การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 342 คำยั่วยุของต้วนอวี้
ชายหนุ่มนึกตำหนิต้วนอวี้อยู่ในใจ ถึงแม้ชีวิตของต้วนอวี้จะมีค่ามากกว่าเขา แต่ว่าชีวิตที่ไร้ค่าของเขาก็นับว่าเป็น
หนึ่งชีวิตเหมือนกัน ต้วนอวี้ไม่มีสิทธิ์มาตัดสินว่าชีวิตของเขาไร้ค่า โดยการส่งเขาให้ไปตายอย่างไม่ยินยอม
เรื่องที่ทำแล้วมีแต่เสียกับเสีย หรือเรื่องที่เกี่ยวพันถึงชีวิตนั้น ซานไล่จื่อไม่มีทางยอมทำโดยเด็ดขาด เพราะว่าเงิน
ทองเป็นเพียงของนอกกาย แต่ชีวิตนั้นมีเพียงหนึ่งเดียว หากไม่มีชีวิตแล้วทุกอย่างถือว่าจบกัน
เด็กน้อยปรายตาไปที่ซานไล่จื่อปราดเดียวก็สามารถมองทะลุความคิดของเขาได้ทะลุปรุโปร่ง พลางหัวเราะเยาะ
ออกมา “ซานไล่จื่อ… ข้าอยากจะถามเจ้าหน่อย นักฆ่าคนนั้นก่อนที่จะตามข้าพบจะสังหารเจ้าก่อนหรือไม่? หากนักฆ่า
คนนั้นสังหารเจ้าให้ตายก็เท่ากับขาดเบาะแสไปมิใช่หรือ? เจ้าคิดจริงๆ หรือว่านักฆ่าคนนั้นไร้สมอง?”
ซานไล่จื่อเห็นด้วยกับคำพูดของต้วนอวี้ เปั้าหมายของอีกฝั่ายคือต้วนอวี้ ไม่ใช่ซานไล่จื่อ ฉะนั้นหากเขายืนกราน
ว่าต้วนอวี้ทำให้เขาได้รับบาดเจ็บ นักฆ่าจะต้องตามไล่ล่าต้วนอวี้และจะเก็บเขาให้มีลมหายใจไว้ก่อน…
แต่ปัญหาคือ ถึงแม้นักฆ่าไม่ได้อยากจะฆ่าซานไล่จื่อ แต่โทษที่ปล่อยให้ต้วนอวี้หนีไปได้ก็ยากเกินกว่าจะละเว้นได้
ซานไล่จื่อคุกเข่านํ้าตาไหลพรากอยู่ที่พื้น แม้ว่าเขาไม่ยินยอมไปเป็นตัวล่อ แต่ดูท่าต้วนอวี้แล้วยังคงยืนกรานให้
เขาไปอยู่ดี
ต้วนอวี้ขมวดคิ้วขึ้นเล็กน้อย “ถ้ายังเมาไม่พอก็ดื่มสุราเข้าไปอีก จงจำไว้ให้ดี! ถ้าเจ้ายิ่งถ่วงเวลาได้นานมากเท่าไร
เจ้าก็ยิ่งปลอดภัยมากเท่านั้น… อีกอย่างทั้งแขนทั้งขาของเจ้ายังหักอีก ขอเพียงเจ้าดึงดูดความสนใจให้มากหน่อย ชีวิต
ของเจ้าก็จะปลอดภัย ไม่มีปัญหาตามมา”
ทันทีที่ซานไล่จื่อได้ฟังก็โกรธจนลมออกหู! ต้วนอวี้คนนี้ช่างคิดแผนการเป็นฉากเป็นตอนให้เรียบร้อยแล้ว ก่อนอื่น
ให้ซานไล่จื่อเกลือกกลิ้งไปบนพื้นให้ดูสกปรกมอมแมม แล้วทำให้แขนกับขาเขาหัก สุดท้ายก็ส่งเขาเป็นหน่วยกล้าตาย
เข้าไปหานักฆ่าคนนั้น
เดิมทีซานไล่จื่อเป็นคนที่มีอารมณ์ร้อนเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ทว่าสุรานั้นย่อมทำให้เขามีความกล้าขึ้นมาอีกมากโข
ในตอนนี้ ซานไล่จื่อชี้ไปที่หน้าของต้วนอวี้และพูดอย่างเกลียดชังว่า “เจ้าเก่งมาก! ที่ปันหัวข้าไปมาได้! แต่ข้าไม่มี
ทางไปที่วัดร้างนั่นเป็นอันขาด ถ้าไปก็จะไม่มีชีวิตกลับมา… ทำไมต้องเป็นข้าไป ทำไมไม่เป็นเจ้า! นักฆ่าคนนั้นต้องการ
ชีวิตของเจ้า ไม่ได้ต้องการชีวิตของข้าสองคนเสียหน่อย!”
ต้วนอวี้ถึงกับชะงักไปเพียงเล็กน้อยที่เห็นชายหนุ่มชี้มาที่หน้า เขาจึงพูดกลับไป “ซานไล่จื่อ… ข้าไม่ได้บีบบังคับ
เจ้า แต่การไปที่วัดร้างต้องเป็นเจ้าเท่านั้น เจ้าลองคิดดู ทูจื่อนั้นไม่ได้กล้าหาญเหมือนอย่างเจ้า อีกอย่างถ้าข้าไปละก็ ชีวิต
ของเจ้าทั้งสองคนคงเหลือเพียงวิญญาณที่ลอยล่องไปมา… ถ้าสิ่งที่ข้าพูดมาทั้งหมดไม่อาจทำให้เจ้าเชื่อได้ ตอนนี้เจ้ารีบ
ไสหัวกลับไปที่ ‘ช่องหมาลอด’ ของเจ้า ดูสิว่าพวกเจ้าจะรอดพ้นนํ้ามือของนักฆ่าได้สักกี่วันกัน!”
ต้วนอวี้พูดจบ สีหน้าของซานไล่จื่อพลันสลดลงระคนเศร้าหมองอย่างเห็นได้ชัด เขาลดมือลงอย่างหมดแรง แล้ว
พูดอย่างสิ้นไร้หวัง “อย่างนั้น จะให้ทำอย่างไร? จะให้ข้าทำอย่างไรดี?”
เด็กน้อยไม่ตอบในสิ่งที่ซานไล่จื่อได้ถาม กลับเห็นเขาเดินไปเดินมาอยู่ชั่วครู่ก่อนที่จะเอ่ยขึ้น “ซานไล่จื่อ……เอา
อย่างนี้แล้วกัน ถ้าเจ้าไม่มีความกล้าจริงๆ ก็ช่างมันเถอะ! สิ่งที่ข้าพูดไปเมื่อครู่ให้ทำเหมือนไม่เคยได้ยิน ตอนนี้พวกเรา
ต่างคนต่างแยกย้ายกลับบ้านใครบ้านมันก็แล้วกัน!”
ซานไล่จื่อได้ยินว่าไม่ทำแล้ว เขาก็รีบเขย่งไปตรงหน้าต้วนอวี้ ชี้นิ้วไปที่วัดร้างพร้อมกับพูดอย่างสุดเสียง “ใครกลัว
กันเล่า… ในสามคนนี้คนที่เป็นลูกผู้ชายไม่กลัวสิ่งใดก็ต้องเป็นข้า!”
ต้วนอวี้หัวเราะเย้ยหยันซานไล่จื่อขึ้นมา “ซานไล่จื่อ… เจ้าอย่าเหมารวมข้าเป็นลูกผู้ชาย ข้ายังเป็นเด็กน้อยอยู่!”
ซานไล่จื่อโมโหอย่างมากที่ได้ยินต้วนอวี้พูดเช่นนั้น ด้านทูจื่อที่ยืนมองดูอยู่ด้านข้างได้คิดในใจขึ้น แม้ว่าต้วนอวี้จะ
เป็นเด็กน้อย แต่ช่างน่ากลัวมากกว่าผู้ใหญ่เสียอีก!
ชายหนุ่มพลันยกมือขึ้นมาชี้หน้าต้วนอวี้อีกครั้ง “ทำไมไม่ให้ทูจื่อเป็นคนไปที่วัดร้างนั่น ส่วนข้ากับเจ้าอยู่ด้วยกัน
ไม่แน่ว่าอาจจะคิดแผนการดีๆ ออกก็เป็นได้”
ต้วนอวี้ปรายตามองซานไล่จื่อพร้อมกับพูดเสียงเรียบ “ก็ได้ ถ้าเจ้าไม่กลัวทูจื่อหลุดปากพูดก็ให้เขาไป ส่วนพวก
เราสองคนก็รอเก็บศพทูจื่ออยู่ตรงนี้แหละ!”
ซานไล่จื่อเข้าใจเรื่องทั้งหมดแล้ว การไปวัดร้างเพียงลำพังต้องเป็นเขาเท่านั้น!
ซานไล่จื่อเป็นคนที่พูดถึงกลัวความตายเมื่อไรก็จะกลัวสุดขีด แต่ตอนนี้เขากลับกลัวต้วนอวี้ และกลัวนักฆ่าคนนั้น
จะกลับมาสังหารเขามากกว่า ความกลัวที่ประดังประเดเข้ามาอยู่ในใจ ทำให้ซานไล่จื่อกลัวที่สุดแบบที่ไม่เคยมีมาก่อนใน
ชีวิต!
`
ในที่สุด เขาก็ลุกขึ้นยืนพร้อมกับยื่นมือเข้าตบที่บ่าของต้วนอวี้อย่างเบามือ “คุณชาย… พวกเราสองคนนั้นทำทุก
อย่างเพื่อเงินได้ แต่คืนนี้เห็นทีจะชวดแล้ว เงินแม้แต่แดงเดียวก็คงไม่ได้……”
ต้วนอวี้พูดเสียงเรียบขึ้น “ใครบอกละว่าไม่ได้ ถ้าเจ้าทำเรื่องนี้ได้สำเร็จ อีกฝั่ายให้พวกเจ้าเท่าไร ข้าจะให้เท่านั้น
เช่นนี้เป็นอย่างไร?”
คนทำได้ทุกอย่างเพื่อเงิน ประโยคนี้ยังสามารถใช้ได้เสมอ… ซานไล่จื่อเมื่อได้ยินที่ต้วนอวี้พูดดังนั้นก็รีบถามขึ้น
อย่างดีใจ “คุณชายพูดคำไหนเป็นคำนั้นนะ?”
“คุณชายอย่างข้าเงินไม่เคยขาดมือ” ต้วนอวี้ตอบกลับ
ซานไล่จื่อได้ยินคำว่าเงินเท่านั้น ทุกอย่างที่ไม่พอใจ ไม่อยากทำกลับมลายหายสิ้นไป เขารีบกุลีกุจอลุกขึ้นยืนและ
พูดโอ้อวดถึงตัวเองว่าเก่งอย่างนั้นเก่งอย่างนี้ จากนั้นก็เดินโซเซกะโผลกกะเผลกไปที่วัดร้างทันที
เห็นได้ชัดว่าคำพูดของต้วนอวี้ได้ผล การใช้คนที่ได้ผลมากที่สุด คือการใช้เงินให้คนยอมทำทุกอย่างเพื่อมัน
ซานไล่จื่อเดินไปแล้ว ทูจื่อจึงหันมาพูดเสียงเบากับต้วนอวี้ “คุณชาย ตอนนี้พวกเราจะทำอย่างไรกันต่อไป
ขอรับ?”
คำพูดของต้วนอวี้เมื่อครู่ ช่างเปลี่ยนแปลงได้รวดเร็ว รวมถึงท่าทีก็มีมากมายหลายกระบวนท่า
ต้วนอวี้มองไปทางที่ซานไล่จื่อเดินไป จากนั้นก็โยนกระบอกสุราทิ้งลงพื้นไป… สายลมหนาวพัดผ่านไปมา ไม่นาน
เขาก็เอ่ยเสียงนิ่งขึ้นว่า “รอก่อน……”
รอก่อน รอจนกว่าจะถึงเวลาที่ดีที่สุดค่อยเอาคืน… คํ่าคืนนี้ ไม่ว่ามันผู้นั้นจะเป็นใครที่อยากได้ชีวิตของเขา เขาก็
พร้อมจะทำให้คนคนนั้นต้องทิ้งร่างไว้ที่นี่!
สำหรับทูจื่อที่ไม่ได้มีแผนการในใจมากเหมือนซานไล่จื่อ ย่อมอ่านความคิดของต้วนอวี้ไม่ออก เขานั่งลงกับพื้น
พร้อมกับกอดกระบอกสุราไว้ในอ้อมอก ครู่เดียวก็ขยับมือเปิดจุกกระบอกสุราเพื่อจะดื่ม แต่ต้วนอวี้ที่นั่งหลับตาอยู่ได้
เตือนขึ้นด้วยนํ้าเสียงที่เเข็งกร้าว “ทูจื่อ… หากเจ้ากล้าแตะสุราแม้แต่หยดเดียว ข้าจะตบให้เจ้าสลบแล้วทิ้งไว้ตรงนี้ รอ
ความตายมาหาแล้วกัน”
ต้วนอวี้หยุดเว้นจังหวะก่อนพูดเสียงเบาสำทับขึ้นมาอีกประโยค “อีกอย่าง เงินนั่นเจ้าก็จะไม่ได้แม้แต่ตำลึง
เดียว!”
คำพูดของต้วนอวี้ทำให้ทูจื่อรีบดึงมือกลับมาเช็ดที่เสื้อทันที เอื้อมมือไปปิดจุกให้สนิทดังเดิมและพูดเสียงดังขึ้น
“คุณชายวางใจได้ขอรับ นับแต่นี้ต่อไปชีวิตของทูจื่อเป็นของคุณชายแล้ว ไม่ว่าคุณชายจะพูดอะไร บอกอะไร ทูจื่อจะทำ
ตามที่คุณชายสั่งทุกอย่างขอรับ!”
นับแต่นี้ต่อไปอย่างนั้นหรือ? อย่างนั้น รอให้เรื่องนี้จบลงก่อนก็คงต้องรอจนถึงทูจื่อได้เงินกระมัง! ต้วนอวี้หัวเราะ
ขึ้นมา บางครั้งชีวิตของคนช่างไร้ค่าเสียเหลือเกิน เงินเพียงเล็กน้อยก็สามารถซื้อชีวิตคนได้แล้ว
ทูจื่อเห็นเหมือนต้วนอวี้หลับไปแล้ว เขาจึงรู้สึกเหมือนขาดอะไรไป
อันที่จริง ทูจื่อก็ไม่เข้าใจในสิ่งที่ต้วนอวี้คิด ดูอย่างซานไล่จื่อกับเขา คนหนึ่งให้ดื่มเหล้าจนเมามาย ส่วนอีกคนกลับ
สั่งห้ามไม่ให้แตะต้อง นั่นยิ่งทำให้เขาไม่เข้าใจ
ส่วนต้วนอวี้นั้นไม่ได้สนใจว่าทูจื่อจะเข้าใจหรือไม่ เขาเอาแต่นอนพักสายตาเงียบๆ อยู่ตรงนั้น
จนไม่รู้เวลาล่วงเลยผ่านไปนานเพียงใด ที่วัดร้างนั้นจู่ๆ ก็มีเสียงร้องที่ฟังดูน่าอนาถดังขึ้นมา เสียงร้องนั้นดังก้อง
ออกไปไกล ไกลเสียจนทูจื่อได้ยินอย่างแจ่มแจ้งและตกใจจนหวาดผวา
แม้กระทั่งต้วนอวี้ที่นอนอยู่ถึงกับสะดุ้งลุกขึ้นมา เขารีบควานหยิบกระบอกสุราเปล่าขึ้นมาส่งให้ทูจื่อ จากนั้นก็พูด
เสียงตํ่าออกมา “ทูจื่อ เร็ว รีบไปเร็ว พวกเราต้องเร่งฝีเท้าไปที่นั่น…”