การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 319 ความเข้าใจผิดของเหยียนหลิ่งอวี๋
วันเวลาได้ผ่านไปอย่างรวดเร็ว พร้อมกับไม่อาจย้อนคืนวันมาได้
สามปีให้หลังมานี้ผู้คนต่างค่อยๆ ลืมเลือนองค์ชายที่หน้าตาหล่อเหลาคนนั้นไป จะมีก็เพียงองค์ชายที่หน้าตาไว้
ทุกข์อยู่ในตำหนักด้านใน ที่คอยยํ้าเตือนให้คนที่เดินผ่านไปผ่านมาระลึกว่าครั้งหนึ่งเคยเกิดอะไรขึ้น
ตลอดเวลาสามปีมานี้องค์ชายสามได้เติบโตขึ้นแล้ว แต่ไม่เคยมีผู้ใดได้ล่วงรู้ว่าตำหนักด้านในกำแพงเกิดเรื่องอะไร
ขึ้นมาบ้าง
เวลาสามปีนั้นนับว่าจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดของบางสิ่ง และถ้าเป็นจุดสิ้นสุดก็เป็นจุดเริ่มต้นของบางสิ่งเช่น
เดียวกัน
สามปีได้ผ่านพ้นไปแล้ว
ทว่าในวังหลวงวันนี้มีการเดินตรวจแถวสวนสนามของทหารหาญ
บรรดาองค์ชายและเหล่าขุนนางต่างเข้าร่วมในพิธี และวันนี้เองที่องค์ชายสามได้ปรากฏตัวขึ้น หลังจากหายหน้า
หายตาไปนานถึงสามปีเต็ม บัดนี้เขาเติบโตขึ้นและมีความคิดความอ่านเป็นผู้ใหญ่ ไม่เพียงเท่านั้นการเปลี่ยนแปลงนี้ยัง
รวมไปถึงการตัดสินใจที่เด็ดเดี่ยว เฉียบแหลม วิธีการขั้นตอนเด็ดขาด แตกต่างจากองค์ชายที่เคยขลาดกลัวคนนั้นราวกับ
คนละคน
ในวันนั้นสายตาของฝั่าบาทและเหล่าขุนนางต่างจับจ้องไปที่องค์ชายสามราวกับมีแรงดึงดูดอะไรบางอย่าง ทำให้
ชื่อเสียงขององค์ชายสามโด่งดังและกลับไปเป็นที่รู้จักอีกครั้ง
ทว่ากลับไม่มีผู้ใดได้ล่วงรู้ว่านับตั้งแต่วันที่เขาออกจากการไว้ทุกข์ เหยียนหลิ่งอวี๋ได้ปิดตายประตูออกจากทุกคน
ไม่เปิดใจให้ใครได้เข้ามาอีกเลย
เหยียนหลิ่งอวี๋ค่อยๆ เดินเข้าไปร่วมพิธีอย่างเชื่องช้า สีหน้าและแววตาเฉยเมยราวกับตกอยู่ในภวังค์ ไม่รู้ว่าควรไป
ที่ใดและต้องทำสิ่งใด
ทุกคนต่างรู้ดีว่าองค์ชายสามนั้นนอกจากมีใบหน้ารูปงามหล่อเหลากว่าผู้ใด ก็เป็นคนไม่เอาการเอางาน หน้าที่ใน
ตอนนี้ก็มีเพียงตำแหน่งที่เอาแต่ชื่อไปใส่ไว้อย่างกององครักษ์รักษาพระองค์
ตำแหน่งนี้เป็นตำแหน่งที่ต้องการความไว้วางพระราชหฤทัยจากฝั่าบาทเป็นอย่างมาก ทั้งยังเป็นบททดสอบของ
ฝั่าบาทต่อองค์ชายสามอีกด้วย
ลองคิดดูหากมือซ้ายมือขวาของฝั่าบาทมีองครักษ์ที่ไว้วางพระราชหฤทัยอยู่แล้ว ตำแหน่งดูแลองครักษ์รักษา
พระองค์ของเหยียนหลิ่งอวี๋ที่ดูแลเพียงครึ่งกองนั้น จึงนับว่าเป็นเพียงตำแหน่งที่ว่างเปล่าตำแหน่งหนึ่งก็เท่านั้น
แต่ด้วยความพยายามเพียงครึ่งเดือนของเหยียนหลิ่งอวี๋ กลับสามารถทำให้เหล่าองครักษ์ทุกคนต่างยอมเชื่อฟัง
เขาแต่โดยดีได้
เหยียนหลิ่งอวี๋ทำงานอย่างหนักหน่วง
ยิ่งไปกว่านั้นเขายังเดินตรวจการอย่างไม่หยุดหย่อนและไม่ว่าใครจะเข้าไปห้ามก็ห้ามไม่อยู่
เหยียนหลิ่งอวี๋ยังคงตรวจการต่อไปเรื่อยๆ ตั้งแต่หลังเที่ยงจนถึงพระอาทิตย์ตกดิน และจากพระอาทิตย์ตกดิน
จนถึงยํ่ารุ่งของอีกวัน
……
ขณะนั้นเองที่เหยียนหลิ่งอวี๋กำลังออกมาตรวจการนอกวังหลวง สายตาของเขาเหลือบไปเห็นประตูจวนบานใหญ่
หลังหนึ่งที่กำลังเปิดอ้าเพื่อรอต้อนรับคนบนรถม้าที่ใกล้มาถึง
เด็กหนุ่มก้าวเท้าไปด้านหน้าสองก้าว สายตายังคงจับจ้องอยู่ที่รถม้าคันนั้น จนรถม้าวิ่งผ่านหน้าเขาไป ความรู้สึก
ละม้ายคุ้นเคยเหมือนรู้จักมาก่อนแล่นเข้ามาในความคิด
เขาเพ่งมองไปยังเบื้องหน้าอย่างสงสัยใคร่รู้ แต่จากมุมที่ยืนอยู่ กลับมองเห็นปั้ายสัญลักษณ์บนรถม้าทั้งด้านหน้า
และหลังไม่ชัดเอาเสียเลย ด้วยความอยากรู้เขาจึงชะโงกหน้าไปมองเพียงอยากจะเห็นสัญลักษณ์บนรถม้าให้ชัดเจน แต่
กลับมีหญิงสาวที่อยู่ภายในรถม้าเดินลงมา
ชุดกระโปรงที่นางสวมใส่เป็นสีขาวบริสุทธิ์พลิ้วไหวไปตามท่วงท่าก้าวเดิน แววตาประกายสดใสงดงาม แก้มทั้ง
สองข้างเรียบเนียน ริมฝีปากสีชมพูอ่อน คิ้วที่โก่งโค้งได้รูป ดูโดยรวมแล้วก็รู้ได้ว่าไม่ใช่เด็กสาวทั่วไป… ท่วงท่าที่สง่างาม
ยามนางเดินลงจากรถม้านั้นดึงดูดสายตาของเหยียนหลิ่งอวี๋ให้หัวใจของเขาพองโตขึ้นมา
ใบหน้าของเขาพลันปรากฏรอยยิ้มออกมาอย่างไม่รู้ตัว
ใครเล่าจะทำให้ใบหน้าของเหยียนหลิ่งอวี๋เปือนรอยยิ้มอย่างเบิกบานใจออกมาได้ หากไม่ใช่ต้วนชิงหมิง
ทว่าเขากลับหุบยิ้มแทบไม่ทันเมื่อเห็นคนที่นั่งอยู่บนรถม้ากับต้วนชิงหมิง ก้าวตามลงมาติดๆ เป็นหลิวยวน
จากใบหน้าที่เปือนรอยยิ้มกลับเปลี่ยนเป็นบึ้งตึงอย่างรวดเร็ว ไม่นานรถม้าก็เคลื่อนไปข้างหน้าต่อ
หากเรารักใครสักคนย่อมหยิบยื่นและมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้เสมอ ทว่าในทางกลับกันหากหมดซึ่งความรัก ความ
ปรารถนาดี และมิตรไมตรีที่มีให้กันก็มักจะหยิบยื่นความเจ็บชํ้านํ้าใจให้แทน
ในเรื่องของความรักยิ่งให้ใจไปมากเท่าไร ถึงเวลาที่ต้องสูญเสียก็ยิ่งเจ็บปวดมากเป็นเท่าทวี
ในตอนนี้ทั้งความรู้สึกและหัวใจทุกห้องของเหยียนหลิ่งอวี๋ได้พังทลายยับเยินลงไปหมดแล้ว
ต้วนชิงหมิง!… ข้า..เหยียนหลิ่งอวี๋ผู้นี้อยากมอบความสุขทั้งหมดในชีวิตให้กับเจ้า แต่นั่นคงเป็นได้เพียงความคิด
เพ้อฝันเท่านั้นกระมัง!
เพียงเสี้ยววินาที หากเขายอมหยุดรอดูจนคนท้ายสุดที่เดินลงมาจากรถม้า บางทีเขาอาจจะไม่เข้าใจผิดก็เป็นได้
แต่น่าเสียดายที่เขาไม่ได้ยืนหยุดรอดู จึงพลาดจุดสำคัญที่สุดไป
ในโลกใบนี้เรื่องของความบังเอิญนั้น หากไม่ช้าเกินไปก็เร็วไปเกินไป แต่ถ้าเราหยุดรอดูอย่างช้าๆ อาจเข้าใจ
เหตุการณ์ตรงหน้าทั้งหมดได้ แต่เมื่อพลาดไปแล้วผลลัพธ์ก็อาจเปลี่ยนไปเป็นคนเรื่องเช่นเดียวกัน
เช่นเหยียนหลิ่งอวี๋ที่ตัดสินใจเดินจากไปเร็วเกินไป แม้ด้านหลังของเขาจะมีเสียงเรียกของต้วนชิงหมิงดังขึ้นเพื่อ
อธิบาย
แต่เขาก็ไม่ฟังอีกต่อไปแล้ว เลือกที่จะเดินตรงไปข้างหน้า ไม่หันหลังกลับไปมอง และเลือนลับหายไปบนถนนกลืน
ไปกับผู้คน
ต้วนชิงหมิงนั่งรถม้ามากับหลิวยวนก็จริง ทว่าตอนที่พวกเขาลงมาจากรถม้าก็ยังมีอีกคนหนึ่งที่เดินลงมา นั่นก็คือ
ชุนถาว
เดิมทีหลิวยวนคะยั้นคะยอจะไปเยี่ยมตู้ชิงหรวนกับต้วนชิงหมิงให้ได้ จนสุดท้ายได้มากันทั้งหมด แต่นึกไม่ถึงว่า
ระหว่างทางพวกเขาเจอกับคนร้าย ชุนถาวออกโรงปกปั้องทั้งสองคนจนมาถึงที่พักของตู้ชิงหรวน ทุกคนต่างเห็นพ้องต้อง
กันว่าคนร้ายที่มาในครั้งนี้เปั้าหมายคงเป็นหลิวยวนแน่นอน ทว่าเรื่องที่เกิดขึ้นสร้างความกังวลใจให้ชุนถาวเป็นอย่างมาก
จนสุดท้ายตู้ชิงหรวนสั่งให้นางไปส่งทั้งสองคนกลับจวน โดยส่งต้วนชิงหมิงกลับจวนก่อน แล้วค่อยไปส่งหลิวยวน
เมื่อรถม้าเคลื่อนมาจนถึงจวนต้วน พลันเห็นต้วนชิงหมิงกระโดดลงมาจากรถม้า หลิวยวนเห็นจึงได้กระโดดตาม
ลงมาเพื่อจะส่งต้วนชิงหมิงเดินเข้าประตูจวนเข้าไป ชุนถาวก็ตามลงมาติดๆ พลางดึงตัวต้วนชิงหมิงเข้ามากอด กระซิบ
กระซาบวางแผนที่พวกนางเข้าใจกันเพียงสองคน เมื่อนางผละออกจากชุนถาว ก็หันไปจับมือหลิวยวนแกว่งไปมาอย่าง
อาลัยอาวรณ์ ก่อนที่จะปล่อยมือให้หลิวยวนกลับขึ้นรถม้าและจากไป
ต้วนชิงหมิงยืนยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ส่งชุนถาวกับหลิวยวนขึ้นรถม้าจากไปจนลับสายตา เมื่อนางหันหน้ากลับมาตรง
หน้าประตูสายตาเหลือบเห็นเงาชุดดำแวบอย่างรวดเร็ว ต้วนชิงหมิงเห็นเงาชุดดำที่ยืนอยู่แยกด้านหน้าจู่ๆ เกิดความคุ้น
เคยขึ้นมา ทั้งเงาที่ทอดยาวและเสื้อผ้าที่สวมใส่นั้นช่างคุ้นตา นางมองเพียงครู่เดียวพลันเกิดความรู้สึกอย่างหนึ่งที่พูดไม่
ออก
แต่ว่าสิ่งที่ทำให้ต้วนชิงหมิงตะลึงไปนั้นก็คือ แผ่นหลังของเงาชุดดำนั้นดูท่าแล้วเหมือนเหยียนหลิ่งอวี๋เป็นอย่าง
มาก
ต้วนชิงหมิงคลี่ยิ้มมุมปากออกมา
ในใจของนางนั้น องค์ชายสามเป็นเพียงคนที่ไม่เอาไหนและมีจิตใจเลือดเย็นอำมหิต อีกทั้งองค์ชายสามผู้เต็ม
เปียมไปด้วยความทระนงตัว ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อใดที่มีท่าทางที่ดูโดดเดี่ยวและเศร้าสร้อยถึงเพียงนี้
ต้วนชิงหมิงมองไปที่แผ่นหลังขององค์ชายสาม ครั้นจะเอ่ยปากเรียกให้เขาหยุด จู่ๆ กลับพูดอะไรไม่ออก
เขาเป็นคนที่ไม่ควรหาเรื่องให้เขาโกรธ ในสามวันมานี้ต้วนชิงหมิงอยู่อย่างสุขสบาย นางจึงเลือกที่จะไม่หาเรื่องใส่
ตัวอีก
เมื่อคิดมาถึงจุดนี้ ต้วนชิงหมิงก็ยกแขนขึ้นมาปาดเหงื่อที่ซึมออกมา… โชคดีที่นางเลือกไม่พูดอะไร มิอย่างนั้นนาง
อาจซวยได้ ตอนนี้เมื่อเห็นอารมณ์ขององค์ชายสามที่แย่ถึงขั้นสุด นางจึงเลือกไม่เงียบเพื่อรักษาชีวิตดีกว่าไปกระตุก
หนวดเสือ
มาถึงตรงนี้นางก็ได้แต่แอบถอนหายใจออกมา ในใจเกิดความกังวลที่ร้อนรุ่มสุมทรวง ทว่ากลับไม่สามารถเปล่ง
วาจาออกมาได้
ต้วนชิงหมิงบอกตัวเองว่านางไม่ได้เป็นอะไรกับเหยียนหลิ่งอวี๋ ฉะนั้นไม่ว่าเขาจะดีใจหรือเสียใจ ย่อมไม่เกี่ยวกับ
นางแม้สักกระผีกเดียว
ต้วนชิงหมิงยืนครุ่นคิดอยู่ตรงหน้าประตูจวนอยู่นานสองนานจนมือเย็นแทบไร้ความรู้สึก เยวี่ยเจียที่ยืนอยู่ด้าน
หลังจึงเอ่ยปากเรียกเสียงเบา “คุณหนูด้านนอกหนาวเหน็บเหลือเกิน พวกเรากลับเข้าจวนกันเถอะเจ้าค่ะ!”
เด็กสาวเม้มปากเป็นเส้นตรง พลางหันกลับไปมองยังทางที่เห็นชายชุดดำเมื่อครู่อย่างตาละห้อยก่อนเดินกลับ
เข้าไปในจวน
ส่วนเหยียนหลิ่งอวี๋ ที่ได้หลบสายตาของต้วนชิงหมิงพิงเสาต้นหนึ่งไว้ ได้เงยหน้ามองท้องฟั้าพลางพูดพึมพำขึ้น
ประโยคหนึ่ง “นางเห็นข้าหรือเปล่านะ?”