การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 324 จางอี๋เหนียงหักหลัง
จางอี๋เหนียงรู้สึกอกสั่นขวัญแขวนคล้ายถูกอ่านใจจนหมดสิ้น เมื่อได้ฟังนํ้าเสียงของต้วนชิงหมิงที่แม้ไม่ได้ดุดันทว่า
ก็ไม่ได้อ่อนโยน
เด็กสาวมองไปที่จางอี๋เหนียงปราดหนึ่งแล้วเอ่ยปากขึ้นเสียงเรียบนิ่ง “เกิดอะไรขึ้น เหตุใดถึงได้พรวดพราดเข้ามา
คุกเข่าและคำนับที่พื้นด้วย ถ้ามีคนนอกมาเห็นเข้า จะเอาไปพูดได้ว่าข้าทารุณอี๋เหนียง”
นางพูดไปพลางยกกานํ้าชาแล้วค่อยๆ บรรจงเทลงไปในถ้วย ไม่ได้เข้าไปประคองอีกฝั่ายให้ลุกขึ้นมาอย่างมิได้
ใส่ใจท่าทีลนลานของจางอี๋เหนียง ต้วนชิงหมิงไม่ได้เงยหน้าขึ้นได้แต่ปรายตามองและพูดกับเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ “เซี่ยฉ่าวเอ๋
อร์… ทำไมเจ้ายังยืนนิ่งอยู่อีก ไม่รีบเข้าไปประคองจางอี๋เหนียงนั่งเก้าอี้เล่า!”
เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ได้ฟังก็รีบยกเก้าอี้ตัวหนึ่งเข้าไปให้จางอี๋เหนียงนั่ง พูดเสียงเบา “จางอี๋เหนียงเชิญนั่งเจ้าค่ะ”
จางอี๋เหนียงพยักหน้ายิ้มตอบรับ จากนั้นเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ก็เข้าไปประคอง จางอี๋เหนียงใช้มือจับที่ท้องและลุกขึ้น
อย่างระวังไปนั่งเก้าอี้ที่เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ได้เตรียมไว้ให้
สายตาที่ต้วนชิงหมิงมองมา ทำให้นางรู้สึกอึดอัดจึงนั่งลงเพียงครึ่งเก้าอี้ อีกมือหนึ่งลูบไปที่ท้องด้วยความรู้สึก
อ่อนล้าแต่กลับซ่อนเอาไว้อย่างมิดชิด นางยังคงรักษาท่านั่งให้หลังตรง พลันสายตาปะทะกับสายตาเรียบนิ่งของต้วนชิงห
มิง
จางอี๋เหนียงไม่เพียงเห็นสายตาที่สงบนิ่ง ซํ้ายังไม่เห็นท่าทางที่ลนลานของนาง เมื่อรู้ว่าต้วนอวี้หายตัวไปแม้แต่นิด
เดียว
นางจำคำที่มีคนมาบอกได้ว่า ข่าวการหายตัวไปของต้วนอวี้ได้แพร่สะพัดไปทั่วจวนตั้งแต่ก่อนอาหารเย็น ฉะนั้น
หากบอกว่าต้วนชิงหมิงไม่รู้เรื่องนี้ เห็นทีคงเป็นไปไม่ได้ นางจึงรีบฉวยโอกาสที่เด็กสาวกำลังกังวลใจนำข่าวของต้วนอวี้
มาบอกเพื่อเป็นการสร้างความดี
แต่ตอนนี้มันเกิดอะไรขึ้น เหตุใดนางถึงไม่ลนลาน กลับยังมีท่าทางหยิ่งยโสไม่รู้ร้อนไม่รู้หนาวเฉกเช่นปกติ? แล้ว
ตอนนี้นางควรทำอย่างไรต่อไปดี? ควรจะทำตามแผนที่คนคนนั้นบอก ให้นำเรื่องนี้ไปบอกต้วนชิงหมิง หรือว่าควรจะ
ปล่อยให้เลยตามเลย ไม่ต้องพูดถึง?
แล้วนางควรจะทำอย่างไรต่อไปดี เมื่อต้วนชิงหมิงสงบนิ่งเช่นนี้ ทว่าหากมีคนคนนั้นมาช่วยบอกแผนการให้คงจะ
ดีไม่น้อย
จางอี๋เหนียงนั่งครุ่นคิดอยู่นานไม่กล้ามองหน้าสบตาอีกฝั่าย นางทำเพียงใช้สายตาที่จนปัญญาไปไม่ถูกมองไปยัง
บ่าวรับใช้ที่มาด้วยกัน
เวลานี้บ่าวรับใช้คนนั้นกลับมีสีหน้าที่เคร่งขรึม ราวกับไม่ได้สนใจสายตาที่จางอี๋เหนียงส่งมา ทว่าในที่สุดหญิงสาว
ก็รู้สึกจนปัญญาไปไม่ถูก นางจึงหันหน้ากลับมามองและพูดขอโทษต้วนชิงหมิง “เรียนคุณหนูใหญ่ เรื่องเมื่อสักครู่นี้ปีเซี่ย
ไม่ดีเองเจ้าค่ะ ทว่าหลังจากที่ปีเซี่ยรับอาหารเย็นก็ได้ยินข่าวเรื่องการหายตัวไปของคุณชายใหญ่ ด้วยความร้อนใจจึง
พรวดพราดเข้ามาในห้องคุณหนูใหญ่อย่างเสียมารยาทเจ้าค่ะ!”
ต้วนชิงหมิงเผยยิ้มที่มุมปากออกมาแล้วจ้องไปที่จางอี๋เหนียงพูดขึ้น “จางอี๋เหนียงเป็นห่วงอวี้เอ๋อร์ เรื่องนี้ข้า
ทราบดี เพียงแต่ไม่รู้ว่าข่าวนี้ปากสว่างคนไหนเป็นคนคาบข่าวไปบอกอี๋เหนียงกันล่ะ? วันนี้ช่วงบ่ายข้าให้ชิวหนิงพาอวี้เอ๋
อร์ไปเล่นด้วยกัน ระหว่างทางก็พบคุณชายเชวียเข้า อวี้เอ๋อร์จึงรบเร้าขอไปเล่นที่จวนเชวียต่อ อีกอย่างเมื่อครู่ที่ข้ากลับ
มา คุณหนูรองเชวียกับคุณชายใหญ่เชวียให้คนมาบอกว่าคืนนี้อวี้เอ๋อร์จะพักในที่นั่น พรุ่งนี้เช้าพวกเขาค่อยพาอวี้เอ๋อร์มา
ส่งที่จวนต้วน!”
จางอี๋เหนียงถึงกับชะงักไปสักครู่เมื่อได้ยินที่ต้วนชิงหมิงเล่า เรื่องนี้ไม่ใช่การหายตัวของอวี้เอ๋อร์อย่างนั้นหรือ?
ที่แท้ก็ไปอยู่ที่จวนเชวียที่เอง พรุ่งนี้เช้าก็กลับมาแล้ว? แต่ว่าคนคนนั้นพูดอย่างจริงจังขึงขังว่าตอนนี้ต้วนอวี้ถูกนางพาตัว
ไปแล้ว…
เหตุใดคนสองคนกลับพูดออกมาไม่เหมือนกัน แต่ดูท่าที่นิ่งสงบของต้วนชิงหมิงแล้ว จางอี๋เหนียงจึงได้แต่เชื่อว่าสิ่ง
ที่ต้วนชิงหมิงพูดนั้นเป็นความจริง ส่วนคนคนนั้นมีหรือที่จะกล้าทำร้ายต้วนชิงหมิง?
จางอี๋เหนียงในเวลานี้เกิดความสับสนคิดไม่ตกเป็นอย่างมาก
ต้วนชิงหมิงแสยะยิ้มอยู่ในใจ เมื่อเห็นสีหน้าที่กำลังสับสนของจางอี๋เหนียง
ถ้ายึดตามที่ซานยาโถวเล่านั้น ข่าวการหายตัวของต้วนอวี้ได้แพร่ก่อนอาหารเย็น แต่ทำไมจางอี๋เหนียงกลับกล้า
มาบอกว่าต้วนอวี้หายไปหลังจากอาหารเย็น เช่นนั้นก็เป็นไปได้ทางเดียวก็คือ จางอี๋เหนียงกำลังโกหกและปิดบังบาง
อย่างอยู่
แต่นางจะปิดบังไปทำไม? เพื่ออะไร? เห็นทีเรื่องนี้ต้วนชิงหมิงจะต้องนำมาพิจารณาอย่างถี่ถ้วน
เมื่อเห็นท่าทางที่ตื่นเต้นของจางอี๋เหนียง ผนวกกับมือที่ลูบท้องไปมาอย่างผิดสังเกต ต้วนชิงหมิงจึงแอบถอน
หายใจออกมา……เรื่องสมคบคิดวางแผนกับคนชั่วนั้นนึกไม่ถึงเลยว่าจางอี๋เหนียงจะทำได้ลง ไม่ว่าการหายตัวไปของต้วน
อวี้ครั้งนี้จะเพื่อเล่นงานนางหรือไม่นั้น ก็เกรงว่าลูกในท้องของนางคงจะมิอาจรักษาไว้ได้แล้ว
เดิมทีต้วนชิงหมิงเห็นแก่จางอี๋เหนียงจึงคิดจะช่วยรักษาลูกในท้องของนางเอาไว้และเป็นการช่วยรักษาเลือดเนื้อ
เชื้อไขของตระกูลต้วนไว้ด้วย บัดนี้จางอี๋เหนียงได้ปลิ้นปล้อนกลับกลอกไปมา ไม่ควรได้รับการช่วยเหลือใดจากนางอีก
ส่วนถ้านางเสียลูกในท้องไปก็คงเป็นเพราะนางไม่เคยทำคุณงามความดีเอาไว้คุ้มครองตัวเองเลย
เพราะนางทำตัวเอง หากลูกในท้องของนางเป็นอะไรขึ้นมา ก็โทษใครไม่ได้แล้ว
ต้วนชิงหมิงไม่อยากแม้แต่จะมองหน้าของจางอี๋เหนียง ส่วนบ่าวรับใช้ข้างกายของจางอี๋เหนียงเห็นทีคงจะเป็น
ฝีมือของคนคนนั้นที่ใช้ให้เข้ามาแฝงตัวกระมัง
การเอาคนนอกมาอยู่ข้างกายตนเองนั้นเป็นเหมือนระเบิดเวลาที่กำลังนับถอยหลัง ไม่รู้ว่าจะระเบิดจนร่างกาย
แหลกเหลวไม่เหลือแม้แต่กระดูกออกมาตอนไหน
แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่ต้วนชิงหมิงให้ความสำคัญ
เรื่องราวในชาติที่แล้วได้ให้บทเรียนกับนางอย่างมากมายนัก คนที่มีเมตตาอย่างไม่ลืมหูลืมตาย่อมนำภัยมาถึงตัว
ได้… ในชาตินี้ต้วนชิงหมิงจึงใช้ความเมตตาให้กับคนที่ควรค่า แต่สำหรับจางอี๋เหนียงผู้นี้นั้นไม่ควรได้รับความเมตตาอีก
แล้ว
ต้วนชิงหมิงจ้องมองจางอี๋เหนียงที่เริ่มลนลานอยู่ไม่สุข นางได้แต่พูดเสียงนิ่งๆ “จางอี๋เหนียงมีเรื่องอื่นอีกหรือไม่?
ถ้าไม่มีแล้วก็เชิญกลับไปได้ พรุ่งนี้อวี้เอ๋อร์ก็กลับมาแล้ว ข้าจะให้คนไปบอกก็แล้วกัน”
เมื่อจางอี๋เหนียงได้ยินที่ต้วนชิงหมิงพูดเช่นนั้น ใจของนางก็เต้นระสํ่าไม่เป็นจังหวะ เหตุใดนางรู้สึกได้ว่าคำพูดของ
ต้วนชิงหมิงนั้นเต็มเปียมไปด้วยการเสียดสีและดูแคลนอย่างมาก
นางรู้เพียงแต่ว่าได้สูญเสียความเชื่อใจจากต้วนชิงหมิงไปจนหมดสิ้น ความปรารถนาดีและความเมตตาที่ต้วนชิงห
มิงหยิบยื่นให้ถูกนางผลักไสออกไปนอกตัวจนไม่เหลือ
แต่นางจะทำอย่างไรได้ ความโหดร้ายและวิธีการของคนคนนั้นย่อมเกินความคาดหมายที่ต้วนชิงหมิงจะนึกถึง
เป็นไหนๆ เพื่อความปลอดภัยของจางอี๋เหนียงและลูกในท้อง นางจึงขอเลือกไปอยู่กับอีกฝัง
หญิงสาวรู้ดีว่าไม่มีเหตุผลที่จะอยู่ในเรือนของต้วนชิงหมิงต่อไปแล้ว นางจึงขยับลุกขึ้นและเอ่ยเสียงเบา “ในเมื่อ
คุณชายใหญ่ไม่เป็นอะไร ปีเซี่ยก็วางใจ ตอนนี้ก็ดึกแล้ว เช่นนั้น……ปีเซี่ยไม่รบกวนคุณหนูใหญ่แล้วเจ้าค่ะ!”
พูดจบนางก็ก้มหัวลงทำความเคารพต้วนชิงหมิงและค่อยๆ เดินออกไป
หลังจากที่จางอี๋เหนียงเดินไปแล้ว ต้วนชิงหมิงก็นั่งจิบชาอยู่เงียบๆ สายตายังคงครุ่นคิดไม่คลาย ก่อนที่จางอี๋
เหนียงจะเดินออกไป บ่าวรับใช้ที่อยู่ข้างกายหญิงสาวได้จ้องมองมาที่นางอย่างเห็นได้ชัด ทว่าต้วนชิงหมิงกลับทำเป็นมอง
ไม่เห็น
แสงไฟที่ถูกจุดอยู่ในห้องได้ส่องสะท้อนให้เห็นใบหน้าที่ซีดขาวและเรียบนิ่งของต้วนชิงหมิง