การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 330 ความโกรธของเหยียนหลิ่งอวี๋ (1)
ในเมื่อจะต้องใช้กำลังในการตัดสิน เช่นนั้นก็ต้องหาคนที่มีกำลังมาช่วยจึงเป็นสิ่งที่เหมาะสมที่สุด
อีกอย่างเขาก็คิดไว้แล้ว คนที่มีทั้งกำลังและความสามารถในการต่อสู้ผู้นั้นก็คือ เหยียนหลิ่งอวี๋
เพราะถ้าไม่เจอตัวต้วนอวี้ คนที่ร้อนใจจะต้องเป็นต้วนชิงหมิงอย่างแน่นอน ในโลกนี้คนที่กลัวพี่สาวของเขาร้อนใจ
มากที่สุดเห็นทีจะเป็นเหยียนหลิ่งอวี๋ ฉะนั้นเขาจึงมั่นใจ ถ้าให้เหยียนหลิ่งอวี๋เป็นคนลงมือจับคนคนนั้น
เด็กน้อยคิดมาถึงจุดนี้ก็เอาแต่หัวเราะคิกคักในใจ เรื่องในครั้งนี้เขาจะไม่หาใครมาช่วยนอกเสียจากเหยียนหลิ่งอวี๋
เพียงผู้เดียว!
ส่วนเรื่องจะติดต่ออีกฝั่ายอย่างไรนั้น เขาได้คิดไว้เรียบร้อยแล้ว เพียงแค่ปล่อยสัญญาณที่เหยียนหลิ่งอวี๋เคยให้ไว้
ออกไปเท่านั้น พลางหันกลับมาพูดกับทั้งสองคนด้วยความมั่นใจเป็นที่สุด “เห็นแล้วใช่หรือไม่? พวกเราไปกันเถอะ!”
ในใจของซานไล่จื่อกับทูจื่อนั้นต่างคิดตรงกันว่า หากไปถึงที่วัดร้างแล้ว ต้วนอวี้จะสามารถจัดการคนที่ถูกส่งมาฆ่า
ได้หรือไม่ แล้วเขาไม่มีความหวาดกลัวที่จะเจออีกฝั่ายเลยหรือ? พวกเขาทั้งสองคนยังอายุน้อยและยังไม่อยากตาย จึง
เอาแต่คิดว่า ถ้าต้วนอวี้พลาดขึ้นมา ชีวิตของพวกเขาทั้งสองก็ต้องตายตามไปด้วย?
ในโลกนี้เงินสามารถหาเมื่อไรก็ได้ แต่ชีวิตนั้นมีได้เพียงครั้งเดียว พวกเขายังไม่อยากตายจากไปด้วยอายุที่น้อย
แบบนี้!
ซานไล่จื่อหันขวับไปมองต้วนอวี้ด้วยหน้าตาบูดเบี้ยว “คุณชายตอนนี้นอกจากไปที่วัดร้างแล้ว ก็ไม่มีทางเลือกอื่น
อีกแล้วหรือขอรับ?”
ทูจื่อก็รีบพยักหน้าเห็นด้วย แล้วหันไปพูดอย่างลนลาน “ใช่แล้ว ใช่แล้ว คุณชายนอกจากที่วัดร้างแล้ว… ก็ไม่มี
ทางเลือกอื่นให้เดินเลยหรือขอรับ?”
ต้วนอวี้ส่ายหน้าน้อยๆ อย่างอดรู้สึกดูแคลนขึ้นมามิได้… คิดไม่ถึงว่าสองคนนี้จะขี้ขลาดตาขาวได้มากถึงเพียงนี้
แต่เรื่องทั้งหมดนี้ก็เพราะพวกเขาทั้งสองคนมิใช่หรือ ทีตอนนี้ละอยากจะถอนตัวขึ้นมา… เหอะ! เพิ่งจะรู้สึกหวาดกลัว
อย่างนั้นหรือ? จึงเป็นเรื่องยากที่ต้วนอวี้จะดึงให้สองคนไปที่วัดร้างได้!
พลางเหน็บแนมอย่างแรงไปที่ซานไล่จื่อกับทูจื่อ “ทำไมกัน ตอนนี้เกิดกลัวขึ้นมาแล้ว? ไม่อยากทำแล้ว?”
พวกเขาถูกต้วนอวี้พูดแทงใจดำก็เอาแต่หัวเราะแห้งๆ ออกมา ตอบกลับอย่างกังวลใจ “คุณชายพวกเรายังใช้ชีวิต
ไม่คุ้มเลย… แต่ตอนนี้พวกเราก็ยอมรับผิดแล้ว ได้โปรด… คุณชายอย่าส่งพวกเราทั้งสองคนไปที่วัดร้างจะได้หรือไม่
ขอรับ”
ต้วนอวี้หัวเราะเย้ยหยันออกมาทันที “เช่นนั้นก็ได้ เดี๋ยวข้าจะไปเอง อีกอย่างข้าจะกลับไปที่จวนอย่างปลอดภัย
แต่น่าเสียดายที่ชีวิตของเจ้าทั้งสองอาจรักษาไว้ไม่ได้… เอาล่ะ ในเมื่อพวกเจ้าไม่อยากไป ข้าก็ไม่บังคับพวกเจ้า พวกเรา
แยกทางกันตรงนี้ดีกว่า!”
พอต้วนอวี้พูดจบก็หันหลังแล้วเดินเข้าห้องที่มีฟางอยู่เต็มห้องไป!
พอต้วนอวี้หันหลังเดินจากไป ซานไล่จื่อกับทูจื่อได้เกิดความกลัวขึ้นมาอย่างจริงจัง!
ถ้าเรื่องนี้จบ ต้วนอวี้ก็กลับไปใช้ชีวิตได้ตามปกติเหมือนเดิม เพียงแต่ต้องเพิ่มความระมัดระวังให้มากขึ้นหน่อย
เพื่อไม่ให้ใครคิดมาลอบทำร้ายได้อีก ขอเพียงผ่านคืนนี้ไปได้ เขาก็จะกลับไปเป็นคุณชายคนโตของตระกูลต้วนดังเดิม
แต่ว่าพวกเขาทั้งสองคนเล่า?
ไม่แน่ว่าหลังจากผ่านเรื่องนี้ ถ้าพวกเขาทั้งสองคนเดินออกไปข้างนอกเมื่อไร อาจถูกคนจับตัวกลับไปฆ่าปิดปาก
ก็ได้… เห้อ! สรุปการไปวัดร้างแห่งนี้เป็นการช่วยต้วนอวี้ หรือเป็นการช่วยพวกเขาทั้งสองคนกันแน่?
ในที่สุดพวกเขาก็เลือกที่จะไปที่วัดร้างแห่งนั้น โดยที่ไม่รู้ว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร แต่อย่างน้อยที่สุดก็ยังมีคุณชาย
ต้วนอยู่ที่นี่ด้วย พวกเขาทั้งสองคนจะต้องไม่เป็นอะไร`
อีกอย่างซานไล่จื่อกับทูจื่อคิดเรียบร้อยแล้วว่าจะทำตามแผนเดิมที่เขาได้ให้กับคนคนนั้น โดยจะพาต้วนอวี้ไปที่วัด
ร้างแห่งนั้น ถึงตอนนั้นหากเด็กน้อยรับมือไม่ไหว พวกเขาทั้งสองคนก็จะทิ้งอีกฝั่ายและรีบหนีไป
ซานไล่จื่อกับทูจื่อสบตากันอย่างเข้าใจความหมายที่รู้เพียงสองคน หลังจากไตร่ตรองอยู่ชั่วครู่ จากนั้นค่อยหัน
กลับมามองต้วนอวี้และยิ้มออกมา “คุณชาย……อย่างนั้น ข้าน้อยทั้งสองคนรู้ว่าคุณชายหวังดี ฉะนั้นตอนนี้พวกเราเดิน
ทางไปที่วัดร้างกันเถอะ”
ต้วนอวี้ที่เดินไปถึงหน้าประตูแล้วพลันชะงักฝีเท้าทันที ครั้นหันหลังกลับมามอง ก็อ่านความคิดของสองคนนี้ออก
จนหมดสิ้น… เหอะ! อยากจะเอาข้ามาเป็นโล่กำบังอันตรายหรือ พวกเจ้าคิดผิดอย่างมหันต์! บางครั้งคนเราอย่ามัวเอาแต่
เพ้อฝันมากเกินไปจนลืมดูว่าความจริงนั้นเหตุการณ์เป็นเช่นไร
พูดได้ว่าความคิดของทั้งสองคนนี้ไม่เลวเลย เพียงแต่จะสมใจดังที่พวกเขาคิดไว้หรือไม่ ก็สุดรู้
เดิมทีต้วนอวี้คิดว่าสองคนนี้ฐานะทางบ้านยากจนข้นแค้น ไม่มีทางเลือกจึงจำเป็นต้องเดินทางสายชั่ว ดังนั้นหาก
เขาสามารถช่วยได้ก็อยากจะช่วยชีวิตสองคนนี้ แต่ดูท่าแล้วทั้งสองคนมีจิตใจชั่วร้าย สันดานเห็นแก่ตัว จึงไม่ควรจะมีชีวิต
อยู่รอดต่อไป
เมื่อต้วนอวี้ตัดสินใจไปที่วัดร้างแล้ว ถึงตอนนั้นถ้าจับนักฆ่าได้อย่างราบรื่น เขาจะส่งสองคนนี้ให้กับเหยียนหลิ่งอวี๋
นำตัวไปเข้าคุกสักสี่ห้าปี! สองคนนี้มีสันดานชอบรังแก ให้ร้าย และทำร้ายคนอื่นอยู่เสมอ จึงไม่สมควรที่จะปล่อยไว้
เมื่อตัดสินใจแล้วว่าจะใช้ต้วนอวี้เป็นโล่กำบัง พวกเขาจึงไม่กล้าทำให้ต้วนอวี้โกรธเคือง ได้แต่เดินตามหลังออกไป
ต้วนอวี้เดินพ้นประตูออกมาแล้วจึงได้พบว่า ห้องที่เต็มไปด้วยฟางนั้น นานๆ ทีถึงจะมีคนเดินผ่านไปผ่านมาสัก
คน
อีกอย่างตอนนี้เป็นยามเอ้อเกิง[1] โดยรอบจึงไม่มีคนผ่านไปผ่านมาแม้แต่คนเดียว เห็นทีที่นี่คงมิใช่สถานที่ทำ
เรื่องชั่วๆ ครั้งแรกเป็นแน่
วันนี้ช่างเป็นวันที่อากาศเย็นที่สุดจนรู้สึกหนาวเหน็บสะท้านไปทั่วทั้งตัว ต้วนอวี้ยืนท้าลมหนาวที่พัดกรูมารอบ
ทิศทางอย่างสง่างาม แต่ซานไล่จื่อกับทูจื่อกลับหดศีรษะเข้าไปในเสื้อกันหนาว เด็กน้อยกวาดสายตาไปเบื้องหน้าแล้วเอ่ย
ถามขึ้น “พวกเจ้าอย่าบอกนะ……ว่าจะให้ปีนข้ามกำแพงข้ามไป?”
สถานที่ที่ต้วนอวี้ยืนอยู่นั้นไม่ได้ห่างจากเมืองหลวงมากนัก ที่ตรงนี้เขาสามารถมองเห็นทหารที่ยืนอยู่บนกำแพง
และประตูเมืองที่ปิดสนิทได้
แม้อยู่ใกล้เมืองหลวง ทว่ากลับต้องใช้เวลาพอสมควรกว่าจะเดินไปถึงประตูเมืองได้… ที่ตรงนี้จึงเหมาะสำหรับใช้
ซ่อนคน เห็นทีไม่ว่าใครก็คงคิดไม่ถึงว่าซานไล่จื่อจะกล้าเอาคนมาซ่อนใกล้ประตูเมืองขนาดนี้จึงเป็นที่มองข้ามของคนที่
ออกตามหา
เมื่อเห็นต้วนอวี้มองซ้ายทีมองขวาที ซานไล่จื่อจึงเดินเข้าไปพูดยิ้มๆ “คุณชาย ยามเอ้อเกิงแล้ว พวกเรารีบเร่ง
ฝีเท้ากันเถอะ มิอย่างนั้นนักฆ่าคนนั้นอาจจะโมโหก่อนก็เป็นได้”
“ใช่แล้วคุณชาย พวกเรารีบเดินไปกันเถอะ อากาศข้างนอกหนาวจนจะแข็งตายอยู่แล้ว” ทูจื่อรีบก้าวขึ้นมาพูด
สำทับ
ในเงามืดนั้นต้วนอวี้ได้เบะปากใส่สองคนนั้น… เหอะ เหอะ! เมื่อครู่ซานไล่จื่อกับทูจื่อยังกังวลจนไม่กล้าไปที่วัดร้าง
เพราะกลัวจะไม่มีชีวิตรอดกลับมา แต่นี่ผ่านไปไม่เท่าไรก็ระริกระรี้อยากจะไปที่วัดร้างจนตัวสั่น?
[1] ยามเอ้อเกิง การนับยามในสมัยโบราณ เวลาประมาณ 21.00-00.00 น