การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 340 แผนการอันชาญฉลาดของต้วนอวี้ (2)
สัญญาณที่เหยียนหลิ่งอวี๋เคยให้ไว้ เป็นสัญญาณที่มีแค่พวกเขาทั้งสองคนที่รู้ เมื่อไรก็ตามที่ถูกจุดขึ้นมานั่นแสดง
ว่า ได้เกิดเรื่องขึ้นกับต้วนอวี้แล้ว แม้เขาจะอายุยังน้อย แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีคนคิดปองร้าย ส่วนความหลัก
แหลมของเหยียนหลิ่งอวี๋ไม่ต้องเอ่ยก็พอเดาได้ว่า คนที่อยากให้ต้วนอวี้หายตัวไปจากจวนต้วนเป็นใคร
คนที่ต้องการเล่นงานต้วนอวี้คือคนที่ต้องการให้ต้วนชิงหมิงร้อนรนทุรนทุราย อย่างไรเสียสัญญาณที่ต้วนอวี้ได้ส่ง
ขึ้นฟั้าไป ก็หาใช่ที่จวนต้วนไม่ กลับเป็นสถานที่หนึ่งใกล้กับประตูเมือง
ตามนิสัยของเหยียนหลิ่งอวี๋นั้นย่อมสงสัยอย่างแน่นอนถึงสถานที่ที่เด็กน้อยไปปรากฏตัว ต้วนอวี้ถูกจับตัวหรือ
แอบหนีไปเดินเล่นเพียงลำพัง?
ไปเดินเล่นเพียงลำพังหรือ? คงไม่น่าเป็นไปได้ เนื่องจากต้วนอวี้อายุยังน้อยเพียงหกเจ็ดขวบเท่านั้น อีกทั้งถ้าไม่มี
ผู้ใหญ่ไปด้วย เขาไม่มีทางไปได้ไกลถึงเพียงนั้น ที่สำคัญที่สุดคือชานเมืองฝังนั้นเป็นที่ที่คนยากจนและใช้ชีวิตอย่างยาก
ลำบากอาศัยอยู่ หาใช่สถานที่ที่ต้วนอวี้จะไปที่นั่น!
เหยียนหลิ่งอวี๋คาดเดาผลลัพธ์ไปก่อน แล้วจึงรีบไปที่จวนต้วนเพื่อสืบหาความจริง ถ้าต้วนอวี้ไม่อยู่ในจวนต้วน เห
ยียนหลิ่งอวี๋จะได้มั่นใจและรีบออกไปตามหาตัวเขา
เรื่องทั้งหมดเป็นเพียงการคาดเดาล่วงหน้าของเหยียนหลิ่งอวี๋เท่านั้น แต่ในวันนี้ต้วนชิงหมิงกลับทำให้เขาไม่พอใจ
ฉะนั้นเรื่องที่ต้วนอวี้หายตัวไปจึงเป็นเหตุทำให้นางพูดกับเขาไม่ดี ต่อไปถ้ามีใครพูดถึงชื่อต้วนอวี้ขึ้นมา เหยียนหลิ่งอวี๋คง
ทำได้เพียงกัดฟันกรอดแต่คงไม่กล้าพูดสิ่งใด
เรื่องที่ต้วนอวี้หายตัวไป มีเพียงเหยียนหลิ่งอวี๋ที่รู้ ทว่าเขากลับไม่ได้นำข่าวที่รู้จากต้วนอวี้ทั้งหมดบอกให้กับนาง
ตั้งแต่แรก นางจึงโกรธเขาเป็นอย่างมาก!
รสชาติที่ถูกต้วนชิงหมิงเกลียดชังนั้นจะไม่ค่อยจะมีความสุขเสียเท่าไร เพราะเหยียนหลิ่งอวี๋เพิกเฉยกับคนที่ต้วน
ชิงหมิงเป็นห่วงเป็นใยมากที่สุด ไม่ว่าอย่างไรในใจของต้วนชิงหมิงย่อมไม่หวังให้ต้วนอวี้ได้รับบาดเจ็บแม้แต่น้อย
แน่นอนว่านี่เป็นเรื่องที่ค่อยพูดกันหลังจากนี้
ตอนนี้ในคํ่าคืนอันมืดมิด ต้วนอวี้ทำได้เพียงยืนอยู่ด้านหลังของซานไล่จื่อ และเดินตามหลังไปทีละก้าวๆ ทว่า
ระหว่างทางที่เดินนั้น ต้วนอวี้ก็ไม่ลืมที่จะทิ้งของติดตัวบางอย่างไว้ตามทาง
แม้เหยียนหลิ่งอวี๋จะเป็นคนที่มีความหลักแหลมไม่น้อย แต่บริเวณนอกเมืองนั้นกินพื้นที่ค่อนข้างกว้าง ถ้าจะหาต้
วนอวี้ให้เจอนั้นคงไม่ใช่เรื่องที่ทำได้โดยง่าย
ทางด้านต้วนอวี้ก็เป็นคนที่ฉลาดเฉลียวพอตัว ด้านหนึ่งเขาทิ้งของไว้เพื่อจะได้ตามหาตัวได้โดยไม่ยาก ส่วนอีก
ด้านหนึ่งเพื่อที่จะได้จับคนที่คิดทำร้ายเขา เขาจึงต้องคอยยั้งการกระทำของเขาไว้บ้างเพื่อที่จะไม่ให้ใครต้องสงสัยใน
ความสามารถที่เด็กอายุหกเจ็ดขวบพึงกระทำได้
ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลาที่ต้วนอวี้รอคอยจึงได้แต่รอและรออยู่อย่างนั้น เขาทำได้เพียงทำตัวนิ่งๆ และทิ้งร่องรอยให้เห
ยียนหลิ่งอวี๋ตามมาจัดการเก็บกวาดเรื่องชั่วร้ายนี้แทน
ภายใต้ท้องฟั้ามืดมิดได้ยินเพียงเสียงก้าวเท้าเดินไม่เป็นจังหวะของทั้งสามคนไปบนพื้นที่กว้างใหญ่ ทั้งสามคนเดิน
ระหกระเหินไปตามทางที่ขรุขระ เงียบ……ไร้ซึ่งเสียงพูดคุย
ต้วนอวี้เงยหน้าขึ้นมองท้องฟั้าก็พอเดาได้ว่าเลยช่วงยามซานเกิงแล้ว อีกไม่นานคงใกล้ถึงวัดร้างแล้ว ทว่ากลับยัง
ไม่พบแม้แต่เงาของเหยียนหลิ่งอวี๋ ต้วนอวี้จึงได้แต่หัวเราะเยาะในชะตาชีวิตของเขา สิ่งนั้นไม่ได้มาจากความกลัวหรือ
ความเหนื่อยล้า แต่นั่นมาจากการพบว่าของในตัวเขาแทบจะไม่เหลืออะไรให้โยนไว้นำทางอีกแล้วต่างหาก
คิดดูสิว่า คุณชายใหญ่คนหนึ่งที่โดนจับตัวมาอย่างไม่ทันตั้งตัว จะมีของติดตัวมามากได้มากสักแค่ไหนเชียว?
เงินที่ร้อยอยู่ติดกับเอวได้โยนลงตามทางจนไม่เหลือแม้แต่เหรียญเดียวแล้ว เวลานี้ต้วนอวี้ลูบเนื้อตัวเพื่อหาของที่
พอจะโยนทิ้งไว้เพื่อบอกสัญญาณ จากนั้นก็ถอนหายใจออกมา… ปกติเหยียนหลิ่งอวี๋เป็นคนที่ไว้ใจได้ แต่ไฉนตอนนี้กลับ
ยังไม่ปรากฏตัวต่อหน้าเขาอีกเล่า ตอนที่ไม่อยากเจอหน้ากลับเจอจนรำคาญ พอถึงเวลาที่ต้องการกลับหายไปอย่างไม่
เห็นแม้แต่เงา
ต้วนอวี้มองเห็นสิ่งปลูกสร้างหลังหนึ่งอย่างเลือนรางเบื้องหน้า ดูแล้วคงอยู่ไม่ไกลจากที่นี่ น่าจะใช้เวลาเพียงต้มนํ้า
ชาในกาให้เดือดก็คงจะเดินถึงแล้ว แต่กระนั้นก็ยังไม่พบวี่แววของเหยียนหลิ่งอวี๋อยู่ดี
เด็กน้อยได้แต่กัดฟันกรอดๆ ภายในใจต่อว่าเหยียนหลิ่งอวี๋อย่างไม่พอใจ ที่ทำให้ต้วนอวี้ต้องวุ่นวายคิดแผนเพื่อให้
เขามาช่วย เห็นทีในยุคโบราณที่หลุดข้ามมานี้ คนที่พอจะพึ่งได้นั้นเห็นทีจะมีแต่ตัวเขาเองเท่านั้น
ต้วนอวี้จู่ๆ ยื่นมือออกไปจับชายเสื้อของซานไล่จื่อและพูดเสียงตํ่าว่า “ซานไล่จื่อในตัวของเจ้าได้พกสุราติดตัวมา
ด้วยหรือไม่?”
เรื่องที่ซานไล่จื่อกับทูจื่อนั้นเป็นผีสุรานั้น ต้วนอวี้ได้ยินได้ฟังมานานแล้ว ในตัวของทั้งสองคนมีเสียงสุรากระฉอก
ไปมาอยู่ในกระบอกนํ้าและถุงใส่นํ้า เวลาที่ทั้งทั้งสองคนกระหายนํ้าจะหยิบถุงใส่นํ้าออกขึ้นมาดื่ม โดยที่ไม่แตะนํ้าใน
กระบอกนํ้าแม้แต่หยดเดียว… ระหว่างการร่วมเดินทางของต้วนอวี้กับสองคนนี้มักจะได้กลิ่นสุราลอยโชยออกมาจากตัว
พวกเขาเป็นระยะ เพราะคนที่ดื่มสุราเป็นเวลานานหลายปี สุราย่อมซึมเข้าไปเสมือนในกระแสเลือดจนแผ่กลิ่นออกมา
ในชาติที่แล้วต้วนอวี้ไม่เคยแตะต้องสุราแม้แต่หยดเดียว เพราะกลัวจะทำให้เสียการเสียงานและเรื่องต่างๆ ใน
ชีวิต แต่ด้วยที่เขาไม่ดื่มสุราจึงทำให้มีจมูกไวต่อกลิ่นสุราเป็นอย่างมาก
ซานไล่จื่อรู้สึกฉงนใจอยู่ไม่น้อย เมื่อได้ยินที่ต้วนอวี้ถามขึ้น
ในความหนาวเหน็บเช่นนี้ ซานไล่จื่อกับทูจื่อที่สวมเสื้อผ้าบางจึงต้องอาศัยสุราเพื่อเป็นเครื่องสร้างความอบอุ่นให้
กับร่างกาย ดังนั้นจะไม่มีสุราติดตัวมาได้อย่างไรกัน… ทว่าซานไล่จื่อกับทูจื่อนั้นมีข้อปฏิบัติที่ต้องทำตามอย่างเคร่งครัด
ต่อกันนั้นก็คือ หากเรื่องที่ต้องทำยังไม่สำเร็จและได้รับเงินค่าจ้างแล้ว พวกเขาทั้งสองคนห้ามแตะต้องสุราอย่างเด็ดขาด
ฉะนั้น ถึงแม้พวกเขาจะมีสุราติดตัวอยู่ตลอดเวลา แต่ทว่ากลับไม่กล้าที่จะหยิบขึ้นมาดื่มแม้แต่อึกเดียว
ในตอนนี้เมื่อซานไล่จื่อได้ยินที่ต้วนอวี้ถามขึ้นมา จึงพูดอย่างแปลกใจกลับไป “คุณชายหนาวอย่างนั้นหรือ? วัด
ร้างอยู่ข้างหน้าเดินอีกนิดก็จะถึงแล้ว ถ้าคุณชายดื่มตอนนี้เกรงว่าจะไม่เหมาะไม่ควรขอรับ!”
ซานไล่จื่อคิดว่าต้วนอวี้อายุที่น้อยเพียงนี้จะต้องเริ่มกลัวขึ้นมาบ้างแล้ว จึงอยากดื่มสุราเพื่อให้มีความกล้าขึ้นมา
แม้ซานไล่จื่อจะมีสุราติดตัวมาด้วย แต่เขาหมายพูดโน้มน้าวให้ต้วนอวี้อย่าได้ดื่มเลย เพราะอย่างไรเสียกลิ่นสุราในหน้า
หนาวนั้น เมื่อเปิดออกมากลิ่นจะโชยไปได้ไกลมาก อีกอย่างสุราที่เขากับทูจื่อนำติดตัวมาด้วยนั้นได้มีจุกที่ปิดอย่างแน่น
หนา โดยที่จะไม่มีกลิ่นลอยออกมาได้แม้แต่นิดเดียว ถ้าหากเขาทั้งสองคนอยากสุราขึ้นมาก็จะใช้วิธีลูบกระบอกที่บรรจุ
สุราเป็นการหลอกตัวเองไปก่อน
ผีสุรานั้นจะมีความไวอย่างมากต่อคำว่าสุรา และพร้อมที่จะแบ่งปันความสุขนี้ให้กับอีกฝั่ายได้ลิ้มลอง แต่ว่าการ
ดื่มสุราในเวลานี้ถือว่าไม่ใช่เวลาที่เหมาะสม ต่อให้ซานไล่จื่ออยากจะมอมสุราให้ต้วนอวี้เมามายและโยนไปไว้ต่อหน้าคน
คนนั้นแล้วจากไป แต่วิธีนี้เขาไม่กล้าที่จะเลือกใช้
เมื่อต้วนอวี้ได้ยินที่ซานไล่จื่อเล่าก็ต่อว่าเขาขึ้นมาทันที “ไม่ต้องพูดมาก ตอบข้ามาเพียงว่ามีสุราหรือไม่?”
ถ้าซานไล่จื่อบอกว่าไม่มี ต้วนอวี้ไม่มีทางเชื่อเด็ดขาด แต่ถ้าทั้งสองคนนี้มีไม่รู้จะมีเพียงพอหรือไม่?
ต้วนอวี้พูดด้วยเสียงที่แข็งกร้าวทำให้ซานไล่จื่อสะดุ้งขึ้นมา เขารู้สึกได้ว่าต้วนอวี้ไม่ได้หวาดกลัวจนต้องใช้สุรา
ย้อมใจ แต่อาจจะใช้เพื่อเปั้าประสงค์อื่น
ซานไล่จื่อยังไม่ทันได้ตอบอะไร ทูจื่อที่หูไวต่อคำว่าสุราก็รีบพรวดเดินเข้ามาตอบว่า “มีขอรับคุณชาย… พี่สามกับ
ข้าน้อยมีสุราพกติดตัวอยู่ตลอดเวลาและพกไปไหนมาไหนด้วยกันทุกที่ขอรับ”
ระหว่างที่ทูจื่อพูดไปได้หยิบกระบอกสุราขึ้นมาโอ้อวดและแกว่งไปแกว่งมาต่อหน้าต้วนอวี้ พร้อมกับพูดอย่าง
เหนือชั้นกว่าว่า “ดูสิ นี่ยังไงเล่า…”
ยังไม่ทันที่ทูจื่อพูดจบ สุราในมือของเขาก็ถูกต้วนอวี้คว้าเอาไปก่อนแล้ว ต้วนอวี้เปิดจุกออกดมและเขย่าไปมา
พร้อมกับเอ่ยขึ้น “มีอยู่ไม่น้อยเลยนะทูจื่อ!”