การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 326 ความสัมพันธ์ระหว่างคนชั่วและเงินที่ใช้จ้าง
- Home
- การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง
- ตอนที่ 326 ความสัมพันธ์ระหว่างคนชั่วและเงินที่ใช้จ้าง
เวลาผ่านไปนานเท่าใดก็สุดที่จะรู้ คนที่เดินเข้ามาในห้องเล็กๆ นี้ที่แท้ก็เป็นชายหนุ่มสองคน ดูจากลักษณะท่าทาง
ของพวกเขาที่มองต้วนอวี้ก็เห็นได้ชัดว่าคงเป็นคนที่จับตัวต้วนอวี้มา
พวกเขาเดินตรงเข้าไปหาต้วนอวี้
แสงไฟจากตะเกียงนํ้ามันถูกจุดขึ้นส่องสว่างไปทั่วบริเวณ สะท้อนใบหน้ารูปสี่เหลี่ยมของชายคนหนึ่งอายุราวยี่สิบ
ปี รูปร่างสูงใหญ่กำยำ ผิวดำคลํ้า บนตัวมีรอยแผลเป็นอยู่ไม่น้อยดูน่าเกลียดน่ากลัว เวลานี้สายตาของเขากำลังจ้องมอง
ชายหนุ่มอีกคนด้วยความโมโห
มือข้างหนึ่งของเขาถือตะเกียงนํ้ามัน ส่วนปากก็กำลังทำหน้าที่ด่าทออีกฝั่ายต่อไป แสงไฟจากตะเกียงส่องให้เห็น
หน้าตาและผมเผ้ายุ่งเหยิงที่ยาวลงมาถึงหัวไหล่ สวมชุดคลุมสีดำคาดเชือกรัดเอวสีเดียวกัน ส่วนมืออีกข้างควงมีดกวัด
แกว่งไปมา ใครได้เห็นเป็นอันต้องหวาดกลัว เขาคือ ‘พี่สาม’
ด้านหลังของพี่สามมีชายหนุ่มอีกคนหนึ่งที่อายุน้อยกว่ายืนอยู่ เขาอายุราวสิบหก สิบเจ็ดปี ใบหน้าเรียวยาว รูป
ร่างผอมแห้ง สวมชุดคลุมสีเทาตัวเก่าที่มีรูอยู่ไม่น้อย บนศีรษะของเขาไม่มีผมสักเส้น ครั้นแสงไฟตกกระทบก็สะท้อนจน
สว่างตามไปด้วย
ดังนั้นไม่ต้องสงสัยว่าเหตุใดเขาจึงถูกเรียกว่า ‘ทูจื่อ’ เป็นเพราะที่ผมล้านนั่นเอง ใบหน้าที่ซีดขาวและดวงตาที่ตี่
ของเขามองพี่สามด้วยความกล้าๆ กลัวๆ ทูจื่อเอาแต่ก้มหัวพยักพเยิดรับคำด่าของพี่สามโดยไม่โต้เถียง ทว่าสายตากลับ
จ้องมองไปที่ต้วนอวี้ที่ถูกพวกเขาโยนไว้ที่มุมห้อง เพราะคนคนนั้นได้ให้คำมั่นสัญญาว่าถ้าพวกเขาจับตัวเจ้าเด็กนี่มาได้จะ
ให้เงินสองร้อยตำลึง
พี่สามเดินไปจุดตะเกียงนํ้ามันที่อยู่ข้างกำแพงให้สว่างขึ้นจนความมืดมิดภายในห้องพลันหายไป แสงไฟจาก
ภายในห้องได้ลอดช่องประตูออกไปจากห้องเล็กๆ แห่งนี้
สถานที่ที่พวกเขาอยู่นั้นเป็นห้องเก็บฟางเล็กๆ แห่งหนึ่ง ภายในเต็มไปด้วยฟางเต็มห้องไปหมด ต้วนอวี้ถูกนำตัว
มาโยนไว้ตรงมุมหนึ่งของห้อง ยิ่งเขาดิ้นมากเท่าไรก็ดูเหมือนว่าอากาศที่ใช้หายใจจะน้อยลงเท่านั้น เด็กน้อยจึงเลือกที่จะ
อยู่นิ่งๆ
พี่สามและทูจื่อต่างจับจ้องไปที่ต้วนอวี้ที่นอนนิ่งไม่ขยับตัว พลางหันมาส่งสายตาให้กัน… พวกเขาทั้งคู่มองหน้ากัน
เพราะเจ้าเด็กคนนี้จะแลกกับเงินก้อนใหญ่ได้ ฉะนั้นพวกเขาจะปล่อยให้เด็กคนนี้วิ่งเผ่นเพ่นพ่านหรือปล่อยให้ตายไปไม่
ได้
บรรยากาศภายในห้องที่เงียบสงัด กลับเห็นพี่สามและทูจื่อค่อยๆ เดินเข้าไปใกล้ต้วนอวี้ทีละก้าวทีละก้าว จนต้วน
อวี้ได้ยินเสียงเท้าดังฟังชัด
ดวงตาและหูของเขาถูกคาดด้วยผ้าสีดำจนแทบไม่ได้ยินเสียงจากภายนอก ครั้นทั้งสองเดินเข้ามาใกล้ ต้วนอวี้จึง
รู้สึกถึงการกระทบพื้นของฝีเท้า เขาจึงปิดตานอนแน่นิ่ง ไม่ขยับเขยื้อน ราวกับว่าเขาไม่รู้ว่ามีอันตรายมาจ่อที่หน้าของเขา
อย่างไรอย่างนั้น
พี่สามเดินมาได้ครึ่งทางจู่ๆ ก็หยุดฝีเท้าลง ทูจื่อเห็นเช่นนั้นก็หยุดตามและมองไปที่อีกฝั่ายด้วยความสงสัย อย่าง
ไม่รู้ว่าภายในใจของเขากำลังคิดสิ่งใดอยู่
พี่สามจ้องมาที่ทูจื่อและหันกลับไปมองต้วนอวี้ที่นอนนิ่งสงบอยู่ตรงมุมห้อง พลางใช้มือดึงเชือกที่เอวของทูจื่อให้
เข้ามาใกล้ๆ แล้วกระซิบข้างหู “ไป เจ้าไปแก้มัดไอ้เด็กนั่นออกสิ”
ทูจื่อพยักหน้าหงึกหงักเดินเข้าไปหมายจะแกะผ้าสีดำที่คาดตาของต้วนอวี้ออก
`
ทว่าเด็กหนุ่มเดินออกไปได้เพียงสองก้าวกลับหยุดลงด้วยความขี้ขลาดตาขาว เขาหันกลับไปมองพี่สามพร้อมกับ
พูดตะกุกตะกักขึ้น “ทำไมพี่สามไม่ไปเองล่ะ?”
“ไอ้ทูจื่อ! เอ็งหัดมาต่อรองกับพี่สามอย่างข้าแล้วหรือ? ข้าใช้ให้เอ็งไป……เอ็งก็ต้องไป ไม่ต้องมาพูดให้มากความ!”
เขาเอ่ยอย่างโกรธา
ทูจื่อรู้สึกไม่เป็นธรรมที่โดนพี่สามด่าอย่างสาดเสียเทเสีย แต่เขากลับไม่กล้าจะเถียงหรือตอบโต้กลับไป ได้แต่หัน
หลังกลับไปยื่นมือแก้ผ้าดำที่คาดตาของต้วนอวี้ออก
คนทั่วเมืองหลวงต่างรู้ดีว่าพี่สามกับทูจื่อเป็นคนที่ไม่ทำการทำงาน เอาแต่รับจ้างทำเรื่องชั่วไปวันๆ ครั้งนี้ก็เช่นกัน
มีคนมาหาพวกเขาให้ช่วยจับตัวเด็กชายคนหนึ่งไปขังไว้ที่วัดร้างห่างไกลออกไปกว่าสิบลี้ แล้วรอส่งมอบให้กับคนที่ชื่อฉิน
เจิ้ง
อันที่จริงทูจื่อกลัวว่าต้วนอวี้อาจจะตายไปแล้วจึงเกิดความกลัวขึ้นมาในใจ เมื่อเขาเดินเข้าใกล้ต้วนอวี้และเผลอไป
โดนมือของต้วนอวี้ที่ยังอุ่นอยู่จึงสบายใจขึ้น จากนั้นเขาได้ผลักต้วนอวี้พลิกตัวไปอีกทางเพื่อแก้ผ้าดำที่คาดตาออก
เมื่อผ้าดำที่คาดตาต้วนอวี้ถูกแก้ออก ทูจื่อก็จับตัวเด็กน้อยให้ยืนขึ้นเพื่อจะนำตัวไปหาพี่สาม ทว่าเขากลับเห็นแวว
ตาสีดำขลับคู่หนึ่งลืมตาขึ้นมา สายตานั้นมองเขาด้วยความดูถูกดูแคลนเป็นที่สุด
เขาไม่คิดไม่ฝันว่าจะเจอสายตาเช่นนี้ถึงกับตกใจจนขวัญเสีย รีบหยิบผ้าคาดตาสีดำล้มลุกคลุกคลานมายืนตรง
หน้าพี่สามแล้วพูดติดอ่างว่า “พี่ๆๆๆ… สาม! เจ้าๆๆๆ… เด็กนั่น! ยังๆๆๆ… มีชีวิตอยู่!”
ทางด้านพี่สามเมื่อเห็นความไม่เอาไหนของทูจื่อจึงโกรธจนลมออกหู เขายกเท้าขึ้นถีบไปที่ทูจื่อจนหกคะเมนตี
ลังกา พร้อมกับเอ่ยอย่างโมโหขึ้น “เจ้าเด็กนั่นต้องมีชีวิตอยู่ ถ้าตายไปพวกเราจะได้เงินจากไหน”
ทูจื่อที่โดนทั้งถีบทั้งด่าไม่กล้าพูดตอบโต้ เขาได้แต่มองต้วนอวี้ด้วยความโกรธแค้นและด่าขึ้นมาประโยคหนึ่ง “ไอ้
เด็กบ้าจะตายก็ไม่ตาย ยังมีหน้ามาลืมตาจ้อง……ทำเอาคนตกใจไปหมด!”
ต้วนอวี้ได้แต่หัวเราะเยาะขึ้นมา จากนั้นก็มองไปที่คนที่ชื่อพี่สาม เพื่อต้องการสื่อว่าให้เอาห่อผ้าหมาเหอ ออก
จากปากเขา
พี่สามเดินไปข้างต้วนอวี้และมองไปโดยรอบตัว เขาอดไม่ได้ที่จะแสดงความกังวลออกมาทางสายตา… เจ้าเด็ก
น้อยที่อยู่ตรงหน้าเขาอายุเพียงหกเจ็ดปีเท่านั้น รูปร่างหน้าตาใครเห็นใครรัก อีกอย่างเสื้อผ้าไหมที่สวมใส่ดูแล้วราคาสูง
ไม่เบา
เมื่อหลายวันก่อนคนคนนั้นที่ฐานะไม่ธรรมดามาหาพี่สาม พออ้าปากก็จะให้สองร้อยตำลึงโดยที่ต้องการแค่เพียง
จับเด็กคนนี้ออกไปนอกเมืองหลวงโดยที่ไม่ต้องฆ่าและไม่ต้องเผาทั้งเป็น แค่ส่งต่อให้กับอีกคนหนึ่งก็พอ
พูดได้ว่าสำหรับพี่สามแล้ว งานสบายเช่นนี้มีหรือจะพลาด สิ่งสำคัญอีกอย่างคือเขาจะต้องเลือกเวลากลางดึกที่
ไม่มีคนพลุกพล่านทำเรื่องให้สำเร็จและรับเงิน
ดังนั้นพี่สามจึงไม่ได้คิดอะไรมากมายก็ตอบตกลงอย่างง่ายดาย หลังจากที่อีกฝั่ายให้เงินมัดจำก่อนห้าสิบตำลึง พี่
สามก็ยิ้มไม่หุบและตอบรับความต้องการของอีกฝั่ายทุกเรื่อง