การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 328 ชะตากรรมของซานไล่จือ
พี่สามกับทูจื่ออ่านความคิดของต้วนอวี้ไม่ออก และหารู้ไม่ว่าคำพูดของต้วนอวี้นั้นแฝงไปด้วยอะไรบางอย่าง ถึง
ตอนนี้แม้พวกเขาอยากจะหนีออกไปจากห้องนี้เสียเต็มประดา แต่มือเล็กๆ ที่สามารถผลักเขาจนล้มลงไปเมื่อครู่ของเด็ก
น้อยเบื้องหน้าคนนี้ กลับทำให้ความกล้าของพี่สามหายวับไปในพริบตา
ถ้าไม่หนีไปตอนนี้ ก็ไม่รู้ว่าต้วนอวี้จะไม้ไหนกับพวกเขาอีก
ทั้งสองคนหันมามองหน้ากันด้วยความหวาดกลัว… พวกเขามิน่าไปกระตุกหนวดเสือเข้าเลย
แสงไฟที่ส่องสว่างตกกระทบไปทั่วบริเวณ เผยให้เห็นใบหน้าด้านข้างของต้วนอวี้ เขามองไปที่มัดฟางและเดินไป
นั่งลงพร้อมกับมองไปที่พี่สามกับทูจื่อด้วยสายตาชั่วร้ายและรอยยิ้มที่น่าหวาดกลัว จนทำให้ทั้งสองคนตัวสั่นเทิ้ม
ในเวลานี้เด็กน้อยในสายตาของพวกเขา กลับแปรเปลี่ยนเป็นครึ่งเทพครึ่งปีศาจที่มีทั้งความใจดีและความน่ากลัว
ผสมรวมกัน จนทำให้คนชั่วอย่างพี่สามและทูจื่ออดไม่ได้ที่จะรู้สึกกลัวขึ้นมา
ต้วนอวี้แสยะยิ้มออกมา พลางใช้มือถูกันไปมาช้าๆ ก่อนเอ่ยขึ้น “เจ้าชื่อพี่… อะไรนะ?”
ทูจื่อมักเรียกเขาว่าพี่สาม แต่ตัวเขาเองกลับไม่กล้าให้ต้วนอวี้เรียกเขาว่าพี่สาม รีบตอบทันที “เรียนคุณชายใหญ่…
ข้าน้อยชื่อเต็มๆ ว่า ซานไล่จื่อขอรับ”
ซานไล่จื่อถือเป็นพวกร่อนเร่พเนจรที่ใช้ชีวิตอย่างอันธพาลมาตั้งแต่ยังเยาว์ เขาใช้ชีวิตอยู่ในซอยเล็กๆ นี้กับพวก
ร่อนเร่พเนจร คนเหล่านั้นรวมทั้งทูจื่อจึงเรียกขานซานไล่จื่อว่า ‘พี่สาม’ เพื่อเป็นการแสดงความเคารพและเชื่อฟัง
เพราะฉะนั้นเมื่อทั้งสองคนเข้ามาในห้องที่ต้วนอวี้อยู่ด้วยจึงใช้เพียงชื่อ ‘พี่สาม’ กับ ‘ทูจื่อ’ ในการเรียกขานชื่อ
กัน
พอต้วนอวี้ได้ยินที่ซานไล่จื่อพูด ทันใดนั้นเขาก็หัวเราะเสียงดังออกมาอีกคำรบหนึ่ง… คนหนึ่งชั่ว คนหนึ่งเลว ช่าง
เหมาะสมกันเหลือเกิน
ซานไล่จื่อกับทูจื่อต่างทำหน้าเจื่อนๆ ที่ได้ฟังที่ต้วนอวี้พูด… ไม่รู้เลยว่าต้วนอวี้จะวางแผนให้เขาทั้งสองคนไปทำ
อะไร ตอนนี้ทำได้เพียงต้องระวังและไม่ไปล่วงเกินคุณชายท่านนี้
ต้วนอวี้เอ่ยถามกลั้วหัวเราะ “ซานไล่จื่อ… ชื่อของเจ้านั้น บิดาเป็นคนตั้งให้อย่างนั้นหรือ?”
ซานไล่จื่อหน้าซีดขึ้นมาในทันที ถึงแม้ว่าจะไม่เข้าใจเหตุใดต้วนอวี้ถึงถามแบบนี้ แต่เขาเลือกตอบตรงไปตรงมา
“ข้าน้อยเป็นลูกคนที่สาม มีพี่ชายสองคนได้เสียชีวิตด้วยความหิวโหยในกองหิมะเมื่อสิบปีก่อนหน้านี้ แม่ของข้าน้อยเป็น
คนตั้งชื่อให้ว่าซานไล่จื่อ ความหมายก็คือให้ใช้ชีวิตให้ดี”
แม่ของซานไล่จื่อเดิมทีอยากจะเลี้ยงเขามีชีวิตที่ดีจึงเลือกตั้งชื่อนี้ให้ แต่แม่ของเขานึกไม่ถึงเลยว่า พอลูกชายของ
เติบโตขึ้นมาจะถูกสภาพแวดล้อมหล่อหลอมให้เป็นคนร่อนเร่พเนจรและทำแต่ละเรื่องได้งามหน้าจริงๆ
ทูจื่อมองหน้าของซานไล่จื่อโดยไม่พูดอะไรออกมา
พวกเขาทั้งสองคนมาจากครอบครัวที่ยากจนข้นแค้น ตั้งแต่จำความได้นอกจากอดอยากหิวโหยแล้ว พอเติบโตขึ้น
ก็ถูกสภาพแวดล้อมบีบบังคับให้เดินในเส้นทางที่ผิด และเมื่อยิ่งเดินไปก็ยิ่งถลำตัวลึกเข้าไปจนถอดตัวไม่ขึ้นแล้ว
ต้วนอวี้ได้ฟังคำตอบของซานไล่จื่อรอยยิ้มบนใบหน้าพลันหุบลงทันที
ชีวิตในชาติที่แล้วของต้วนอวี้ เนื่องจากทางบ้านยากจนจึงต้องเดินไปขอทานตามท้องถนนไปเรื่อย จนมีคนไปพบ
เข้าและขายเขาให้กับพี่ใหญ่ จนในที่สุดชีวิตของเขาก็ผ่านการชกต่อยทำร้ายและเลือดตกยางออกจนวันสุดท้ายของชีวิต
ดูแล้ว ไม่ว่าจะมาจากยุคสมัยไหนย่อมมีคนที่มีฐานะพิเศษกว่าคนอื่นๆ ซึ่งทั้งชีวิตไม่มีสิทธิ์ที่จะเลือกทางเดินของ
ตัวเอง ได้แต่ทำตามในสิ่งที่คนอื่นต้องการ
แม้ยุคสมัยจะต่างกันแต่ความยากลำบากในชีวิตมิได้แตกต่างกันแม้แต่น้อย ชั่วพริบตาเดียวเรื่องของซานไล่จื่อกับ
ทูจื่อที่ต้องประสบพบเจอมานั้น กลับทำให้ต้วนอวี้ชะงักไปจนหัวเราะไม่ออก
เขาตั้งใจกระแอมไอเสียงเบาออกมาเพื่อดึงอารมณ์ตัวเขาเองให้กลับมาเป็นปกติ แล้วพูดอย่างดุดัน “เจ้ารู้หรือไม่
ซานไล่จื่อ ข้ากำลังช่วยชีวิตของพวกเจ้าทั้งสองอยู่……”
เมื่อซานไล่จื่อได้ยินที่ต้วนอวี้พูดตัวก็สั่นระริกขึ้นมา เขาหันหน้ามาส่งสายตาให้กับทูจื่อ แล้วก็หันหน้ากลับไป
อย่างรวดเร็ว พลางยอบหมอบกับพื้น คำนับไม่หยุด “คุณชายช่วยชีวิตพวกข้าน้อยนั้น ข้าน้อยทั้งสองย่อมรู้ดี… ถ้าพวก
ข้าน้อยจะทำอะไรคุณชายจริงก็คงจะตายไม่ดีขอรับ”
โทษของการที่จับบุตรชายของท่านแม่ทัพใหญ่ต้วนมานั้นถือเป็นโทษที่แม้ซานไล่จื่อกับทูจื่อจะตายเป็นร้อยครั้งก็
ยังไม่เพียงพอ ดังนั้นเมื่อพวกเขาทั้งสองคนได้ยินที่คำพูดของต้วนอวี้ก็เข้าใจว่า สิ่งที่ต้วนอวี้ต้องการสื่อนั้นคือชีวิตของ
พวกเขาแขวนอยู่บนเส้นด้าย
พวกเขาทั้งสองต่างเหงื่อแตกท่วมตัว ทว่าก็ยังคำนับที่พื้นไม่หยุด
ต้วนอวี้ฝืนยิ้มออกมา “คนคนนั้นที่ตามให้พวกเจ้ามาจับตัวข้าไม่ได้บอกฐานะของข้าอย่างนั้นหรือ? คนคนนั้น
เพียงให้พวกเจ้าพาข้าออกมาที่วัดร้างนอกเมือง แล้วค่อยมอบตัวข้าให้เขา ก็ถือว่าทำหน้าที่ได้สำเร็จ รับเงินสองร้อยตำลึง
ใช่หรือไม่?”
ซานไล่จื่อตกใจอย่างมากกับความช่างสังเกตของต้วนอวี้ จนทำให้ทั้งสองคนต้องก้มหน้าก้มตาอยู่ภายในห้อง
ซานไล่จื่อคิดทบทวนดีแล้วจึงพูดขึ้น “คุณชายเหมือนรู้มาก่อนล่วงหน้าในเรื่องที่คนคนนั้นต้องการให้พาคุณชายมาที่วัด
ร้างแห่งนี้โดยที่ส่งตัวคุณชายให้กับคนที่มารับช่วงต่อก็สามารถรับเงินได้ เพียงแต่……”
ซานไล่จื่อสัมผัสได้ถึงแววตาที่เหี้ยมโหดของต้วนอวี้ เขาจึงพูดอย่างตะกุกตะกักว่า “เพียงแต่คนคนนั้นไม่ได้บอก
พวกข้าน้อยว่า……คนที่จะต้องจับคือคุณชายใหญ่ต้วนขอรับ… ถ้าหากรู้ว่าเป็นคุณชายใหญ่ต้วนละก็ พวกข้าน้อยคงไม่มี
ทางกล้ามากระตุกหนวดเสือหรอกขอรับ”
คำพูดที่ซานไล่จื่อเล่ามานั้นล้วนเป็นความจริงทั้งหมด
ถึงแม้อีกฝั่ายจะใช้เงินมากถึงสองร้อยตำลึงเป็นค่าตอบแทน แต่ว่าทั้งสองคนคิดแล้วถ้าได้เงินมาแล้วไม่มีชีวิต
เหลือให้ได้ใช้นั้นก็ถือว่าเปล่าประโยชน์ อย่างไรเสียซานไล่จื่อกับทูจื่อก็เป็นคนในเมืองหลวง เขาย่อมไม่อยากจะล่วงเกิน
คนที่มีอำนาจบารมี และอยากจะใช้ชีวิตพเนจรของเขาตามเดิมได้
เป็นที่รู้กันว่าให้ซานไล่จื่อทำเรื่องเลวร้ายเล็กๆ น้อยๆ นั้น เขาย่อมไม่ปฏิเสธ แต่จะให้เขาจับตัวบุตรชายลูกท่าน
แม่ทัพใหญ่ เขาย่อมไม่กล้าทำ เพราะยังอยากมีลมหายใจ มีชีวิตอยู่
ต้วนอวี้ได้ฟังที่ซานไล่จื่อพูดมานั้นพลันหัวเราะขึ้นมาในที แล้วเอ่ยถามขึ้น “ในความคิดของเจ้า เรื่องทั้งหมด
หมายถึงเรื่องนี้ใช่หรือไม่?”
ซานไล่จื่อและทูจื่อได้ยินที่ต้วนอวี้ถามขึ้นมาก็ยังรู้สึกงงงวย ทว่าพวกเขาก็ยังคงพยักหน้าเป็นการตอบรับอยู่ดี
หรือว่าสิ่งที่ต้วนอวี้บอกจะช่วยชีวิตพวกเขายังมีเรื่องอื่นอีก?
ต้วนอวี้เบื่อกับความโง่เขลาของทั้งสองคนเหลือทนจึงปรายตาอย่างดูแคลนไปที่พวกเขา และยิ้มอย่างมีเลศนัย
เพื่อเป็นการเตือนสติซานไล่จื่อ “หรือว่าเจ้าไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่า พวกเจ้าจับข้ามาที่นี่วัดร้างแห่งนี้จะไม่มีคนรู้คนเห็น
นอกจากคนที่จะมารับช่วงต่อจากพวกเจ้า ดังนั้น……”
ต้วนอวี้จึงตั้งใจพูดให้ช้าลงมากๆ เพื่อให้ซานไล่จื่อได้มีเวลาใช้หัวขบคิดเรื่องนี้ให้กระจ่าง ถ้าให้เวลาแล้วซานไล่จื่
อกับทูจื่อยังคิดถึงความเชื่อมโยงของสิ่งที่ต้วนอวี้พูดไปไม่ออก ก็นับได้ว่าเขาโง่เขลาจนเกินเยียวยาแล้ว