การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 337 ความไม่ไว้วางใจจากขนมปิงเพียงชิ้นเดียว
- Home
- การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง
- ตอนที่ 337 ความไม่ไว้วางใจจากขนมปิงเพียงชิ้นเดียว
ทูจื่อมองขนมปิงชิ้นน้อยในมือของพี่สามอย่างตัดใจ พลางกลืนนํ้าลายลงไปหลายอึก ตั้งแต่ตอนเที่ยงมาถึงตอนนี้
เขายังไม่มีอะไรตกถึงท้อง
ในความเป็นจริง วันนี้ตอนเช้าซานไล่จื่อได้รับเงินมัดจำค่าจ้างมาแล้ว ทว่าเขากลับเก็บไว้โดยไม่แตะต้อง จากนั้น
เขากับทูจื่อก็หาอะไรง่ายๆ กินแล้วออกไปทำธุระต่อทันที
ธุระที่กล่าวมาก็คือ การจับตัวต้วนอวี้มานั่นเอง… ต้วนอวี้ผู้นี้ในสายตาของพวกเขาเป็นเหมือนถุงเงินถุงทอง
ทว่ากว่าที่พวกเขาจะได้ตัวต้วนอวี้มา ก็มัวยุ่งอยู่กับการตามหา สอบถาม และรอคอย โชคดีที่ได้รับความร่วมมือ
จากบ่าวรับใช้คนนั้น ในที่สุดก็สามารถจับตัวต้วนอวี้มาได้สำเร็จ
แต่การจับตัวต้วนอวี้ได้ ทำให้พวกเขาทั้งสองคนสบายใจขึ้นมาได้แล้วหรือ?
คำตอบคือไม่ เพราะตั้งแต่จับตัวต้วนอวี้มาได้ พวกเขาต้องรีบเตรียมการทุกอย่าง เพื่อพาเด็กน้อยไปยังที่ที่ตระ
เตรียมไว้อย่างระมัดระวัง
พวกเขาทั้งสองคนต่างดีอกดีใจ ที่การจับต้วนอวี้มาได้นั้น ช่างง่ายดายและราบรื่น หลังจากที่นำตัวต้วนอวี้มาไว้ที่
ห้องเก็บฟางจึงรีบไปแจ้งคนว่าจ้างทันที แล้วทำตามแผนที่วางไว้ในขั้นต่อไป คือนำตัวต้วนอวี้ไปส่งไว้ที่วัดร้างนอกเมืองที่
ห่างออกไปกว่าสิบลี้
ขั้นต่อไปแม้จะเป็นไปตามแผนการที่วางไว้ แต่พวกเขาก็ยังไม่อาจประมาทได้ ถือโอกาสก่อนที่ตะวันจะอัสดงกลับ
เข้าไปสืบข่าวที่จวนต้วนว่าคุณชายใหญ่หายไปทั้งคน คนในจวนจะมีปฏิกิริยาเป็นเช่นไร ทว่าสิ่งที่ทำให้ทั้งสองคน
ประหลาดใจก็คือ ภายในจวนต้วนกลับเงียบสงบเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ซานไล่จื่อกับทูจื่อจึงวางใจ รีบกลับไปดูเด็กน้อย
กลัวจะหนีไป
ทั้งสองคนวิ่งตาลีตาเหลือกกลับมาที่ห้องเก็บฟาง เมื่อเห็นต้วนอวี้ยังคงนอนนิ่งอยู่จึงโล่งใจ ทว่าในช่วงเหมันต์ฤดู
ดวงอาทิตย์จะคล้อยลงทางทิศตะวันตกเร็วทุกวัน ทำให้วันนี้เวลาได้ล่วงเลยมาถึงยามเอ้อเกิง[1]
เดิมทีซานไล่จื่อกับทูจื่อคิดเพียงหาเงินได้ก็ดีใจจนลืมความหิวไปชั่วขณะ แต่ตอนนี้เมื่อเห็นของกินอยู่ตรงหน้า
ท้องก็ไม่สามารถทนการเย้ายวนได้อีกต่อไป เมื่อเห็นซานไล่จื่อหยิบขนมปิงออกมาและยื่นให้ต้วนอวี้ ทูจื่อก็หิวจนนํ้าลาย
สอออกมาทันที
ทูจื่อโหยหาอยากกินขนมปิงที่อยู่ตรงหน้าอย่างเปิดเผย อีกอย่างคงต้องรอให้ถึงวันตรุษจีนเสียก่อนถึงจะได้กิน
ขนมปิงไส้หัวหอม พูดได้ว่าทูจื่อมองขนมปิงตาละห้อยแล้ว
ต้วนอวี้ยู่ปากและมองไปทางทูจื่อ จากนั้นก็เอาขนมปิงถือลอยไปลอยมาต่อหน้าต่อตาทูจื่อ “อะไรกัน? เจ้าอย่าง
กินหรือ?”
เขาพยักหน้าขึ้นลงต่อเนื่องอย่างนั้นอยู่หลายครั้ง ขณะที่สายตายังคงมองตามขนมปิงไม่วาง หากใช้สายตากินได้
เขาคงกินมันลงท้องไปเรียบร้อยแล้ว
ภายใต้แสงจากตะเกียงไฟที่ซานไล่จื่อถือ เผยให้เห็นรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ของต้วนอวี้
ขนมปิงนี้มีเพียงสองแผ่นเท่านั้น ดูท่าแล้วซานไล่จื่อคงเตรียมเอาไว้สำหรับกินรองท้องเวลาหิว แต่ว่าตอนนี้ขนม
ปิงที่อยู่ในมือนี้ของต้วนอวี้จะมียาพิษไหมนั้น ต้วนอวี้ชักไม่แน่ใจแล้ว
ของกินที่ไม่มั่นใจเช่นนี้ ต้วนอวี้ไม่มีทางที่จะกินอย่างวางใจได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งของกินที่มาจากมือซานไล่จื่อ
อย่างไรเสียในเมื่อไม่เชื่อใจก็อย่าได้กินของที่อีกฝั่ายยื่นให้จะดีกว่า แม้เวลานี้เขาจะหิวเสียจนไส้จะขาดแล้ว เขา
กลับทำเพียงกลืนนํ้าลายอึกใหญ่ลงไปแทนขนมปิงที่อยู่ในมือ แล้วก็ยื่นขนมปิงไปตรงหน้าทูจื่อ พร้อมกับพูดยั่วเสียงเบา
“อยากกินหรือไม่… อย่างนั้น ข้าให้เจ้าแล้วกัน!”
ทูจื่อที่เห็นขนมปิงยื่นมาตรงหน้า เขาจึงอ้าปากยิ้มออกมาและใช้เอามือออกมาเช็ดกับเสื้อไปมา “อย่างนั้น
ขอบคุณคุณชายมากขอรับ คิดไม่ถึงคุณชายยังจำทูจื่อคนนี้ได้!”
เขาพูดไปก็ยื่นมือออกมารับขนมปิง ด้วยสายตาที่ลุกวาวเปล่งประกายออกมาเหมือนกับมีพระมาโปรด ระหว่างที่
เขากำลังจะเอื้อมมือไปจับขนมปิง ต้วนอวี้กลับชักมือกลับเข้าหาตัวอย่างรวดเร็ว
ความรู้สึกของทูจื่อในเวลานี้เหมือนกับถูกคนโยนลงมาจากหน้าผา เขาจึงโมโหขึ้นมา… คราแรกไม่ได้หวังว่าจะได้
กินขนมปิง แต่ประเด็นคือเมื่อมีความหวังแต่กลับถูกดับความหวังลง ความรู้สึกนี้เขารับไม่ได้จริงๆ
`
ทูจื่อส่ายหน้าไปมา พลางจ้องเขม็งไปที่ต้วนอวี้อย่างโกรธเคือง ตะเบ็งพูดอย่างหงุดหงิด “เกิดอะไรขึ้นกัน ทำไม
บอกจะให้ แต่เอาจริงกลับไม่ให้?”
เด็กน้อยไม่ได้โกรธที่ทูจื่อพูดออกแรงออกมา เขาเอาแต่แอบชำเลืองมองสายตาของซานไล่จื่อ
เห็นได้ชัดว่าซานไล่จื่อก็หิวไม่น้อยไปกว่ากัน ที่จริงนั้นเขาอยากจะใช้ขนมปิงซื้อใจต้วนอวี้จึงควักขนมปิงสองแผ่น
ยื่นไปให้ต้วนอวี้ แต่สิ่งที่นึกไม่ถึงต้วนอวี้กลับยื่นขนมปิงให้ทูจื่อทำให้เขาเกิดความเสียใจที่ยื่นขนมปิงให้ไป
ซานไล่จื่อเป็นบ้าอะไรไป เอาขนมปิงทั้งหมดให้กับต้วนอวี้ แล้วคํ่าคืนที่ยาวไกลคืนนี้เล่า คงจะต้องหิวจนไส้ขาด
อย่างเป็นแน่
ซานไล่จื่อในเวลานี้รู้สึกเสียดายที่ไม่น่ายื่นขนมปิงให้ต้วนอวี้ไปเลย แต่นั่นก็สายไปเสียแล้ว เขาได้แต่ยืนมองขนม
ปิงที่ต้วนอวี้ยื่นให้กับทูจื่อ และเมื่อทูจื่อกำลังยื่นมือออกมาหยิบ ซานไล่จื่อแทบอยากจะเข้าไปแย่งจนใจจะขาดแล้ว
สิ่งที่นึกไม่ถึงก็คือ ต้วนอวี้กลับดึงขนมปิงกลับมา ซานไล่จื่อจึงดึงความสนใจกลับมาที่ตัวเอง
จิตใจของคนเรานั้น บางครั้งก็ย้อนแย้งกับความคิดตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใดหรือคนใด มักจะเลือกสิ่งที่มี
‘ประโยชน์’ ให้กับตัวเองก่อนเสมอ
ถ้าจะพูดให้กระจ่าง ซานไล่จื่อกับทูจื่อเป็นพี่น้องที่รักกัน ตามหลักแล้วขนมปิงนี้ไม่มีทางมาถึงมือของต้วนอวี้ได้
แต่ปัญหาคือซานไล่จื่อต้องการใช้ประโยชน์จากตัวต้วนอวี้ สรุปแล้วขนมปิงสองชิ้นนี้ ถ้าเกิดต้วนอวี้ทานไปซานไล่จื่อ
ถือว่าคุ้มค่า แต่ถ้าเกิดทูจื่อกินไปซานไล่จื่อจะถือว่าเสียของ
เนื่องจากในเวลานี้ต้วนอวี้เป็นตัวแทนของเงิน ส่วนทูจื่อกลับเป็นภาระมากกว่า
เพราะฉะนั้น ผลประโยชน์ที่อยู่ตรงหน้า ไม่มีคำว่าพี่น้อง ยิ่งไปกว่านั้นสองคนนี้ก็ไม่ใช่พี่น้องแท้ๆ
ทูจื่อคว้าขนมปิงเข้าปากไม่ทันจึงรู้สึกโมโหไม่ใช่น้อย เขายกมือขึ้นชี้หน้าต้วนอวี้และหันไปพูดกับซานไล่จื่อเสียง
ดังลั่น “พี่สาม… คุณชายทำเกินไปแล้วจริงๆ”
ทว่าสีหน้าของซานไล่จื่อเปลี่ยนสีไปเรียบร้อยแล้ว
เขาขมวดคิ้วมุ่น ทูจื่อเป็นอะไร? เหตุใดถึงหน้าบูดหน้าเบี้ยวแบบนี้? เมื่อครู่ที่ต้วนอวี้ยื่นขนมปิงให้ เจ้าไม่เคย
นึกถึงพี่สามที่หิวเหมือนกันเลยหรือ?
ต้วนอวี้กะพริบตาปริบๆ ทว่าในใจกลับหัวเราะเยาะทูจื่อที่แสดงหน้าตาหิวโหยขนมปิงถึงขึ้นนํ้าลายไหลออกมาให้
เห็น
ต้วนอวี้เลือกที่จะกัดขนมปิงไปพลางและกะพริบตามองไปพลาง พูดนิ่งเรียบ “ทูจื่อ… กองทัพต้องเดินด้วยท้อง
หากไม่มีอะไรตกถึงท้องเพียงวันเดียวก็คงหิวโหยจนไส้แทบจะขาด… ข้ารู้ว่าทั้งข้า เจ้า และทุกคนต่างก็ต้องทานเพื่อให้
ชีวิตอยู่รอด”
ทูจื่อที่ได้ยินก็ชะงักไปครู่หนึ่ง จากนั้นต้วนอวี้ก็ชูขนมปิงในอีกมือหนึ่งขึ้นมา ไม่รู้ว่าเขาต้องการทำสิ่งใด
เขารู้ดีว่าทุกคนต้องทานเพื่อประทังชีวิต แต่ปัญหาในเวลานี้คือ เขาหิวมากเสียจนทุกคนต้องหลีกทางให้กับเขา!
ทูจื่อมองขนมปิงไปมาตามมือต้วนอวี้ที่โยกไปโยกมา เขาแทบอยากกระโจนเข้าไปเพื่อกัดขนมปิงนั่น ทันใดนั้นต้
วนอวี้ก็พูดด้วยเสียงเรียบนิ่งจนทำหน้าทูจื่อหน้าเปลี่ยนสี!
[1] เอ้อเกิง การนับยามในสมัยโบราณ เวลาประมาณ 21.00-00.00 น.