การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 339 แผนการอันชาญฉลาดของต้วนอวี้ (1)
คนเป็นสิ่งมีชีวิตที่น่าแปลกที่สุด หากได้เจอคนที่คุยถูกคอหรือรู้ใจ คงจะมีเรื่องให้พูดคุยไม่จบไม่สิ้น แต่ถ้าได้คุย
กับคนที่ไม่สนใจแล้วละก็ คำพูดแม้สักคำที่จะเอื้อนเอ่ยออกมาก็เป็นสิ่งที่ยาก
ในเวลานี้ความคิดและความรู้สึกของซานไล่จื่อที่มีต่อทูจื่อได้เปลี่ยนจากเดิมไปจนหมดสิ้นแล้ว ดังนั้นในสายตา
ของเขาตอนนี้ ทูจื่อจึงเป็นคนที่เขาไม่อยากจะพูดด้วย พลันให้เกิดความรู้สึกเกลียดขี้หน้าขึ้นมาจนไม่อยากจะเก็บซ่อน
ความรู้สึกไม่ชอบนี้อีกต่อไป
เขาขมวดคิ้วมุ่น มองไปที่หน้าของทูจื่ออันน่ารังเกียจนั่นแล้วพูดขึ้น “ทูจื่อ เจ้ากับข้าเป็นพี่น้องกันมานานหลายปี
พี่สามคนนี้เป็นคนอย่างไร เจ้าไม่รู้หรอกหรือ… ข้านึกไม่ถึงจริงๆ ว่าเจ้าจะพูดว่าข้า ‘แอบไปหาอะไรกินคนเดียว’ ออกมา
จากปากได้”
ประโยคที่ว่า ‘เป็นพี่น้องกันมานานหลายปี’ ของซานไล่จื่อได้ทิ่มแทงเข้าไปในใจของทูจื่อ จนเขารู้สึกได้ถึงการก
ระทำที่เกินไปของตน รีบละลํ่าละลักกล่าวออกไป “พี่สาม ข้าไม่ได้หมายความเช่นนั้น……”
เขาระบายอารมณ์ผ่านประโยคที่พูดเมื่อครู่ออกมาไม่น้อย ส่วนคำขอโทษของทูจื่อก็หาได้แสดงถึงสิ่งใดไม่ เวลานี้
ยิ่งเห็นหน้าทูจื่อมากเท่าไรก็ยิ่งมีแต่ความรู้สึกรังเกียจมากขึ้นเท่านั้น “แล้วเจ้าพูดอะไรของเจ้า? วันนี้ตั้งแต่เช้าจนถึงตอน
นี้ ข้าก็อยู่กับเจ้าตลอดมิใช่หรือ? ข้าแอบกินอะไรหรือไม่ เจ้าควรย่อมรู้ดีที่สุด”
แต่ไหนแต่ไรมาทูจื่อมักมีนิสัยบุ่มบ่ามอยู่เสมอ แต่เมื่อคิดๆ ดูแล้วกลับรู้สึกว่าคำพูดของซานไล่จื่อมีเหตุมีผล…
เนื่องจากตั้งแต่เช้าตรู่ เขากับซานไล่จื่อต่างอยู่ตัวติดกันตลอดเวลา ยกเว้นตอนไปปลดทุกข์ ถ้าคิดให้ดีวันๆ เขาทั้งสองคน
อยู่ด้วยกันทุกเวลา ต่อให้ซานไล่จื่ออยากจะแอบหาของกินก็คงเป็นไปไม่ได้ เช่นนั้นเห็นทีเขาคงเข้าใจซานไล่จื่อผิดไปแล้ว
ที่จริงแล้ว สำหรับทูจื่อนั้นไม่เคยสงสัยในตัวซานไล่จื่อแม้สักกระผีกเดียว เพียงแค่เห็นซานไล่จื่อไม่ยอมกินขนมปิง
ชิ้นเล็กลงไปก็เท่านั้น เขาก็คิดว่าอีกฝั่ายไม่หิวหรือไม่ก็ไปแอบกินอะไรมา กอปรกับความสงสัยและโผงผางจึงเอ่ยถามขึ้น
โดยไม่รู้ตัว บัดนี้ซานไล่จื่อได้ตอบคำถามจนหมดสิ้น ข้อสงสัยจึงมลายหายไปแล้ว แม้กระนั้นเหตุใดเขายังรู้สึกไม่สบายใจ
อยู่
อย่างไรเสีย ทั้งสองคนออกมาตั้งแต่เช้าตรู่ก็มีเรื่องที่ต้องทำจนถึงเวลานี้ หากจะพูดว่าไม่หิวคงจะเป็นเพียงคำ
โกหก ทว่าจนปั่านนี้ถ้ายังไม่มีอะไรตกถึงท้อง จะทนอยู่ถึงตอนนี้ได้อย่างไรกัน?
ทูจื่อคิดได้เช่นนั้นก็ยื่นขนมปิงชิ้นเล็กกลับคืนมา “พี่สามกับข้าไม่ได้กินอะไรกันมาตั้งแต่เช้าจะต้องหิวมากเป็นแน่
อย่างนั้นขนมปิงชิ้นเล็กนี้ให้พี่สามกินดีกว่า…”
แต่ความหวังดีของทูจื่อในตอนนี้ ช่างดูผิดแปลกไม่เป็นธรรมชาติอย่างที่สุด
ซานไล่จื่อเห็นว่าทูจื่อจะต้องไม่เชื่อในตัวเขาจึงตั้งใจหยั่งเชิงดูก่อน ไม่ว่าใครที่ไม่ได้กินอาหารตั้งแต่เช้าจนถึงดึกดื่น
ปั่านนี้จะต้องหิวจนไส้แทบขาดเป็นแน่ ทว่าเมื่อซานไล่จื่อถูกต้วนอวี้พูดเสี้ยม ประกอบกับทูจื่อที่ตื่นเต้นดีใจออกนอก
หน้านอกตา ความหิวที่ซานไล่จื่อมีจึงแปรเปลี่ยนเป็นความโกรธเคืองขึ้นมา ทำให้ตอนนี้เขาไม่มีความรู้สึกหิวอีกต่อไป
แล้ว
ซานไล่จื่อยิ่งขัดเคืองขึ้นไปอีกเมื่ออีกฝั่ายยื่นขนมปิงชิ้นน้อยนั้นกลับมา เหมือนสงสารเวทนาเขาอย่างไรอย่างนั้น
หรือว่าทูจื่อไม่รู้จริงๆ ว่าการทำเช่นนี้กลับยิ่งสร้างความไม่พอใจให้ซานไล่จื่อเป็นทบทวี?
ต้วนอวี้ยืนแสยะยิ้มอยู่ด้านข้างเมื่อเห็นซานไล่จื่อโกรธจนลมออกหูแทบทนไม่ไหวแล้ว กล่าวเสียงดังแทรกขึ้นมา
“ตอนนี้เวลากี่ยามแล้ว พวกเจ้าทั้งสองคนยังจะเดินต่อกันไหม! จะไปหรือไม่ วัดร้างนั่น? ถ้าไม่ไปละก็ คุณชายอย่างข้า
จะกลับไปนอนพักผ่อนแล้ว!”
ทั้งสองคนตื่นขึ้นจากภวังค์แห่งความโกรธทันที เมื่อสิ้นเสียงต้วนอวี้
ซานไล่จื่อยกมือขึ้นมาปัดแขนเสื้อไปมาอย่างเก้ๆ กังๆ แล้วกลับตัวเดินต่อไปข้างหน้า พลางพูดไปเดินไป “เอาล่ะ
ไปกันต่อได้แล้ว…”
เสียงดังลั่นของต้วนอวี้เมื่อครู่ สร้างด้วยความตกใจให้ทูจื่อไม่น้อย จนเผลอทำขนมปิงชิ้นเล็กในมือตกพื้น เขารีบ
ย่อตัวลงไปหยิบขึ้นมา ปัด เปั่าดินติดอยู่กับขนมปิงให้หลุดออก แล้วรีบจับยัดใส่ปาก พลางตอบกลับอีกฝั่ายเสียงอู้อี้ “มา
แล้ว ข้ามาแล้ว…”
สายตาของซานไล่จื่อจ้องมองไปยังทูจื่อตลอดเวลาก็ยิ่งรู้สึกรังเกียจการกระทำของอีกฝั่ายมากขึ้นไปอีก จนถึง
ตอนนี้ซานไล่จื่อพบว่าทูจื่อเป็นเหมือนส่วนเกินที่ไม่เหมาะสมจะอยู่กับเขาอีกต่อไป
ถ้าเลี้ยวไปทางข้างหน้าก็จะพบทางออกจากประตูเมืองหลวงแล้ว ทางออกนี้ซ่อนอยู่ใต้ต้นไม้เล็กๆ ที่ปกคลุมอย่าง
หนาแน่นและกลบไปด้วยใบไม้แห้งที่ปิดจนมิดไปหมด… เมื่อทั้งสามคนเดินออกมาแล้ว ลมหนาวในเหมันต์ฤดูได้พัดโหม
จนใบหน้าของต้วนอวี้เริ่มชา ร่างกายสั่นเทิ้มไปหมด ทว่าท้องฟั้าที่มืดมิดเบื้องหน้าทำให้เขารู้ได้ทันทีว่าเป็นเวลาดึกดื่น
แล้ว
ซานไล่จื่อดับตะเกียงนํ้ามันทันทีที่ออกมาจากช่องทางเดิน เขาหันไปสั่งทูจื่อเอาใบไม้ใบหญ้ามาคลุมทางออกให้
มิดชิดดังเดิม
ภายใต้คํ่าคืนที่ไร้จันทรา ความมืดมิดได้คืบคลานเข้ามาปกคลุม สายลมในเหมันต์ฤดูพัดกระหนํ่า ทว่าท้องฟั้าไร้
ซึ่งเสียงร้องภุมรา จะมีก็เพียงเสียงลมหนาวที่พัดกรูมาจากทั่วทิศทาง พัดโบกโยกต้นไม้น้อยใหญ่เสียดสีกันไปมาเกิดเป็น
เสียงโหยหวนน่าสะพรึง
แม้จะเป็นกลางคืน ทว่ากลับไม่ได้มืดดำสนิทไปเสียทีเดียว ถ้ายืนอยู่กับที่สักระยะหนึ่งก็พอจะสามารถแยกแยะสิ่ง
ต่างๆ ที่อยู่ตรงหน้าได้คร่าวๆ กำแพงเมืองที่อยู่ด้านหลังเป็นเหมือนปั้อมปราการที่สูงสง่าจนน่าเกรงขาม แสงไฟริบหรี่ใน
ความมืดมิดที่ไกลออกไป ได้กลบแสงสว่างจนมองแทบไม่เห็น
ต้วนอวี้รู้สึกหนาวสั่นขึ้นมาจนจ้องหดคอเข้าไปในเสื้อแล้วเอ่ยเสียงเบาขึ้น “ซานไล่จื่อ วัดร้างที่เจ้าว่านั้นอยู่ที่ไหน
กัน? จะต้องเดินไปทางไหน?”
ภายใต้ความเคว้งคว้างในคืนอันมืดมัว เสียงของต้วนอวี้ที่พูดออกไปถูกเสียงลมที่พัดแรงกลบจนแทบไม่ได้ยินเสียง
ของเขา แต่ซานไล่จื่อที่ยืนอยู่ห่างไปไม่มากได้ยินทั้งหมด เขารีบหันหลังกลับมามองต้วนอวี้แล้วพูดเสียงเบา “ไปกันเถอะ
อยู่ทิศตะวันออกไปอีกสิบลี้”
เมื่อพูดได้เพียงครึ่งเดียวจู่ๆ ซานไล่จื่อเหมือนคิดอะไรขึ้นมาได้ คํ่าคืนอันมืดมิดแบบนี้มองไปที่ไหนก็เป็นสีดำ ดัง
นั้นจะแยกเหนือใต้ออกตกได้อย่างไร เขานี่พูดอะไรที่ไม่มีประโยชน์อีกแล้ว
ซานไล่จื่อคิดใหม่อีกครู่จึงพูดอีกครั้งว่า “คุณชายไม่ต้องกังวลไป ตามข้าน้อยเดินไปข้างหน้าก็พอแล้วขอรับ”
ต้วนอวี้คิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่จะพยักหน้ารับ “อย่างนั้นก็ได้ คุณชายอย่างข้าไม่รู้จักเส้นทาง เจ้าช่วยนำทางข้าไป
ที… ซานไล่จื่อคิดว่าจะต้องรีบไปให้ถึงโดยเร็ว เพราะว่าเวลานี้เป็นยามซานเกิง[1]แล้ว ด้วยระยะทางอีกสิบลี้ เห็นทีต้อง
ใช้เวลาประมาณหนึ่งชั่วยามกว่าจะไปถึง… ถ้าไปถึงวัดร้างในยามซื่อเกิง[2]ละก็ สิ่งที่ทั้งสามคนอยากจะลงมือทำ คนคน
นั้นคงจับสังเกตได้ ถึงตอนนั้นต้วนอวี้ไม่เพียงช่วยตัวเองได้ทัน สองคนนั้นก็คงจะช่วยไม่ทันเช่นกัน”
คำพูดของต้วนอวี้เหมือนบ่นพึมพำพูดอยู่เพียงคนเดียวไม่หยุด คงมีแต่ต้วนอวี้ที่รู้ว่าสิ่งที่พูดออกมานั้นแฝงไปด้วย
ความหมายอื่นทั้งหมด
ก่อนที่ต้วนอวี้จะห้องจากห้องเก็บฟางนั้น เขาได้ส่งสัญญาณที่เหยียนหลิ่งอวี๋ให้ไว้ขึ้นบนท้องฟั้า สัญญาณที่ต้วนอ
วี้ส่งไปนั้นเป็นสัญญาณที่ไม่ธรรมดา ก่อนที่เขาจะเดินออกจากห้องเก็บฟาง เขาได้เปิดกระบอกส่งสัญญาณออกหมาย
ปล่อยออกไป แต่เขากลับเอาหินก้อนเล็กมาปิดอยู่ที่ปากกระบอก เพื่อรอให้พวกเขาทั้งสามออกเดินทางไปก่อน จากนั้นรู
ที่มีหินปิดจะถูกดันออกและสัญญาณก็จะถูกส่งขึ้นไปบนท้องฟั้า
สัญญาณที่ปล่อยไปนั้นมีลักษณะพิเศษเป็นเหมือนปืนที่ถูกจุดออกไป ทว่าต่อให้ซานไล่จื่อกับทูจื่อได้ยินเสียงนั้น
กลับไม่เอะใจแม้แต่น้อย จึงทำให้แผนการในขั้นแรกของต้วนอวี้ประสบความสำเร็จแล้ว
อย่างนั้นก็ถึงเวลาเริ่มแผนขั้นที่สองแล้ว
เดิมทีต้วนอวี้อยากจะเสี่ยงภัยเพียงคนเดียว แต่เขาฉุกคิดได้ว่าถ้าพี่สาวไม่เจอเขาขึ้นมาต้องร้อนใจมากเพียงใด ดัง
นั้นต้วนอวี้จึงได้แจ้งเหยียนหลิ่งอวี๋ก่อนล่วงหน้า เพื่อจะได้ยืมปากของเหยียนหลิ่งอวี๋ไปแจ้งข่าวคราวให้กับต้วนชิงหมิง…
สัญญาณที่ถูกจุดขึ้นฟั้านั้นของต้วนอวี้เป็นสีแดงที่แสดงว่าเขาตกอยู่ในอันตราย ประกอบกับสัญญาณนี้ไม่ได้ถูกจุดที่จวน
ต้วนย่อมแสดงว่าต้วนอวี้เกิดเรื่องขึ้นแล้ว
[1] ยามซานเกิง การนับยามในสมัยโบราณ เวลาประมาณ 23.00 – 01.00 น
[2] ยามซื่อเกิง การนับยามในสมัยโบราณ เวลาประมาณ 01.00 – 03.00 น.