าอีกฝั่ายกลับหากลัวเขาไม่ ชายหนุ่มยังจำได้ดีวันที่หรานสุ่ยพูดกับเขา
“เรื่องที่ข้าเล่าเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น ต่อให้องครักษ์ด้วยกันรู้ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่มิใช่หรือ อีกอย่างเรื่อง
ทั้งหมดก็ล้วนเป็นความจริงทั้งนั้น? ส่วนเรื่องที่เจ้าแอบไปเกี้ยวศิษย์น้องจนอยากร่วมหอลงโรงด้วยกันนั้น ข้าก็ยังไม่ได้
เล่านี่…”
เพียงประโยคเดียวทำให้เขาถึงกับปิดปากจนสนิท… เขาโดนใส่ร้าย! เรื่องจริงคือเขาไม่เคยเกี้ยวศิษย์น้องผู้นั้นเลย
เรื่องราวในวันนั้นเกิดขึ้นเพราะศิษย์น้องตามหาเขากับหรานสุ่ยเพื่อมาเล่นด้วย ทว่าด้วยความไม่ระมัดระวัง นางฉี่รดใส่
กางเกงและร้องไห้ขึ้นมา เขาเพียงเข้าไปปลอบให้นางหยุดร้องไห้และพาไปเปลี่ยนกางเกง โดยให้สัญญาว่าจะรับผิดชอบ
ทั้งชีวิตของศิษย์น้องผู้นั้น
เรื่องทั้งหมดก็แค่นี้มิใช่หรือ? แต่พอถึงปากของหรานสุ่ยเรื่องทั้งหมดก็กลับกลายเป็นว่าเขาไปเกี้ยวศิษย์น้องผู้นั้น
ชายหนุ่มหันไปมองรอยยิ้มชั่วร้ายบนหน้าของหรานสุ่ย ในที่สุดเขาก็เข้าใจ ว่าไม่ควรเอาตัวเองไปเกลือกกลั้วกับ
คนหน้าด้านหน้าทนอย่างหรานสุ่ย ทว่ากลับทำได้เพียงสะบัดหน้าไปอีกทางแล้วเดินจากไป
จากเหตุการณ์ในครั้งนั้น ทำให้ทั้งสองคนเหมือนแม่เหล็กคนละด้าน คนหนึ่งเป็นขั้วบวก อีกคนเป็นขั้วลบ ชาย
หนุ่มมองหรานสุ่ยเสมือนโรคเวินอี้ที่ต้องอยู่ให้ห่างและไม่มีทางจะเอาตัวเข้าไปเฉียดใกล้โดยเด็ดขาด เวลาล่วงเลยมา
หลายเดือนที่ไม่ได้เจอกัน บัดนี้พอได้เห็นใบหน้าของอีกฝั่ายภาพความทรงจำไม่ดีเหล่านั้นพลันปรากฏขึ้นมาในห้วงความ
คิดทีละภาพ ทีละเหตุการณ์ไม่หยุด
หรานสุ่ยจ้องมองไปที่ปีสุ่ยนิ่ง แล้วระเบิดเสียงหัวเราะดังขึ้น “ปีสุ่ย ข้าไม่ได้เจอเจ้ามาหลายเดือนแล้ว สมองของ
เจ้ายังคงไม่ดีเช่นเดิม ตอนนี้เพิ่งยามบ่ายจะมีพระจันทร์ลอยขึ้นมาได้อย่างกัน?”
ชายหนุ่มมองหน้าหรานสุ่ยด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง พูดด้วยนํ้าเสียงเย็นชา “ข้าชอบดูพระจันทร์ตอนนี้ ถ้าเจ้าไม่ชอบก็
ไสหัวไปทางอื่น!”
อีกฝั่ายไม่สนใจคำพูดของปีสุ่ยแม้แต่น้อย ‘ปีสุ่ยจะต้องนึกถึงเรื่องแย่ๆ ในอดีตที่เขาทำไว้อย่างแน่นอน’ เขาจึงไม่
คิดจะโต้เถียง ได้แต่ดึงชายเสื้อของอีกฝั่าย พูดอย่างร้อนรน “รีบหน่อย องค์ชายสามกำลังรอพวกเราอยู่ ถ้าเจ้าไม่อยาก
ถูกทำโทษให้ไปทำงานหนักที่ภูเขาหวงซานก็รีบไปกับข้าเดี๋ยวนี้!”
ปีสุ่ยหลุบตาลงตามมือที่หรานสุ่ยกำลังดึงชายเสื้อของเขา จึงแอบมองค้อนไปหนึ่งที… เขาจะยอมทำทุกอย่างที่
องค์ชายสามต้องการ ขอเพียงไม่สั่งให้เขาไปตายและไปทำงานที่ภูเขาหวงซานเท่านั้นก็พอ
เขาเป็นคนพูดจริงทำจริง ขอเพียงอย่างเดียวอย่าให้เขาต้องไปอยู่คู่กับหรานสุ่ยอีกเลย
แต่คำสั่งของเหยียนหลิ่งอวี๋มีหรือที่เขาจะขัดได้ ในเมื่อองค์ชายสามสั่งให้เขาไปจวนว่าที่ราชบุตรเขยหนิวไปั๋เป็น
เพื่อน เขาก็ต้องไป ฉะนั้นแม้ปีสุ่ยจะไม่อยากทำแต่ก็ไม่อาจขัดคำสั่งได้ คิดได้ดังนั้นจึงเร่งสืบเท้าเดินตามหลังหรานสุ่ยไป
แต่โดยดี
ครั้นไปถึงห้องนอนของหนิวไปั๋ ปีสุ่ยพลันเบิกตาโตขึ้น ตกตะลึงในสิ่งที่อยู่ตรงหน้า
หนิวไปั๋ที่ช่วงนี้วางมาดสูงศักดิ์และเบ่งอวดอำนาจในฐานะว่าที่ราชบุตรเขยในเมืองหลวง ที่เขาเพิ่งจะช่วยชีวิตไป
ไม่กี่ชั่วยามก่อนหน้านี้ กลับนอนแน่นิ่งไม่ไหวติง ดวงตาเบิกโพลงอยู่บนเตียง ไร้ซึ่งลมหายใจ บนตัวที่มีร่องรอยบาดแผล
เต็มไปหมด ทว่าบาดแผลเหล่านั้นกว่าครึ่งถูกทำแผลและพันเป็นอย่างดีแล้ว ร่างเขาไม่ได้ถูกอาวุธมีคนแทงจนถึงแก่ชีวิต
จะมีก็เพียงผ้าห่มผืนใหม่ที่มีรอยเลือดเปือนอยู่เพียงเล็กน้อยถูกโยนอยู่ข้างเตียงเท่านั้น
หนิวไปั๋ตายแล้ว!
หรือเขาจะถูกผ้าห่มผืนนั้นกดที่หน้าจนขาดอากาศหายใจ
เหยียนหลิ่งอวี๋ ปีสุ่ยและหรานสุ่ย ไม่อยากจะเชื่อกับภาพที่เห็นตรงหน้า เมื่อเห็นว่าที่ราชบุตรเขยต้องมานอนแน่
นิ่งไม่ติงไหวอยู่บนเตียง
จะต้องมีการวางแผนและลงแรงมากเพียงใด ถึงทำให้หนิวไปั๋ต้องมาจบชีวิตลงอย่างที่ตัวเองก็คาดไม่ถึง
เหยียนหลิ่งอวี๋ได้แต่ยืนกอดอกหลบอยู่ในมุมที่แสงเข้าไม่ถึง ส่วนปีสุ่ยกับหรานสุ่ยก็เข้าไปดูแล้วเงยหน้าพูดเสียง
นิ่ง “หนิวไปั๋ตายแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
“เจ้าบื้อเอ๊ย มาตายแบบนี้น่าเสียดายจริงๆ” เหยียนหลิ่งอวี๋พูดด้วยนํ้าเสียงเย้ยหยันระคนเวทนา
ปีสุ่ยยังคงชะงักอึ้งกับสิ่งที่เห็น เขาชี้มือไปที่ร่างไร้ลมหายใจของหนิวไปั๋ พูดตะกุกตะกัก “เรื่องนี้เกิดขึ้นตอนไหน
กัน?”
เหยียนหลิ่งอวี๋จ้องมองไปที่ดวงตาที่แน่นิ่งของหนิวไปั๋ “ก่อนที่ข้าจะมาถึงที่นี่!”
ใช่แล้ว! ตอนที่เขามาถึง หนิวไปั๋ก็ได้ตายไปเสียแล้ว!
หากหนิวไปั๋ตายตอนที่พวกเขาแบกกลับมาถึงห้องนอน เรื่องนี้จะต้องแพร่กระจายไปทั่วแล้ว แต่ถึงตอนนี้ภายใน
จวนของว่าที่ราชบุตรเขยก็ยังเงียบสงบ นั่นหมายความว่าหนิวไปั๋คนนี้จะต้องถูกฆ่าให้ตายหลังจากกลับมาถึงห้องนอน
แล้ว อีกอย่างเขาน่าจะตายก่อนที่เหยียนหลิ่งอวี๋เข้ามาในห้อง
ปีสุ่ยกวาดสายตาไปรอบห้อง พลางขมวดคิ้วขึ้น “เจ้าหนิวไปั๋ผู้นี้ถูกคนใช้ผ้าห่มกดจนตายอย่างนั้นหรือ? แล้วเหตุ
ใดไม่ส่งเสียงร้องหรือขัดขืนเล่า?”
หรานสุ่ยเดินเข้าไปพิสูจน์ศพของหนิวไปั๋ตรงหน้า เขากวาดสายตามองไปทั่ว พลางเอื้อมมือไปเปิดเปลือกตาร่างที่
ไร้ลมหายใจของหนิวไปั๋ ไม่นานก็หันหน้ากลับมารายงานเสียงแผ่วเบา “องค์ชาย หนิวไปั๋ถูกกดด้วยผ้าห่มจนสิ้นใจพ่ะย่ะ
ค่ะ แผลภายนอกเป็นเพียงแผลสะเก็ด และมีหนึ่งฝั่ามือที่โจมตีไปที่หัวใจของเขาจนทำให้อวัยวะภายในได้รับบาดเจ็บ
อย่างหนักรวมกับบาดแผลเก่าที่ยังไม่หายดี เมื่อถูกผ้าห่มกดจึงขาดอากาศหายใจตายพ่ะย่ะค่ะ!”